กูรูแนะถือ ADVANC-MAKRO-BBL ส่วน Fund Flow เริ่มต้นสัปดาห์ไหลออกเล็กน้อย 
แต่แนวโน้มยังเป็นขาเข้า  

	บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่าหลังจากราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่องเกือบ 1 
เดือน กล่าวคือ ราคาน้ำมันดิบดูไบขึ้นมายืนเหนือ 120 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นราว 
12% ด้วยแรงผลักดันของ 2 ปัจจัย คือ 1) ความกังวลต่อปริมาณน้ำมันดิบโลกจะลดลง หลังจาก
ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล บานปลายอาจจะนำไปสู่ภาวะส่งครามอีกครั้ง และ 2) 
ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลคู่ค้าหลักๆ 6 แห่ง สะท้อนจาก Dollar Index ที่อ่อนค่าเกือบ 
4% ในช่วงเดียวกัน หนุนให้ความต้องการถือครองดอลลาร์ลดลงและไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
เพิ่มมากขึ้น 
	ขณะที่ค่าเงินยูโรกลับแข็งค่ากว่า 6.3% ในช่วง 1 เดือน สะท้อนถึงความหวังต่อการ
รอดพ้นของวิกฤตในกรีซ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน Dollar Index เริ่มกลับข้างโดยแข็งค่าขึ้น
เมื่อเทียบกับสกุลคู่ค้าหลัก แต่คาดว่าเป็นเหตุการณ์ช่วงสั้นเท่านั้น ดังนั้นกลยุทธ์ ระยะสั้น ยังแนะ
นำให้ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มต่อไปนี้ 1) กลุ่มพลังงาน หากพิจารณาดัชนีกลุ่ม SETENERG พบว่า
ขณะนี้ยังอยู่ห่างจากจุดสูงสุดเดิม ราว 5-6% (ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 
114.89 เหรียญฯต่อบาร์เรล เมื่อ 3 พ.ค. 2554) และหุ้นน้ำมันส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่า Fair Value 
ปี 2555 มากไม่ว่าจะเป็น BANPU, PTT 
	ส่วน PTTEP ดูเหมือนแนวโน้มการเพิ่มทุนมีน้ำหนักมากขึ้น ระยะสั้นอาจจะหลีกเลี่ยง
ไปก่อน 2) กลุ่ม ธ.พ. มีช่องว่างที่จะขยับขึ้นน้อยราว 1-2% จากจุดสูงสุดเดิม (แต่หากพิจารณา 
EPS ของธ.พ. ปี 2554 อยู่ที่ 33 บาทเทียบกับ 37 บาทในปี 2555) โดยที่ BBL ยังขึ้นช้าที่สุด 
หุ้นที่ขึ้นเร็วและทำ new high ไปแล้วน่าขายทำกำไร คือ SCB และ 3) สื่อสารแม้ ดัชนีกลุ่ม 
SETICT จะทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ปีนี้ยังถือว่าขึ้นน้อยกว่า SET Index แนะนำหุ้นเด่นของกลุ่มคือ 
ADVANC เพราะมี EPS Growth สูงสุด 37% และ ผลกำไรในงวดไตรมาส 1/2555 มีแนว
โน้มที่ดีขึ้นโดดเด่น นอกจากผลของฤดูกาล ยังได้ประโยชน์จาก การเติบโตของ non-voice 
	เพราะความนิยมใช้ Smart phone ในปัจจุบัน และที่สำคัญ ให้ Div Yield 6.7% 
และ 4) ค้าปลีก SETCOMM ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยหนุนในเรื่องของ EPS 
Growth ที่เติบโตมาก แต่ในปี 2555 คาดว่าจะเริ่มชะลอตัว และ คงจะมี MAKRO เท่านั้นที่จะ
เติบโตเกือบที่สูงสุดราว 27% และ ทำให้ MAKRO มีค่า PER ต่ำสุดในกลุ่ม ขณะที่ยังจ่ายเงิน
ปันผลสูงสุด 4.3% ในกลุ่ม
	สำหรับวานนี้ ตลาดหุ้นไต้หวันหยุดทำการ เนื่องในวัน Peace Day โดยจากข้อมูล
ของ Bloomberg ตลาดหุ้นภูมิภาค 4 ประเทศ พบว่านักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิเล็กน้อย
ราว 69 ล้านเหรียญฯ พลิกจากซื้อสุทธิเมื่อวันศุกร์ โดยเกิดจากแรงขายใน 2 ตลาด คือ ตลาดหุ้น
อินโดนีเซียที่ถูกขายสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ด้วยมูลค่าขายสุทธิลดลง 45% หรือราว 54 ล้าน
เหรียญฯ ตามมาด้วยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ขายสุทธิ 36 ล้านเหรียญฯ พลิกจากวันศุกร์ที่ถูกซื้อถึง 
185 ล้านเหรียญฯ 
	ส่วนอีก 2 ตลาดยอดซื้อสุทธิแต่ชะลอตัวลง กล่าวคือ หุ้นไทยซื้อสุทธิ 20 ล้านเหรียญฯ 
ลดลงราว 73% และต่ำกว่ายอดซื้อเฉลี่ยของสัปดาห์ก่อนที่ 68 ล้านเหรียญฯ แต่ยังคงเป็นการซื้อ
สุทธิต่อเนื่อง 10 วันติดต่อกันและตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ ยอดซื้อสุทธิเบาบางเพียง 0.3 ล้านเหรียญฯ 
ลดลงถึง 64% และยอดซื้อลดลงต่อเนื่องตลอด 6 วันทำการติดต่อกันถึงแม้ตลาดจะเปิดทำการใน
สัปดาห์ด้วยการขายสุทธิ แต่แรงขายไม่ได้รุนแรงมากนัก ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าแนวโน้มของหลักๆ ของ 
Fund Flow ยังไม่ได้เปลี่ยนไป คาดจะเห็นเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยและเอเซียต่อในช่วงถัด
ไป				
				

เรียบเรียง โดย อาภรณ์ สุภาพ 
อนุมัติ    โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์ 


อีเมล์แสดงความคิดเห็น  commentnews@efinancethai.com


ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   28/02/12   เวลา   11:30:08