ข่าวหุ้นล่าสุด

ข่าวด่วน


 
ข่าวนี้ที่ 1 : หุ้นโรงไฟฟ้าเฮ! รัฐจ่อประมูลพลังงานทดแทนเพิ่ม 10,000MW 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -4 ก.ค. 62 7:44: น.

 

  " ก.พลังงาน"  เดินหน้ารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ตามแผน PDP 2018 เพิ่มขึ้นจากแผนเดิม 10,000 MW เน้นพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุดถึง 9,000 MW ดันสิ้นปี 80 มีกำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มเป็น 29,358 เมกะวัตต์ ด้าน"ฝ่ายวิจัยกรุงศรี" ชี้ PDP ฉบับใหม่ หนุนเอกชนลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้น แต่ต้องระวังการแข่งขันด้านราคา ชี้ผู้ผลิตรายใหญ่จะมีความได้เปรียบกว่า

***  ก.พลังงานเดินหน้าตามแผน PDP 2018
    นายยงยุทธ จันทรโรทัย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และนายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบาย และแผนพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานยังคงเดินหน้ารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ตามแผน PDP ปี 2018 (2561-2580) โดยคาดว่าภายในปี 2580 จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนรวมเป็น 29,358 เมกะวัตต์  เพิ่มขึ้นจากแผน PDP ปี 2015 ที่มีเป้าหมายเพียง 19,684 เมกะวัตต์ 
     ตามเป้าหมายของแผน PDP 2018 จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าในปี 2580 เป็นจำนวน 77,211  เมกะวัตต์  เพิ่มขึ้นจากในปี 60 ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 46,090  เมกะวัตต์ โดยคิดเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน จำนวน 29,358  เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 33% ของการผลิตไฟฟ้ารวม

*** เน้นซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
     แผน PDP 2018 มีเป้าหมายที่จะพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็น 15,574  เมกะวัตต์ จากเดิม 6,000  เมกะวัตต์ พลังงานชีวมวลเป็น 5,786  เมกะวัตต์ จากเดิมที่ 5,570  เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพเป็น 928  เมกะวัตต์  จากเดิมที่ 600  เมกะวัตต์  ขยะชุมชนเพิ่มเป็น 900  เมกะวัตต์จากเดิม 500  เมกะวัตต์ ขยะอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเป็น 75  เมกะวัตต์ จากเดิม50  เมกะวัตต์
     ขณะที่มีแผนรับซื้อไฟฟ้าจากลมลดลงเหลือ 2,989  เมกะวัตต์ จากเดิม 3,002  เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้มีโครงการที่ดำเนินการแล้ว 1,504  เมกะวัตต์ รวมถึงพลังน้ำขนาดเล็กที่จะไม่ประกาศรับซื้อเพิ่มเติมเพราะมีข้อจำกัดในการก่อสร้าง เช่นเดียวกับก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) ยังไม่มีเป้าที่จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากอยู่ระหว่างการศึกษาทางเทคนิค
     "ตามแผน มีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดเป็น 15,574  เมกะวัตต์ ขณะนี้มีโครงการที่ดำเนินการไปแล้ว 2,849  เมกะวัตต์ ซึ่งมีโครงการที่จะต้องทำเพิ่มเติมในอนาคตอีก 12,725  เมกะวัตต์  แบ่งเป็นโครงการโซลาร์ประชาชน 10 ปี รวม 1,000  เมกะวัตต์ และการรับซื้อโซลาร์ลอยน้ำของ กฟผ.อีกจำนวน 2,725  เมกะวัตต์"
      ส่วนการรับซื้อไฟที่เหลืออีก 9,000  เมกะวัตต์ นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะออกประกาศการรับซื้อแบบใด ซึ่งจะต้องรอนโยบายจากรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานคนใหม่
     ทั้งนี้หลังจากที่ได้ทำประพิจารณ์จากกลุ่มอุตสาหกรรมได้ความเห็นว่า มีโอกาสที่จะเป็นรูปแบบของโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ที่มากกว่า 90  เมกะวัตต์ ต่อแห่ง รวมถึงจะต้องพ่วงการใช้แบตเตอรี่ด้วย และจะมีนโยบายราคารับซื้อแบบ FIT ไม่เกิน 2.44 บาทต่อหน่วย
 

สัดส่วนการผลิตพลังงานไฟฟ้าแยกตามประเภทเชื้อเพลิง
ประเภทเชื้อเพลิง PDP2015 PDP2018 ม.ค.-เม.ย.
  ณ ปี 2579 ณ ปี 2580 2562
ก๊าซธรรมชาติ 37.00% 53.00% 58.00%
ถ่านหิน/ลิกไนต์ 23.00% 12.00% 17.00%
ซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากตปท. 15.00% 9.00% 11.00%
พลังงานหมุนเวียน* 20.00% 20.00% 14.00%
นิวเคลียร์ 5.00% _  
การอนุรักษ์พลังงาน _ 6.00%  
หมายเหตุ : * รวมพลังน้ำขนาดใหญ่ในประเทศ      


***  PDP 2018 หนุนลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่
      ฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เกี่ยวกับแนวโน้มอุตสาหกรรม/ธุรกิจ ผลิตไฟฟ้าว่ ในปี 2562-2564 คาดว่าธุรกิจผลิตไฟฟ้าเอกชนมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนทั้งด้านอุปสงค์ที่มีตลาดรองรับแน่นอน และด้านอุปทานจากนโยบายสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐ จากความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศขยายตัวต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจ และการลงทุนในภาคธุรกิจ/อุตสาหกรรมที่ทยอยเพิ่มขึ้น จะหนุนความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศ (อ้างอิงตามแผน PDP2018คาดการใช้ไฟฟ้าในประเทศจะขยายตัว 3.6% ในปี 2562-2563 และ 3.2% ในปี 2564 ภายใต้สมมติฐาน GDP ขยายตัวเฉลี่ย 3.8% ต่อปี ) 
          แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับปีพ.ศ. 2561-2580 (PDP2018) และการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้า SPPระบบ Cogeneration  เอื้อให้เกิดการขยายกำลังการผลิตและการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ในระยะอันใกล้ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
          แผน PDP2018กำหนดให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 77,211 เมกะวัตต์ในปี 2580 เพิ่มขึ้น 9%จากแผน PDP2015เป็นกำลังการผลิตใหม่ในช่วงปี 2561-2580 จำนวน 56,431 เมกะวัตต์  โดยจะส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นคิดเป็น 53% ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมในปี 2580 และกำลังการผลิตของพลังงานหมุนเวียนยังคงอยู่ที่ 20% ส่วนกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินลดลงเหลือ 12%  ในส่วนนี้จะเป็นโรงไฟฟ้าใหม่หรือโรงไฟฟ้าทดแทนโรงเดิมซึ่งจะมีทั้งที่ลงทุนโดย EGATและเปิดประมูลแข่งขันในภาคเอกชนของ lPP  
          การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่รับซื้อจากเอกชน แบ่งออกเป็น 1) โรงไฟฟ้าตามนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐในช่วงปี 2561-2580 กำลังการผลิตไฟฟ้า 520 เมกะวัตต์ จำแนกเป็นโรงไฟฟ้าขยะ 400 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐ 120 เมกะวัตต์ 2) โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนตามแผน AEDPกำลังการผลิตไฟฟ้า 18,176 เมกะวัตต์ 
           ปัจจัยหนุนดังกล่าวข้างต้น จะเอื้อประโยชน์ให้เกิดการลงทุนใหม่ของโรงไฟฟ้าทั้ง 3 ส่วน ดังนี้
          โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP)คาดจะมีการเปิดประมูลในอีก 3-5 ปีข้างหน้าเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติที่ทยอยหมดอายุสัญญาและต้องออกจากระบบในช่วงปี 2568-2570 จำนวน 8,300เมกะวัตต์ โดยจะมีการเปิดประมูล 700 เมกะวัตต์ต่อปีในพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศช่วงปี 2564-2565 
          โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP)มีแนวโน้มขยายกำลังการผลิตและลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติระบบ Cogenerationที่จะสิ้นสุดอายุสัญญาในปี 2559-2568 สามารถดำเนินการผลิตไฟฟ้าและ/หรือก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่เดิมจำหน่ายให้กับนิคมอุตสาหกรรมและสวนอุตสาหกรรม
      รวมทั้งการลงทุนผลิตไฟฟ้าในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบของการผสมผสานเชื้อเพลิงหรือที่เรียกกว่า SPP Hybrid Firmที่ทางการสนับสนุนมากขึ้น (เริ่มดำเนินการเปิดรับซื้อรอบแรกในเดือนตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา จำนวน 300 เมกะวัตต์ ในอัตรารับซื้อ (FiT)3.66บาทต่อหน่วย ระยะเวลาสนับสนุน 20ปี)

*** ระวังการแข่งขันด้านราคา
    อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในธุรกิจมีแนวโน้มสูงขึ้น จากแผนสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามาแข่งขันด้านราคา (Competitive bidding) ภายใต้เงื่อนไขที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต้องไม่สูงกว่าราคาค่าไฟฟ้าขายปลีกตามแผน PDP2018อยู่ระหว่าง 3.50-3.63 บาทต่อหน่วย หรือเฉลี่ย 3.58 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ คาดว่าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (lPP)และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP)ที่มีศักยภาพในการแข่งขันด้านต้นทุนจะเข้ามาขยายการลงทุนมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มเชื้อเพลิงจากพลังงานหมุนเวียนที่จะมีความต้องการรับซื้ออย่างต่อเนื่องตามแผนของภาครัฐ
      วิจัยกรุงศรี มอว่าในช่วงปี 2562-2564 คาดว่ารายได้ของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่มีแนวโน้มเติบโตค่อนข้างดี จากความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การแข่งขันด้านราคาในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะสูงขึ้น อาจกดดันรายได้ของผู้ผลิตให้เติบโตอยู่ในระดับปานกลางใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา  
          ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) : คาดรายได้จากการขายไฟฟ้ามีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง ตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าในประเทศและยังมีรายได้จากการขายไฟฟ้าที่เข้าไปลงทุนในต่างประเทศ สำหรับการลงทุนใหม่ในประเทศมีแนวโน้มมุ่งสู่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เนื่องจากตาม PDP2018จะมีการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนจากก๊าซธรรมชาติเพียง 700 เมกะวัตต์ในช่วงปี 2563-2564 ขณะที่การลงทุนโรงไฟฟ้าในต่างประเทศมีมากขึ้น อาทิ เมียนมา สปป.ลาว อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย ทั้งในส่วนของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม 
          ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) : ยังสามารถประคองตัวได้ โดยโอกาสการลงทุนจะเอื้อเฉพาะกับ1) โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติระบบ Cogeneration ที่จะทยอยสิ้นสุดอายุสัญญาในปี 2559-2568 โดยสามารถดำเนินการผลิตไฟฟ้าและจำหน่ายให้กับนิคมอุตสาหกรรมและสวนอุตสาหกรรมได้ต่อเนื่อง 2) การลงทุนใหม่ของโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบ SPP Hybrid Firmเนื่องจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงต่ำกว่าราคาขายปลีกค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3.6 บาทต่อหน่วย) และ 3) การลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ EECเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 
          ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) : รายได้ทยอยเติบโตจากปัจจัยหนุนทางด้านอุปสงค์ที่มีตลาดรองรับแน่นอน แต่โอกาสขยายการลงทุนอาจมีเฉพาะบางกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายรัฐตามแผน PDPด้านการแข่งขันในธุรกิจค่อนข้างรุนแรง จากการขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการรายเดิมและการเข้ามาลงทุนผลิตไฟฟ้าของผู้ประกอบการรายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพด้านการเงินและเทคโนโลยี เช่น ผู้ผลิต lPP,SPPที่แตกไลน์มาลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน กลุ่มผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างงานวิศวกรรม/จัดหาออกแบบและก่อสร้าง (EPC)เนื่องจากมีความชำนาญงานด้านติดตั้งระบบไฟฟ้า และจากกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์/เทคโนโลยีเซลแสงอาทิตย์  
          โอกาสการลงทุนของผู้ผลิต VSPPในปี 2562-2564 จะเป็นกลุ่มที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาภาคประชาชน ชีวมวล และขยะ เนื่องจากเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ภาครัฐจะทยอยเปิดรับซื้อไฟฟ้าตามลำดับตามแผน PDPและ AEDPฉบับใหม่ อีกทั้งเป็นกลุ่มที่ต้นทุนการผลิตสามารถแข่งขันได้ ส่วนโครงการพลังงานลม ภาครัฐอาจทยอยเปิดรับซื้อไฟฟ้าและมีการลงทุนในโครงการใหม่หลังปี 2564 (หลังจากที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงทุนขยายสายส่งไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้) อย่างไรก็ตาม การลงทุนในส่วนของโครงการพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากชีวมวล ขยะ และก๊าซชีวภาพ อาจยังมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่

*** โบรกฯมองกลุ่มไฟฟ้าเป็นขาขึ้น
     บล.เคทีบี (ประเทศไทย)  ออกบทวิเคราะห์ ระบุ   แผน PDP ฉบับใหม่แม้กำหนดกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ในช่วงปี 2018-37 เพิ่มขึ้นอีกราว 56GW แต่ Timeline การ COD และการเปิดประมูลค่อนข้างเว้นระยะห่างหลายปีทำให้อุตสาหกรรมขาดปัจจัยหนุนระยะสั้นในประเทศ อย่างไรก็ตามกลุ่มไฟฟ้ายังมี Active investment ในต่างประเทศเป็น Key catalyst ให้กับกลุ่ม และหนุนให้ Sector performance สามารถ Outperform ตลาดได้ ทั้งนี้หุ้นในกลุ่มที่เราวิเคราะห์และมี Active investment ในต่างประเทศที่โดดเด่นคือ BGRIM (เจรจาอยู่ราว 1.1GW จากกำลังการผลิตในปัจจุบัน 2.1GW) และ GULF (เจรจาอยู่ราว 7.4GW จากกำลังการผลิตในปัจจุบัน 6.6GW)
     ประเมินภาพรวมกำไรปกติของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่เราวิเคราะห์ 2Q19 คาดเติบโตได้ทั้ง YoY (กำลังการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น และการปิดซ่อมบำรุงที่ลดลง) และ QoQ (เข้าสู่ช่วง High season) ในขณะที่ค่าก๊าซธรรมชาติเริ่มปรับตัวลงล่าสุดอยู่ที่ราว 275 บาท/mmBTU (1Q19 อยู่ที่ 282 บาท/mmBTU) สอดคล้องกับคาดการณ์ของเราซึ่งมองแนวโน้มค่าก๊าซฯลดลงต่อเนื่องไปใน 2H19 ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงในช่วงปลายปี 2018 และจะช่วยให้โรงไฟฟ้า SPP มีมาร์จิ้นที่ดีขึ้น ในขณะที่ระยะยาวมองกำไรปกติของอุตสาหกรรมไฟฟ้าอยู่ในช่วงขาขึ้นจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและเป็นโครงการที่รองรับด้วย PPA แล้วทั้งหมด โดยกำลังการผลิตไฟฟ้าจากกลุ่มบริษัทที่เราวิเคราะห์มีกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 13% CAGR 2018-20 (ไม่รวม Impact จากการ Take over GLOW ของ GPSC)  
      เราปรับน้ำหนักการลงทุนกลุ่มโรงไฟฟ้าขึ้นเป็น "มากกว่าตลาด" (จากเดิม "เท่ากับตลาด") แม้ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมากลุ่มโรงไฟฟ้า Outperform ตลาดไปราว 8% เรามองแนวโน้มดังกล่าวจะยังมีต่อเนื่องไปในช่วงที่เหลือของปีโดยมีปัจจัยหนุนจาก 1) ผลประกอบการโดยรวมอยู่ในขาขึ้นจากกำลังการผลิตที่ทยอย COD เพิ่มขึ้นตลอดทั้งปี 2) Potential upside จาก Active investment ในต่างประเทศที่รอการปิดดีลในช่วงที่เหลือคอยสร้าง Story ให้กับกลุ่ม และ 3) การเป็น Defensive sector จะช่วยจำกัด Downside risk ในภาวะที่ตลาดผันผวน ทั้งนี้หุ้น Top pick ของกลุ่มโรงไฟฟ้าของเราคือ BGRIM (แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 39.00 บาท) และ GUNKUL (แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 3.30 บาท)

 ***  เตือนกลุ่มไฟฟ้าขึ้นอีกไม่มาก
    บล.บัวหลวง ระบุ กลุ่มโรงไฟฟ้าปันผลสูง อาจปรับตัวขึ้นได้อีกไม่มาก   โดยในระยะสั้น ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนเงินปันผลและอัตรา ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 3 ปี มีการขยายตัว ดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามา ลงทุนในหุ้นที่จ่ายปันผลสูงในระยะสั้นที่อัตราผลตอบเทนตราสารหนี้ ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามส่วนต่างระหว่างแนวโน้มอัตราผลตอบแทนจาก เงินปันผลของ EGCO, GPSC, RATCH, และ SPCG ได้ลดลงมาแตะระดับ ต่ำสุดในรอบ 2 ปีแล้ว เราจึงมองว่าโอกาสที่หุ้นดังกล่าวจะปรับตัว เพิ่มขึ้นต่อมีค่อนข้างจำกัด (นอกจากว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะ ปรับตัวลดลงอย่างมากในเร็วๆนี้) นอกจากนี้ข้อมูลจาก Bloomberg ได้บ่งชี้ ว่าตลาดเชื่อมั่นอย่างมากว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งหน้า ดังนั้นราคาหุ้นในปัจจุบันอาจได้สะท้อนการ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตไปเรียบร้อยแล้ว


เรียบเรียง  ประน้อม บุญร่วม 
                อีเมล์. reporter@efinancethai.com






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด