ข่าวหุ้นล่าสุด

SCBS คาดหุ้น Q3/62 แตะ 1,750 จุด แนะลุยหุุ้นรับอานิสงส์รัฐฯกระตุ้นศก.

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -17 ก.ค. 62 16:00 น.

   บล.ไทยพาณิชย์ มองดัชนีหุ้นไทย Q3/62 แตะระดับ 1,750 จุด มองทั้งปีหุ้นมีโอกาสแตะ 1,830 หากสงครามการค้าสงบ เฟดลดดอกเบี้ย มองหุ้นเด่นระยะสั้นเน้นลงทุนในกลุ่มที่รับอานิสงส์รัฐบาลใหม่กระตุ้นศก.  ทั้ง นิคม-รับเหมา-บริโภค  Top pick คือ AMATA ROJNA CHG KTB IVL

   - นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 3 คาดว่าจะทรงตัวในระดับปัจจุบัน โดยคาดว่าดัชนีหุ้นไทยน่าจะเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,750 จุด เนื่องจากปัจจัยทางด้านสงครามการค้ายังไม่มีอะไรเพิ่มเติม ดังนั้นมองว่า ดาวน์ไซต์คงน้อย แต่อัพไซต์ น่าจะอยู่ในบางกลุ่มอุตสาหกรรม โดยกลุ่มที่น่าจะเติบโตดี เช่น กลุ่มธนาคาร กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ก่อสร้าง และรับเหมา ที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านการบริโภค
   - สำหรับในปีนี้ มองว่า ในช่วงครึ่งปีหลังดัชนีจะเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,700-1,750 จุด โดยมองว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำจากมาตรการกีดกันทางการค้า ขณะที่การปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนใกล้สิ้นสุดแล้ว โดยหุ้นที่ Top picks แนะนำลงทุนในไตรมาส 3 ยังเน้นหุ้นที่อ้างอิงปัจจัยในประเทศเป็นหลัก
   “ดัชนีหุ้นไทยในปีนี้มองว่าให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าปีที่ผ่านมา แต่ปัจจัยสงครามการค้า Fed Fund rate ยังเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น โดยมองว่า หากสถานการณ์สงครามการค้ารุนแรง มีการเก็บภาษีรอบใหม่ 3 แสนล้านดอลลาร์ระหว่างสหรัฐ-จีน อาจทำให้ดัชนีหุ้นไทยร่วงมาอยู่ที่ 1,600 จุดได้ แต่หาก Fed ลดดอกเบี้ย สงครามการค้าไม่รุนแรง นโยบายรัฐมีความชัดจนอาจทำให้หุ้นไทยมีโอกาสแตะที่ระดับ 1,830 จุดได้”นายสุกิจ กล่าว
   - นายสุกิจ กล่าวว่า หุ้นที่คาดว่าจะเติบโตโดดเด่น และน่าสนใจในระยะยาว คือ กลุ่มค้าปลัก การแพทย์ ท่องเที่ยว โดยแนะลงทุน AMATA ที่มองว่า กำไรแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และได้ประโยชน์จาก EEC นอกจากนี้การย้ายสายการผลิตยังมายังประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนจากการย้ายฐานผลิตออกมาจากจีน เพราะมีห่วงโซ่อุปทานและให้ผลประโยชน์ทางภาษีที่ดีกว่าประเทศอื่น
   - ด้าน ROJNA มองว่า รายได้ประจำช่วยป้องกันความเสี่ยงและได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ ขณะที่ CHG เชื่อมั่นผลประกอบการที่แข็งแกร่ง เมื่อมองไปข้างหน้า คาดกำไรจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ ยังแนะนำ KTB น่าจะได้กำไรพิเศษได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายภาครัฐและสินเชื่อฟื้นตัว ขณะที่ IVL มองว่า มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้
   - นายศรชัย สุเนต์ตา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ Investment Acvisory จากหน่วยงาน ICO office ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า ในช่วงครึ่งปีหลังนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐ และทั่วโลกจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุน ในขณะที่ความขัดแย้งทางการค้าจะยืดเยื้อไม่จบง่ายๆ แม้ว่าการพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์-สี จิ้นผิงนอกรอบ G-20 ที่ผ่านมาจะทำให้ Semtiment ตลาดดีขึ้น แต่ความขัดแย้งน่าจะขยายไปหลายประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อความผันผวนของทิศทางตลาดต่อไป
   -  กลยุทธ์ การลงทุนในช่วงไตรมาส 3/2562 แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุการลงทุนยาว แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในทิศทางขาลงก็ตาม แต่เรามองว่า ราคาตราสารหนี้ได้รับรู้ไปมากแล้ว ซึ่งหาก ธนาคารกลางสหรัฐปรับลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่นักลงทุนคาดการณืไว้ อาจส่งผลให้ yield curve ปรับเพิ่มขึ้น และราคาตราสารหนี้จะปรับลดลงจากระดับปัจจุบันได้ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย ควรเลือกลงทุนในนโยบายลงทุนที่ยืดหยุ่นที่ปรับเปลี่ยนได้ตลาดเวลา โดยผู้จัดการกองทุน เช่น การลงทุนในกองทุนผสม ที่กระจายการลงทุนทั้งในตลาดตราสารหนี้และตราสารทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ หรือ แนะนำให้ลงทุนในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีการคุ้มครองเงินต้น
   - นายสาธิต ผ่องธัญญา ผู้อำนวยการอาวุโส ที่ปรึกษาด้านการวางแผนการส่งต่อความั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกองทุนรวมที่จะมีผลบังคับไช้ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ โดยมีผลเฉพาะกับสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ใหม่หลังกฎหมายใช้บังคับ มองว่า อาจทำให้ผตอบแทนรวมของกองทุนอาจลดลง แต่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะทรัพย์สินภายในกองทุนมีทั้งตราสารหนี้เก่าที่ได้รับการยกเว้นภาษี และตราสารหนี้ใหม่ที่ถูกจัดเก็บภาษี ทำให้กองทุนยังมีเวลาปรับตัวก่อนถึงเวลาที่กฏหมายมีผลบังคับใช้
   - สำหรับกองทุนใหม่นั้น ขณะสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างการพิจารณา กองทุนรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนกองทุน LTF ที่จะสิ้นสุดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีปลายปี 62 โดยกองทุนรูปแบบใหม่จะมีการกำหนดสัดส่วนการลงทุนโดยเน้นรูปแบบการลงทุนที่รัฐบาลสนับสนุน เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและหุ้นยั่งยืน บรรษัทภิบาล หุ้นเอสเอ็มอี และหุ้น S-Curve โดยข้อกำหนดและระยะเวลาการถือครอง รวมถึงจำนวนสูงสุดในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี จะต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาพิจารณา

 

 




รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
                อีเมล์. suramatee@efnancethai.com

อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด