ข่าวหุ้นล่าสุด

ข่าวด่วน


 
ข่าวนี้ที่ 1 : เปิดโผหุ้น 3 กลุ่มเด่น รับเลือกตั้ง 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -12 มี.ค. 62 7:42: น.

 

  บล.เอเซียพลัส เปิดโผหุ้นน่าลงทุนก่อนเลือกตั้ง ยก 3 กลุ่มเด่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มค้าปลีก หลังทุกนโยบายศก.ของแต่ละพรรคเป็นตัวเร่งยอดขายสินค้า ให้ BJCเป็น Top Pick รวมถึงกลุ่มที่มีความผันผวนต่ำ ทั้ง  Low Beta และ High Upside - Growth ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มปันผลเด่นแต่ยังไม่ XD ในขณะที่หั่นเป้ากำไรบจ.ปีนี้เหลือ 105.42 บ./หุ้น เติบโต 7.7%yoy ให้เป้า SET ปีนี้ 1,687 จุด ฟากบลจ.ไทยพาณิชย์ ยังมั่นใจ SET ปีนี้ไป 2,000 จุดไหว เชื่อการเมืองชัดหนุนลงทุนครึ่งปีหลัง     

*** คัดหุ้นเด่น 3 กลุ่ม ก่อนเลือกตั้ง  
    ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ประเมินก่อนการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ตลาดหุ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ จะผันผวนแต่น่าจะยืนในกรอบ 1630-1670 จุด ตราบที่ยังไม่มีแรงหนุนจากต่างชาติ กลยุทธ์การลงทุนแนะนำหุ้นที่เข้าคุณสมบัติ 3 ประเภท ดังนี้ 
    1. อิงการบริโภคในประเทศที่ได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายภาครัฐ ตามนโยบายช่วยรากหญ้า ทั้งรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้น จากการหาเสียง ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก ซึ่ง ปัจจุบันหุ้นที่ Laggard และมี upside สูงในกลุ่มคือ BJC ตามด้วยหุ้นที่เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อผู้
มีรายได้น้อยผ่านการปล่อยสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ ได้แก่ SAWAD, MTC หรือบริษัทที่ซื้อ หนี้มาบริหาร เช่น JMT
    2. หุ้นผันผวนต่ำ แยกเป็นหุ้นที่มีคุณสมบัติ 1L2H โดย 1L คือ Low Beta คือ หุ้นที่ผันผวนต่ำน้อยกว่าตลาด และ 2H คือ High Upside และ High Growth ปี 2562 แม้ระยะสั้น ราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวลดลงตามสภาวะตลาดที่ไม่ดี แต่แนวโน้มกำไรที่ยังมีโอกาสโตได้ดี จะคอยช่วยพยุงและหนุนราคาหุ้นให้ปรับตัวขึ้น ได้ในระยะถัดไป โดยฝ่ายวิจัยฯคัดเลือกหุ้นผันผวนตํ่า ตามกลยุทธ์ดังกล่าวได้ 7 บริษัท  QH  - BCH  - VGI   - EASTW - GFPT  -SCCC  -DRT
    3. หุ้นปันผลเด่นที่ยังไม่ขึน้ เครื่องหมาย XD ดังนี้ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์   SENA - AP  - LH  - QH  กลุ่มธนาคารพาณิชย์ KKP  - BBL  รวมถึงหุ้นอย่าง  TASCO

*** นโยบายศก.พรรคการเมืองดันยอดค้าปลีกกระฉูด ยก BJC รับอานิสงส์เต็มๆ 
    บล.เอเซียพลัส เปิดเผยเพิ่มเติมว่า หลังจากพิจารณานโยบายเศรษฐกิจของทุกพรรคการเมือง ถือเป็นผลดีต่อหุ้นค้าปลีกอย่าง  BJC  โดยเศรษฐกิจไทยปี 2562 ASPS คาด GDP Growth ขยายตัว 3.4% ชะลอจาก 4.1% ในปี 2561 โดยเชื่อว่าปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคภาคครัวเรือน ที่คาดว่า ยังคงได้ประโยชน์จากมาตการกระตุ้นต่างๆของภาครัฐ เช่น บัตรสวัสดิการที่ให้เงินช่วยเหลือแก่ผู้มีรายได้น้อย 300-500 บาท/เดือน ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2561 จนถึง 30 ก.ย. 2562 รวมถึงในปีนี้ไทยจะมีการเลือกตั้ง ในวันที่ 24 มี.ค. 2562 ซึ่ง คาดว่าการบริโภคจะเป็นปัจจัยหนุนอย่างต่อเนื่องเห็นได้จาก นโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองใหญ่ๆ ทุกพรรคที่มีจุดร่วมเหมือนกัน คือ มุ่งไปที่การอัดฉีดเงินและช่วยเหลือและดูแลเกษตรกร และผู้มีรายได้น้อยเป็นสำคัญ 
    โดยพรรคประชาธิปัตย์ มุ่งเน้นผู้มีรายได้น้อย อาทิ นโยบายประกันรายได้แรงงาน 1.2 แสนบาท/ปี, นโยบายเกิดปั๊บรับแสน และช่วยเหลือภาคเกษตร โดยประกันราคาสินค้า 3 ชนิดคือ ข้าว, ยาง และปาล์ม  ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ให้ความสำคัญกับการเพิ่มสิทธิประโยชน์ 30 บาทรักษาทุกโรค รักษาได้ทุกโรงพยาบาล และช่วยเกษตรกร โดยเฉพาะผู้ปลูกข้าว เกวียนละ 5 พันบาท ไม่เกิน 15 เกวียนต่อครัวเรือน  ด้านพรรรคพลังประชารัฐ เน้นต่อยอดโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ครอบคลุมมากขึ้น ,มารดาประชารัฐ อาทิ ตัง้ ครรภ์รับเดือนละ 3000 บาท, ให้เงินค่าคลอด 1 หมื่นบาท และมาตการภาษี เช่นภาษีนักศึกษาจบใหม่  หรือแม้แต่ พรรคอนาคตใหม่ ให้เงินช่วยเหลือการเลี้ยงดูบุตร และเยาวชน, เพิ่มงบบัตร 30 บาท และด้านการเกษตร เน้นการปรับโครงสร้างหนี เช่นนโยบายปลดหนี้เกษตรกร  
    ทั้งนี้คาดว่ากำลังซื้อ ที่ได้แรงหนุนจากนโยบายต่างๆข้างต้น เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจค้าปลีก หากพิจารณายอดขายสาขา สถิติในอดีตพบว่า ช่วง 1-2 ไตรมาส ก่อนและหลังการเลือกตั้ง SSSG มักจะปรับตัวขึ้น เช่น การเลือกตั้ง งวด Q4/50 พบว่า ช่วง Q3/50 SSSG อยู่ที่ 0.3% และเพิ่มเป็น 1.3% และ4.1% ในงวด Q4/50 และ Q1/51 ตามลำดับ และการเลือกตั้งงวด Q3/54 พบว่า งวด Q2/54 มี SSSG อยู่ที่ 6% และเพิ่มมาเป็น 9.3% ในช่วง Q3/54 และ 4.8% ใน Q4/54 ทำให้ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า SSSG กลุ่มค้าปลีก ปี 2562 จะปรับตัวดีขึ้น เป็น 2.5% จาก 1.3% ในปี 2561 โดยรวมเชื่อว่าจะดีต่อ หุ้นค้าปลีก Top Pick เลือก BJC (FV@B61) เพราะราคาที่ยัง Laggard กลุ่ม และยังมีธุรกิจที่มั่นคง หลากหลาย รองรับการเติบโตในระยะยาว

***หั่นเป้ากำไรบจ.ปีนี้ คาดเป้าดัชนี 1,687 จุด
    บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ผลประกอบการงวด Q4/61 ของบริษัทจดทะเบียน ที่ออกมาหดตัวสูงถึง 39.1%qoq และ 40.5%yoy ส่วนใหญ่เป็นผลจากรายการพิเศษที่เกิดขึ้น เพียงครั้ง เดียว อาทิ การขาดทุนสต๊อกน้ำ มัน การตั้งสำรองความเสียหายจากโครงการขนาดใหญ่ของ TTCL และค่าใช้จ่ายเพื่อยุติข้อพิพาททางกฎหมายของทั้ง DTAC, TRUE ทำให้ภาพรวมกำไรสุทธิตลาดฯ ทั้ง ปี 2561 อยู่ที่ 9.73 แสนล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) 97.89 บาท ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมี EPS ที่ 108.58 บาท และเป็นผลให้ EPSGrowth ปี 2561 ติดลบ 0.96% YoY
    สำหรับปี 2562 หลังนักวิเคราะห์ได้รับข้อมูลจากการทำ Company Visit และการเข้าร่วม Analyst Meeging ได้ทำการปรับประมาณการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ รวมถึงสะท้อนผลกระทบจากการที่ บริษัทจดทะเบียนต้องตั้ง สำรองรายการผลประโยชน์พนักงานตาม พ.ร.บ. แรงงานฉบับแก้ไข คิดเป็นค่าใช้ราว 2.8 หมื่นล้านบาท ,การปรับลดสมมติฐานค่าเงินบาทเฉลี่ยมาอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ฯ (เดิม 33 บาทต่อดอลลาร์ฯ) และการปรับปรุงรายการ Stock Gain/ Loss ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ส่งผลทำให้ประมาณการ EPS ปี 2562 ลดลงจากเดิมที่คาด 112.19 บาท/หุ้น ลงมาอยู่ที่ 105.42 บาท เติบโต 7.7%yoy และบนสมมติฐานว่าตลาดหุ้นไทยควรซื้อ ขายบนค่า PERเหมาะสมบริเวณ 16 เท่า ทำให้เป้าหมายปี 2562 ของ SET Index ปรับลดลงมาที่ 1687 จุด หรือมีUpside จำกัดลง 3.5%

*** บลจ.ไทยพาณิชย์ ยังมั่นใจหุ้นไทยปีนี้ 2,000 จุด 
     นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM  แนวโน้มหุ้นไทย 12 เดือนข้างหน้า ประเมินว่าตลาดยังเป็นขาขึ้น ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นจากระดับปัจุบันประมาณ 10 % โดยเป้าดัชนีสูงสุดของปีประเมินไว้ที่ 2,000 จุด PE ที่ 18 เท่า ส่วนแนวรับมองไว้ที่ 1,600 จุด หรือต่ำกว่าระดับดังกล่าวเล็กน้อย 
    แม้ว่าในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยยังผันผวน  แต่หุ้นไทยมีจุดเด่นตรงที่เป็นตลาดเกิดใหม่ที่จะได้รับอานิสงส์จากเงินไหลเข้า จากแนวโน้มเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า  อีกทั้งได้รับปัจจัยหนุนจากการเลือกตั้งในประเทศที่คาดว่าจะผ่านไปด้วยดี ส่วนประเด็นเรื่องการยุบพรรคไทยรักษาชาติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้มีผลต่อต่อตลาดแต่อย่างใด ขณะที่กลางปีจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญ ให้ช่วงครึ่งปีหลังเป็นปีที่ดีแห่งการลงทุน  ขณะที่การลงทุนภาครัฐมีความต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับมาจะทำให้เกิดการใช้จ่าย 
    สำหรับปัจจัยต่างประเทศ มีประเด็นเรื่องจีนกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการปรับลดอัตราส่วนเงินฝาก - ภาษีมูลค่าเพิ่ม  เป็นแรงหนุนสำคัญ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เริ่มจะผ่อนปรนนโยบายทางการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะการชะลอขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนทางธนาคารกลางยุโรปมีการพูดถึงนโยบายอัดฉีดเงิน (LTRO) ด้านสงครามการค้าคาดการเจรจาของจีน - สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะออกมาดี    
      
*** CIMBT เล็งหั่นเป้าจีดีพี รับศก. Q2 ชะลอ - ภัยแล้งกดดัน   
    นายอมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด(มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า  ในเดือน พ.ค.นี้ จ่อทบทวนประมาณการณ์เศรษฐกิจไทย-ส่งออกใหม่ จากที่คาดขยายตัว 3.7% และ 3-4%  โดยรอการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/62 ของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) และนโยบายของรัฐบาลใหม่
     "อยากให้ระวังในไตรมาส 2/62 เราจะเห็นเศรษฐกิจชะลอตัวลง เพราะเอกชนชะลอการลงทุน และ ภัยแล้วที่ปีนี้รุนแรงกว่าที่คิด ส่งผลให้จีดีพีครึ่งปีแรกขยายตัวเพียง 3.3% เท่านั้น"นายอมรเทพ กล่าว
    อย่างไรก็ตาม ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น หรือ ประมาณ 4.2% โดยได้รับแรงหนุนจากความชัดเจนทางการเมือง และ เอกชนกลับมาลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ประกอบกับ นโยบายจากทางภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เช่น สวัสดิการต่างๆ เพราะตอนนี้กำลังซื้อประชาชนฐานรากยังไม่ฟื้นตัว
    "รัฐบาลชุดใหม่จะเหนื่อยหน่อยในช่วงนี้ เพราะกำลังซื้อยังแย่ การประคองเศรษฐกิจในช่วงนี้จะยากเสียหน่อย โดยรัฐบาลต้องช่วยให้ภาคเกษตรฟื้นตัวให้ได้ และ สร้างความเชื่อมั่นให้เร็วที่สุด"นายอมรเทพ กล่าว
    สำหรับค่าเงินบาท ช่วงก่อนการเลือกตั้งค่าเงินบาทจะอ่อนค่าจนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูง และ เป็นที่พักเงินที่ปลอดภัย โดยคาดว่าครึ่งปีแรกค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวที่ระดับ 32.00 บาท/ดอลาร์ และ สิ้นปีนี้อยู่ที่ 32.00-32.50 บาท/ดอลลาร์
 
***mai เผยปี 61 บจ.149 แห่ง กำไรโต 2.09% 
    นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน mai จำนวน 149 บริษัท คิดเป็น 93% จากทั้งหมด 161 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC บริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวดและบริษัทที่นำส่งงบไม่ทันตามกำหนด) นำส่งผลการดำเนินงานงวดปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 โดยมียอดขายรวม 174,363 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.64% จากปีก่อนหน้า ต้นทุนรวม 136,947 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.07% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 22.43% มาอยู่ที่ 21.46% อย่างไรก็ดี บจ. ยังคงมีความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) 7,043 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.22% และมีกำไรสุทธิรวม 5,131 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.09% จากปีก่อนหน้า ทั้งนี้พบ บจ.ที่รายงานผลกำไรสุทธิจำนวน 110 บริษัท คิดเป็น 74% ของบริษัทที่นำส่งผลการดำเนินงานทั้งหมด
    “ผลการดำเนินงานปี 2561 ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมมีการเติบโตของยอดขาย แต่ปัจจัยราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของหลายบริษัท โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม บจ. ยังคงมีกำไรสุทธิรวมเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตของกำไรสุทธิ ได้แก่ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มทรัพยากร กลุ่มบริการ และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ตามลำดับ เมื่อพิจารณาฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 271,524 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.25% จากสิ้นปี 2560 ขณะที่โครงสร้างเงินทุนรวมยังแข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 1.07 เท่า เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่แล้วที่ 1.01 เท่า” นายประพันธ์กล่าว
    ปัจจุบันมี บจ. ใน mai 161 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 8 มีนาคม 2562) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 371.20 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 253,267 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 800 ล้านบาทต่อวัน

 

 

 


เรียบเรียง  ประน้อม บุญร่วม 
                อีเมล์. reporter@efinancethai.com

อนุมัติ     ดาริน ปริญญากุล 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด