BAM ตั้งเป้ารายได้ปี 63 แตะ 1.8 หมื่นล้านบาท พร้อมตุนเงินซื้อหนี้ไม่ต่ำกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ยันไม่กังวลราคารูดลง หากหมดช่วงกรีนชู มั่นใจเป็นหุ้นพื้นฐานดี ผลตอบแทนปีละ 5-6% พร้อม ปลื้มเทรดวันแรกราคาเปิดเหนือจอง นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า บริษัทพอใจราคาเปิดการซื้อขายในวันแรกที่ 18.40 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 5.14% จากราคา IPO ที่ 17.50 บาท/หุ้น และ บริษัทไม่มีความกังวลหากราคาหุ้นจะปรับตัวลง หลังสิ้นสุดระยะเวลาการใช้การซื้อหุ้นเพื่อส่งมอบหุ้นที่จัดสรรเกิน(Green Shoe) เนื่องจากมั่นใจว่าบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี จากการดำเนินงานมามากกว่า 20 ปี “เรามีกำไรมาตลอด รายได้ก็เติบโตต่อเนื่อง ไม่ว่าเศรษฐกิจจะขาขึ้น หรือ ขาลง และ เราเป็นหุ้นที่คล้ายกับกองรีท สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 5-6% ทำให้เราไม่กังวลว่า ราคาหุ้นจะลง หลังหมด Green Shoe”นางทองอุไร กล่าว นายบรรยง วิเศษมงคลชัย ประธานคณะกรรมการบริหาร เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 63 อยู่ที่ 18,000 ล้านบาท ลดลงจากปีนี้ที่คาดทำได้ 20,000 ล้านบาท เนื่องจากปีนี้มีการขายสินทรัพย์รอการขาย (NPA) ล็อตใหญ่ให้กับลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งปกติรายได้ของบริษัทจะเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 17,000-18,000 ล้านบาท ปี 63 บริษัทเตรียมซื้อหนี้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPLs) และ ทรัพย์สินรอการขาย (NPAs) จากสถาบันการเงินมาบริหารมากกว่า 12,000 ล้านบาท ใกล้เคียงจากปีนี้ที่อยู่ 12,000 ล้านบาท โดยเงินที่จะนำไปซื้อหนี้มาจากกระแสเงินสดของบริษัท และ เงินที่ได้มาจากการเสนอขายหุ้นไอพีโอ ประมาณ 32,000 ล้านบาท จะนำไปชำระหนี้ให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน นอกจากนี้ บริษัทมีแผนเปิดสาขา อีก 4 สาขา ประกอบด้วย บางนา ดอนเมือง สมุทรปราการ และ กรุงเทพตะวันตก จากปัจจุบันมีอยู่ 26 สาขาทั่วประเทศ สำหรับ BAM ได้จัดตั้งขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ที่ก่อให้เกิดหนี้เสียสูงถึง 42% ของหนี้ในระบบสถาบันการเงินของประเทศ ด้วยจุดประสงค์เพื่อทําหน้าที่บริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPLs) และทรัพย์สินรอการขาย (NPAs) ของธนาคาร กรุงเทพฯ พาณิชย์การ จํากัด (มหาชน) ซึ่งต่อมา BAM ได้ขยายขอบเขตการดําเนินธุรกิจให้ครอบคลุม NPLs และ NPAs ของสถาบันการเงินอื่นด้วย จนถึงปัจุจบัน BAM มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมาแล้วกว่า 20 ปี และเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุด มีเครือข่ายครอบคลุมทุกภูมิภาค ปัจจุบัน มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 อันดับแรกหลังขายหุ้นไอพีโอ ได้แก่ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถือหุ้น 41.46% , บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส(ประเทศไทย) จำกัด (ผู้จัดจำหน่ายหุ้นในต่างประเทศ) 10.69% และ กองทุนเปิด บัวหลวงหุ้นระยะยาว 1.53% โดยการกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากวิธีการสำรวจปริมาณความต้องการซื้อหุ้นสามัญของผู้ลงทุนสถาบันในแต่ละระดับราคาคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นที่ 1.73 เท่า ซึ่งบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ |