ยังคงมีข้อคำถามกันมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับภาษีคริปโท เพราะมีรายละเอียดซับซ้อนในทางปฏิบัติ ล่าสุดกองกฎหมาย กรมสรรพากร ได้ Live Cryptocurrency เสียภาษีอย่างไร เราสรุปมาให้ 9 ข้อ โดยนายมงคล ขนาดนิด ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมสรรพากร Live ในรายการ "พูดจา ภาษา ภาษีกับครูหมง" ตอน Cryptocurrency เสียภาษีอย่างไร และได้อธิบายในข้อสงสัยหลายประเด็น โดยแปลความจากกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนอนาคตเราก็ต้องมาติดตามกันว่า จะมีการแก้ไขกฎหมายหรือไม่ อย่างไร 1. วิธีการ คำนวณต้นทุนสินทรัพย์ดิจิทัลทำวิธีไหนก็ได้ การคำนวณต้นทุน อธิบายตามหลักการของกฎหมายก็คือ ในฐานะผู้เสียภาษี "ถ้าไม่มีกฎหมายตรงไหนห้ามเรา เราจะทำวิธีไหนก็ได้" แต่หากเลือกวิธีไหนแล้วก็ควรจะใช้วิธีนั้นตลอดไปเพื่อความไม่สับสน "แปลว่าการคำนวณต้นทุน ท่านจะใช้วิธีไหนล่ะ ใช้ต้นทุนถัวเฉลี่ยไหม ท่านอยากใช้ก็ใช้เลย หรือท่านจะใช้ต้นทุนแบบเข้าก่อนออกก่อน เลือกใช้ได้เลย แม้กฎหมายไม่ได้เขียนไว้แต่มันก็เป็นหลักการว่า ถ้าเลือกวืธีไหนแล้วก็ควรเลือกวิธีนั้นตลอดไปไม่ใช่เปลี่ยนเอง งงเอง แบบนี้ไม่ถูกหลักการ" 2.การหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ยังปฏิบัติจริงได้ยาก เนื่องจากนักลงทุน มีการแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งทำหน้าที่เป็นเพียงตัวกลาง ให้ผู้ซื้อและผู้ขายมาตั้งราคาเสนอซื้อขายกันเอง ดังนั้น ผู้ที่ตั้งขายก็ไม่ทราบว่าตัวเองขายให้กับใคร ส่วนผู้ที่ตั้งซื้อก็ไม่รู้ว่าใครขายให้ "ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่ว่าเมื่อมีกฎหมายให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าเขาคือใคร แล้วจะหักภาษีได้อย่างไร ถ้าเราไม่ได้หักภาษีมันจะผิดไหมล่ะ? อันนี้ผมเอาใจช่วยทุกคนนะว่า ปกติถ้าเราไม่รู้ว่าเราจ่ายเงินให้ใคร ครั้นที่จะมาเอาผิดเรามันก็กระไรอยู่นะ โดยหลักกฎหมายมันก็ไม่น่าจะผิด" นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตามหลักกฎหมายในปัจจุบัน การที่จะแปลความหมายเป็นอย่างอื่น คงจะเป็นเรื่องที่ยาก เว้นแต่มีการแก้ไขกฎหมาย "ซึ่งหากในอนาคต ถ้าเกิดว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายตรงไหน เช่น เสียภาษีง่ายขึ้น การหักภาษีทำได้ดีขึ้น แล้วแต่กรณี ก็เป็นเรื่องของอนาคต" 3. การนำคริปโทไปใช้ซื้อสินค้า หากเกิด Capital Gain ระหว่างการโอนก็จะต้องนำไปคิดเป็นเงินได้ สมมุติเรามีคริปโทเคอร์เรนซีแล้วเราจะนำไปจ่ายค่ารถเฟอร์รารี่ ต้องทำความเข้าใจ ก่อนว่าคริปโทเคอร์เรนซี 'ไม่ใช่เงินตรา' แต่ตามกฎหมายมันคือ 'สินทรัพย์' ดังนั้น การโอนคริปโทไปจ่ายค่ารถเฟอร์รารี่ มันคือการจำหน่าย จ่าย โอน ทรัพย์สินออกไปซึ่งในระหว่างการโอนทรัพย์สินออกไป หากเกิด Capital Gain ที่เราจะต้องนำมาคิดเป็นเงินได้เพื่อนำไปคำนวณเสียภาษี เช่น เราซื้อเหรียญมาเหรียญละ 100 บาทและสามารถแลกเฟอร์รารี่ได้ 1 คัน ราคา 10 ล้านบาท นั่นแปลว่าทุนของเราแค่ 100 บาท แต่มันสามารถนำไปแลก Ferrari ได้ มูลค่าถึง 10 ล้านบาท ตอนที่โอนไปให้เจ้าของรถเฟอร์รารี่ก็แปลว่าเกิด Capital Gain ก็ต้องนำ Capital Gain มาเสียภาษี 4.การแลกเปลี่ยนกันระหว่างคริปโทเคอร์เรนซี แม้จะยังไม่ได้แลกออกมาเป็นเงินบาท ถ้าเกิด Capital Gain ก็จะต้องนำมาคิดเป็นเงินได้ การแลกเปลี่ยนคริปโท เอาเหรียญ A แลกเหรียญ B ตรงนี้ก็สามารถคิดเป็นเงินได้พึงประเมิน หากการแลกเปลี่ยนกันนั้นมี Capital Gain เกิดขึ้น แม้ยังไม่แลกเป็นบาทแต่มันคือการเอาทรัพย์สินไปแลกทรัพย์สิน "การแลกเปลี่ยนกันระหว่างเหรียญ เช่น เหรียญ A แลกเหรียญ B จะทำให้เกิดภาระภาษีหรือไม่ คำตอบในทางภาษีก็คือเกิด เพราะเท่ากับว่า ก.ไก่ ได้ขายเหรียญ A ให้ ข.ไข่ และ ข.ไข่ก็ขายเหรียญ B ให้ ก.ไก่ ซึ่ง ก.ไก่ จะมีภาระภาษีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่า เหรียญ A ที่ ก.ไก่ ถือมานั้น ตอนโอนให้กับ ข.ไข่ เกิด Capital Gain หรือไม่ ส่วน ข.ไข่จะเกิดภาระภาษีหรือไม่ก็อยู่ที่ว่าเหรียญ B ที่ถืออยู่แล้วโอน ไปให้ ก.ไก่ นั้นมี Capital Gain หรือไม่" 5. นำเฉพาะกำไร มาคิดเป็นรายได้พึงประเมิน แต่ไม่สามารถนำส่วนที่ขาดทุนมาหักลบออกได้ ตัวอย่าง - รายการที่ 1: ซื้อเหรียญมา 10 บาท ขาย 12 บาท เงินได้พึงประเมินคือ 2 บาท
- รายการที่ 2: ซื้อเหรียญมา 10 บาท ขาย 10 บาท รอบนี้เท่าทุน ไม่มีส่วนที่เกินกว่าทุน จึงไม่เกิดเงินได้พึงประเมิน
- รายการที่ 3: ซื้อเหรียญมา 10 บาท ขาย 9 บาท รอบนี้ขาดทุน ไม่มีส่วนที่เกินกว่าทุน จึงไม่เกิดเงินได้พึงประเมิน
เมื่อรวมทั้งหมด 3 รายการ เราจะมีเงินได้พึงประเมินแค่รายการเดียว คือ 2 บาท ส่วนรายการที่ 2 และ 3 มันคือ 0 และขาดทุน 1 บาท "นี่คือการตีความตามหลักกฎหมายในปัจจุบัน และก็มีการแปลความอย่างนี้มาตลอด ส่วนอนาคตจะมีการแก้ไขอย่างไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง" 6. เหรียญฟรี ที่ได้รับแจกมา ก็ถือเป็นเงินได้ การได้เหรียญฟรีมา หมายความว่าเรา "ได้รับทรัพย์สิน" และทรัพย์สิน ที่เราได้รับมาโดยไม่เสียค่าตอบแทนนั้นตามประมวลรัษฎากร ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมิน แม้จะไม่ใช่เงินสดแต่มันเข้าหลักที่ว่า "ได้รับทรัพย์สินเข้ามา และทรัพย์สินนั้นอาจตีราคาเป็นเงินได้" เมื่อมันเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้เป็นเงินสดแต่มัน "อาจตีราคาเป็นเงินได้" ซึ่งตามประมวลรัษฎากร เขียนไว้นานมากตั้งแต่ก่อนปี 2541 ก็จะมีวิธีการตีราคาทรัพย์สิน มาตรา 9 ทวิ ที่บอกไว้ว่า กรณีที่จะต้องตีราคาทรัพย์สินเป็นเงิน ให้ตีราคาหรือค่าอันพึงมี ณ วันที่ได้รับหรือพูดง่ายๆ ก็คือว่าตีตามราคาตลาด - ตัวอย่าง: ตอนรับเหรียญฟรีมามูลค่า 10 บาท ก็หมายความว่า เราต้องตีราคาเหรียญนั้นให้มีมูลค่า 10 บาทและก็ถือว่าเงิน 10 บาทเป็นเงินได้พึงประเมิน
7.การนำเหรียญไปฝาก ได้ผลตอบแทนกลับมาเป็นเหรียญสกุลเดิมก็ถือเป็นรายได้พึงประเมิน ถ้ามีการนำเหรียญไปฝาก หรือเอาไปให้ผู้อื่นใช้หาประโยชน์ และจะมีสัญญาที่บอกว่าเราจะได้ผลตอบแทนกลับมาเป็นเหรียญสกุลเดิม ตรงนี้ก็ถือเป็นรายได้พึงประเมิน ซึ่งตอนที่เรานำเหรียญไปฝาก และผู้รับฝากจ่ายค่าตอบแทน มา เหรียญที่ได้รับกลับมาเป็นค่าตอบแทนนั้น เราก็มีหน้าที่ที่จะต้องนำเหรียญมาตีราคา ให้เป็นเงินตามมาตรา 9 ทวิ เรื่อง การตีราคาทรัพย์สิน 8. การขุดเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี เงินได้จะเกิดขึ้น เมื่อมีการขายเหรียญ ผู้ที่ทำการขุดคริปโทเคอร์เรนซีนั้นเมื่อขุดและได้เหรียญมาแล้ว "ยังไม่ถือว่าเป็นเงินได้" เพราะเป็นเพียงการได้ทรัพย์สินมา แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการขายทรัพย์สิน (เหรียญ) หรือเอาไปหาประโยชน์อื่นใด จึงจะเป็นเงินได้เกิดขึ้นตาม ม.40 เวลาเสียภาษีก็ให้ นำเอารายได้-ค่าใช้จ่าย (ค่าใช้จ่าย ก็หมายถึง ต้นทุนการผลิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์, การ์ดจอ,ค่าไฟ ,ค่าสร้างตึก เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ) เกิดเป็นกำไรเท่าไหร่ ก็นำกำไรไปเสียภาษี 9. กรมสรรพากร ฝากทิ้งท้าย ยื่นเถอะ ไม่ต้องกลัวจะคำนวณผิด เรื่องการเสียภาษีไม่ว่าจะเป็นเงินได้ประเภทไหน จากค่าอะไร กฎหมายกำหนดให้ผู้มีเงินได้ยื่นแบบด้วยตัวเอง ในปี64 ถ้าเรามีเงินได้เราก็ต้องไปคำนวณภาษีเงินได้เอง ในวิธีที่คิดว่าถูก โดยไม่ต้องรอให้สรรพากรมาตรวจ "ตัวเรารู้ดีที่สุดว่า เรามีเงินได้เท่าไหร่โอกาสจะคำนวณผิดหรือจะถูก จะขาดบ้าง เกินบ้างมันไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาด เพราะว่ามันเป็นภาษีอากรประเมิน เราจึงมีหน้าที่ประเมินตัวเอง เราไปประมาณเอาว่า เรามีรายได้รายจ่ายเท่าไหร่ จากคริปโทเคอร์เรนซี" |