ประเด็นร้อน

ขาใหญ่กุมขมับ พอร์ตติดลบ 2 ปีซ้อน ส่งซิกปี 63 เบรกลงทุน!

ขาใหญ่กุมขมับ พอร์ตติดลบ 2 ปีซ้อน ส่งซิกปี 63 เบรกลงทุน!

เปิดพอร์ต 5 เซียนหุ้น ส่วนใหญ่ผลตอบแทนฝืด "ติดลบ-โตต่ำ" มองปีนี้ยังไม่สดใส ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ-ต่างประเทศ รุมเร้า กดดันกำไร บจ.ชะลอตัว คาดดัชนีผันผวนกรอบ 1,550-1,750 จุด แนะลงทุนหุ้นปันผลพื้นฐานดี ชี้ปลอดภัยสุด

*** พอร์ตปี 62 ฝืดต่อเนื่อง

"โจ ลูกอีสาน" หรือ อนุรักษ์ บุญแสวง นักลงทุนหุ้นเน้นคุณค่า (VI) เปิดเผยว่า พอร์ตการลงทุนปี 2562 ขาดทุนต่อเนื่องจากปีก่อน ถือเป็นครั้งแรกที่ผลตอบแทนติดลบ 2 ปีต่อกัน ซึ่ง 8 ใน 10 ปีหลังจะมีกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ โดยหุ้นหลายบริษัทในพอร์ตได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้ศักยภาพในการทำกำไรลดลง และสะท้อนไปที่ราคาหุ้น

เช่นเดียวกับ "เสี่ยป๋อง" หรือ วัชระ แก้วสว่าง นักลงทุนรายใหญ่สายเทคนิคอล ระบุว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปี 62 ติดลบ 2% ซึ่งเป็นการขาดทุน 2 ปีติดต่อกัน แต่ลดลงจากปีก่อนที่ขาดทุนประมาณ 10% โดยระยะหลังการซื้อขายหุ้นด้วยสัญญาณเทคนิคทำได้ยากขึ้น เนื่องจากมีตัวแปรใหม่ที่มีบทบาทต่อตลาดหุ้นไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น โรบอทเทรด หรือ AI และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของตลาดหุ้นอย่าง Block Trade และ DW ที่สร้างความผันผวนต่อราคาหุ้นอ้างอิง  

ด้าน "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" นักลงทุน VI รุ่นใหญ่ เผยว่า ผลตอบแทนปีที่ผ่านมาแม้ไม่ติดลบ แต่ก็บวกไม่มาก ใกล้เคียงกับดัชนีตลาดหุ้นไทย เพราะหุ้นในพอร์ตเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ราคาเคลื่อนไหวตามดัชนีฯ 

ขณะที่ "เสี่ยยักษ์" หรือ วิชัย วชิรพงศ์ นักลงทุนรายใหญ่ ระบุว่า พอร์ตปี 62 ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่จะมีผลตอบแทนต่อปีระดับตัวเลขสองหลักขึ้นไป เพราะหุ้นในพอร์ตหลายบริษัทราคาปรับตัวลงตามผลประกอบการ

อย่างไรก็ตาม "ธำรงชัย เอกอมรวงศ์" อีกหนึ่งเทรดเดอร์รายใหญ่ กลับสร้างผลตอบแทนพอร์ตปี 62 ได้มากกว่า 30% ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญปีที่ผ่านมา

*** ส่องพอร์ต 5 เซียน

ทั้งนี้เมื่อสำรวจพอร์ตหุ้นของ 4 รายข้างต้นพบว่ามีการถือหุ้นหลากหลายบริษัทประกอบด้วย

เปิดพอร์ต 5 เซียนหุ้น

ชื่อย่อหุ้น

%สัดส่วนถือหุ้น

มูลค่า (ลบ.)

รวม (ลบ.)

พอร์ต “วิชัย วชิรพงศ์”

BEM

2.56

4,376

4,541

ITD

1.02

62

META

1.27

21

PACE

2.37

23

QTC

4.22

60

พอร์ต "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร"

BAFS

0.78

146

1,275

EASTW

0.6

116

METCO

0.57

21

QH

0.93

264

TCAP

1.2

728

พอร์ต "อนุรักษ์ บุญแสวง"

ABM

1.26

3

150

D

0.83

6

MGT

0.9

6

MVP

0.99

3

NER

0.71

30

SE

0.55

2

SKE

0.52

4

SQ

0.62

10

SVOA

0.6

4

TCJ

1.86

7

TCMC

0.7

10

TPCH

0.5

26

TPOLY

2.3

34

WIIK

0.72

4

พอร์ต "วัชระ แก้วสว่าง"

GIFT

1.55

14

141

STPI

0.62

66

U

0.63

61

พอร์ต "ธำรงชัย เอกอมรวงศ์"

IP

2.9

36

36

ข้อมูลข้างต้นสำรวจจากการถือครองหุ้นในบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีสัดส่วนตั้งแต่ 0.5% ขึ้นไป ซึ่งเปิดเผยโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) และเป็นข้อมูล ณ ช่วงปิดสมุดทะเบียนล่าสุดของแต่ละบริษัท ซึ่งบางบริษัทอาจจะถูกขายออกไปแล้วหรืออาจจะถือหุ้นบริษัทอื่นอีก แต่มีสัดส่วนการถือครองไม่ถึง 0.5% ขณะที่มูลค่าการถือครองคิดจากราคาหุ้น ณ วันที่ 10 ม.ค.63

*** หุ้นไทยปี 63 ยังไม่สดใส

"ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยปี 63 ไม่ค่อยดีนัก เพราะปัจจัยบวกค่อนข้างน้อย ขณะที่ปัจจุบัน P/E  ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ระดับเกือบ  20 เท่า ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากสถิติพบว่าทุกครั้งที่ P/E ตลาดอยู่ในระดับสูง ดัชนีฯ มีโอกาสปรับตัวลดลงค่อนข้างสูง

ขณะที่กำไร บจ.จะยังชะลอตัวหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ เช่น พลังงาน, ธนาคารพาณิชย์ และสื่อสาร ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลก สะท้อนจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมิน GDP ปีนี้เติบโตเฉลี่ยแค่ 2% เท่านั้น

นอกจากนี้มองว่าแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันจะลดลง จากการที่ไม่มีเงินกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) 

ส่วน "อนุรักษ์ บุญแสวง" มองว่า ตลาดหุ้นไทยปีนี้จะยังได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชชะลอตัว ส่งผลต่อความสามารถการทำกำไรของ บจ. ซึ่งจะทำให้ดัชนีฯ จะยังคงผันผวนเหมือนปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันโครงสร้างตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนไปพอสมควร มีเครื่องมือทางการลงทุนใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามา และมีผลต่อความเคลื่อนไหวขอราคาซื้อขาย ทำให้ลงทุนได้ยากขึ้น สะท้อนจากนักลงทุนรายย่อยที่หายไปจากในอดีตมีสัดส่วนมากกว่า 50% ปัจจุบันเหลือเพียง 33% เท่านั้น

ด้าน "เสี่ยยักษ์" เผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวน จากปัจจัยลบทั้งภายนอกและภายใน โดยส่วนตัวได้ชะลอการลงทุนมาระยะใหญ่แล้ว ไม่ได้ซื้อเพิ่ม หุ้นในพอร์ตเป็นหุ้นที่ถือมาหลายปีแล้ว

เช่นเดียวกับ "เสี่ยป๋อง" ที่ระบุว่า ขณะนี้ได้พักการลงทุนก่อน แต่ติดตามข่าวสารและภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อรอสัญญาณบวกที่เหมาะสม โดยเตรียมความพร้อมเสมอหากมีโอกาส

ฟาก "ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ " ประเมินตลาดหุ้นไทยปี 63 จะแกว่งตัวผันผวนแบบ Sideway และไม่มีการเติบโต  โดยมีแรงกดดันจากกำไร บจ.ที่ยังคงชะลอตัว คาดว่าดัชนีฯ จะแกว่งในกรอบ 150-170 จุด  หรือบริเวณระดับ 1,550-1,750 จุด

*** เน้นหุ้นรายตัว-ปันผลสูง

"โจ ลูกอีสาน" แนะนำว่า ปีนี้นักลงทุนจะต้องมีการปรับตัวเลือกลงทุนหุ้นพื้นฐานดีรายตัว ธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตและราคาไม่แพงเกินไป ขณะเดียวกันจะต้องเลือกหุ้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่มากขึ้น เพราะหุ้นขนาดเล็กจะค่อนข้างอ่อนไหวในตลาดหุ้น และเมื่อผลประกอบการไม่ดีจะทำให้โดนแรงขายได้ แต่หุ้นขนาดใหญ่ในภาวะที่ตลาดหุ้นไม่ดีก็ยังสามารถประคองตัวได้ ทำให้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นลดลง

ขณะที่ "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" แนะนำให้เลือก "หุ้นปันผลดีและราคาถูก" ซึ่งถือเป็นหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) ในภาวะตลาดผันผวน โดยต้องเป็นหุ้นที่สามารถจ่ายปันผลได้ตั้งแต่ 4% ต่อปีขึ้นไป ขณะที่ P/E ไม่ควรเกินระดับ 10 เท่า และต้องมีผลการดำเนินงานที่แน่นอน มีกำไรต่อเนื่องอย่างน้อย 3-4 ปี ธุรกิจอยู่ได้โดยไม่มีความเสี่ยงถูก Disrupt 

ส่วน "ธำรงชัย เอกอมรวงศ์" ระบุว่า ให้จับจังหวะสะสมแบบถัวเฉลี่ยหุ้นพื้นฐานดี ที่มีสัญญาณปรับตัวขาขึ้น ซึ่งจะมีโอกาสทำกำไรมากกว่าหุ้นปกติทั่วไป โดยหุ้นที่น่าสนใจคือ 1.กลุ่มธุรกิจสินเชื่อ 2.ธุรกิจเร่งรัดหรือติดตามหนี้สิน และ 3.กลุ่มธุรกิจการขายแฟรนไชส์ เนื่องจากเชื่อทิศทางธุรกิจเหล่านี้ยังมีการเติบโตได้ แม้ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี  ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นยังไม่เห็นทิศทางการเติบโต โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่หลายบริษัทเริ่มเต็มมูลค่า


 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด