ประเด็นร้อน

29 บจ.แห่ขายบริษัทลูก มูลค่ารวมกว่า 1.34 แสนลบ.

29 บจ.แห่ขายบริษัทลูก มูลค่ารวมกว่า 1.34 แสนลบ.

    การขายธุรกิจในเครือที่มีแนวโน้มเป็นขาลงหรือกำลังเติบโต นับว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) เพราะจะได้เงินก้อนใหม่เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจที่มีศักยภาพมากกว่า ขณะที่บางครั้งเป็นการขายเพื่อลดความเสี่ยงการลงทุน หรือขายเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงขายเพื่อลดภาระบริษัทแม่ โดยเฉพาะบริษัทย่อยที่มีผลขาดทุนต่อเนื่อง
    ยกตัวอย่างดีลการขายบริษัทลูกที่สะเทือนวงการในปีนี้ก็คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ขาย "ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต" หรือ SCB Life ให้กับ FWD มูลค่าสูงถึง 9.2 หมื่นล้านบาท ธุรกรรมดังกล่าวเป็นการปรับแผนธุรกิจของ SCB ที่ต้องการผันตัวเองไปเป็นโบรกเกอร์ประกันแทนที่จะขายเองเหมือนที่ผ่านมา เพราะมองว่าผลตอบแทนน่าจะดีกว่าในระยะยาว

*** 29 บจ. ขาย 32 บ.ย่อย มูลค่ากว่า 1.34 แสนลบ. 
    "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ตั้งแต่ต้นปี พบ 29 บจ.ขายบริษัทย่อยรวม 32 บริษัท มูลค่ากว่า 1.34 แสนล้านบาท แบ่งเป็น บจ.ที่ตัดขายบริษัทย่อยออกทั้งหมดที่ถืออยู่จำนวน 24 บริษัท และ ขายหุ้นออกบางส่วนจำนวน 8 บริษัท โดยมูลค่าการขายบริษัทย่อยสูงสุดคือ SCB ที่ 9.2 หมื่นล้านบาท ต่ำสุดคือ บมจ. โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส (PPS) ขาย “สวอน แอนด์ แมคคลาเรน" ทั้งหมดที่ถืออยู่สัดส่วน 60% ดำเนินธุรกิจออกแบบสถาปัตยกรรม เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน หลังบริษัทดังกล่าวมีผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจไม่เป็นไปตามที่คาดหมายไว้ ส่วนบริษัทอื่น ๆ มีดังนี้

29 บจ.ขายบริษัทย่อย

ชื่อย่อหุ้น

ชื่อบริษัทย่อย

มูลค่า

สัดส่วน

สาเหตุการขาย

SCB

“SCB Life”

92,700

ทั้งหมด

ปรับโครงสร้างธุรกิจ

BAY

“เงินติดล้อ”

8,600

50%

ปรับพอร์ตลงทุน

UV

GOLD

7,759

ทั้งหมด

ขายทำกำไร

BTS

“เบย์วอเตอร์”

7,699

ทั้งหมด

ขายทำกำไร

VGI

5,172

5.26%

เพิ่มเงินลงทุน

U

“หมอชิตแลนด์”

4,320

ทั้งหมด

เพิ่มเงินลงทุน

TTCL

“TTCL Gas Power”

2,635

ทั้งหมด

ขายทำกำไร

PRINC

“กรุงเทพบริหาร”

1,329

ทั้งหมด

ปรับโครงสร้างธุรกิจ

JCK

“Bognor Regis Warehouse”

647

ทั้งหมด

เพิ่มเงินลงทุน

EMC

“ริช แมน พร็อพเพอร์ตี้"

590

ทั้งหมด

เพิ่มสภาพคล่อง

"นอร์ท พร็อพเพอร์ตี้"

"สัจจา บางแสน คอนโดมีเนียม"

APEX

“แกรนด์เบย์ โฮเทล”

335

50%

เพิ่มสภาพคล่อง

SCC

“GTC Technology”

325

ทั้งหมด

ปรับพอร์ตลงทุน

PACE

“ดีน แอนด์ เดลูก้า คาเฟ่ เจแปน”

311

50%

เพิ่มสภาพคล่อง

PTT

“Chancellor Oil”

279

ทั้งหมด

ปรับพอร์ตลงทุน

PTTGC

“PT Indo Thai trading”

227

ทั้งหมด

ปรับพอร์ตลงทุน

ZMICO

“บง.แอ็ดวานซ์”

210

ทั้งหมด

ปรับพอร์ตลงทุน

SAMART

“เกตเวย์ เซอร์วิส” + เทคโนโลยี Visa on Arrival

201

ทั้งหมด

ปรับพอร์ตลงทุน

ACC

“เอซีซีกรีน เอเนอร์จี”

185

ทั้งหมด

เพิ่มสภาพคล่อง

OCEAN

“โอเชี่ยน ฟิตติ้ง”

78

ทั้งหมด

ปรับโครงสร้างธุรกิจ

EASON

“ไบรท์ บลู วอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น

76

ทั้งหมด

เพิ่มเงินลงทุน

TVT

“โมอินดี้”

53.33

ทั้งหมด

เพิ่มเงินลงทุน

FC

“จี เอ็นเตอร์ไพรส์ แอนด์ โค”

44

ทั้งหมด

ชำระหนี้

PROUD

“โฟคัส เวก คอร์ปอเรชั่น”

34.6

ทั้งหมด

ปรับโครงสร้างธุรกิจ

BTNC

“โชคสามัคคี”

19.7

8.49%

ลดความเสี่ยงลงทุน

SNC

“เอส เอ็น ซี แอตแลนติก

วอเตอร์ ฮีตเตอร์ เอเชีย”

16

23%

ลดความเสี่ยงลงทุน

MILL

“โอเชี่ยน ซัพพลาย”

10

ทั้งหมด

ลดภาระขาดทุน

WIN

“ฉะเชิงเทรา เพาเวอร์”

9.8

17%

เพิ่มเงินลงทุน

COMAN

“วินสตาร์เทค”

7.9

47.50%

ลดภาระขาดทุน

NCL

“แอลจี คอนเทนเนอร์ ไลน์”

6

ทั้งหมด

ลดภาระขาดทุน

PPS

“สวอน แอนด์ แมคคลาเรน”

1.35

ทั้งหมด

ลดความเสี่ยงลงทุน

*** 7 บจ.เตรียมรับทรัพย์มากกว่าพันลบ.
    29 บริษัทข้างต้นมีถึง 7 บริษัท ที่ขายบริษัทย่อยมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท โดยรองจาก SCB คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ขายหุ้น "เงินติดล้อ" 50% กวาดเงินไปราว 8,600 ล้านบาท ทำให้ไตรมาส 1/62 กำไรสุทธิเติบโตก้าวกระโดดจากการบันทึกกำไรดังกล่าว 
    ด้าน บมจ.ยูนิเวนเจอร์ (UV) เตรียมขาย บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) ทั้งหมดที่ถืออยู่ 39.28% ให้ บมจ.เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) หรือ FPT แบบเทนเดอร์ออฟเฟอร์ (Tender Offer) รวมมูลค่าทั้งสิ้น 7,759 ล้านบาท ช่วงวันที่ 5 มิ.ย.-8 ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นการขายเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจภายในเครือ เพราะทั้งหมดถือว่าเป็นบริษัทในกลุ่มเดียวกัน
    ขณะที่ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ขายหุ้นบริษัทย่อย 2 รายการ ประกอบด้วย ขายหุ้นทั้งหมดใน “เบย์วอเตอร์” มูลค่า 7,699 ล้านบาท และ ตัดขายหุ้น บมจ.วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) สัดส่วน 5.26% มูลค่า 5,172 ล้านบาทให้กับนักลงทุนสถาบัน เช่นเดียวกับบริษัทลูก บมจ.ยู ซิตี้ (U) ขายหุ้นบริษัท "หมอชิตแลนด์" ทั้งหมดให้ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) มูลค่า 4,320 ล้านบาท
    นอกจากนี้ บมจ.ทีทีซีแอล (TTCL) ขายหุ้นทั้งหมดที่ถือใน “TTCL Gas Power” มูลค่า 85 ล้านเหรียญฯ หรือราว 2,635 ล้านบาท และ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล (PRINC) ขายหุ้นทั้งหมดที่ถือในบริษัท “กรุงเทพบริหาร” มูลค่า 1,329 ล้านบาท

*** 3 บจ.ขายทำกำไร หลังได้ราคาแจ่ม
    ทั้งนี้มี 3 บริษัทที่ขายหุ้นบริษัทย่อยเนื่องจากได้รับข้อเสนอซื้อในราคาสูงกว่ามูลค่ายุติธรรม ประกอบด้วย UV ตัดสินในขาย GOLD เนื่องจากราคาเสนอซื้อที่ 8.50 บาทต่อหุ้น สูงกว่ามูลค่าทางบัญชีที่ 6.99 บาทต่อหุ้น (ณ 31 มี.ค.62) โดยบริษัทรายงานว่าเป็นการรับรู้ผลตอบแทน (Exit Strategy) ที่เหมาะสมทั้งจังหวะและเวลา ซึ่งจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อบริษัท
    ขณะที่ BTS ระบุว่าการขาย “เบย์วอเตอร์” มูลค่า 7,699 ล้านบาท ให้กับ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) เป็นการขายทำกำไร เพื่อนำเงินไปลงทุนโครงการใหม่ในอนาคต
    เช่นเดียวกับ TTCL ที่ขาย “TTCL Gas Power” ให้เหตุผลว่า มูลค่าการขายที่ 85 ล้านเหรียญฯ สูงกว่ามูลค่ายุติธรรมในมุมมองของบริษัท โดยเงินที่ได้จากรายการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทในการลงทุนโครงการอื่น ๆ ในอนาคต

*** 5 บจ.ขาย บ.ลูก เติมสภาพคล่อง-ใช้หนี้
    ขณะที่มี 4 บริษัทที่ขายบริษัทย่อยออกเพื่อเพิ่มสภาพคล่องด้านเงินทุน ประกอบด้วย บมจ.อีเอ็มซี (EMC) ขาย 3 บริษัทอสังหาฯ มูลค่า 590 ล้านบาท, บมจ.เอเพ็กซ์ ดีเวลลอปเม้นท์ (APEX) ขายบริษัทย่อยโรงแรม “แกรนด์เบย์ โฮเทล” มูลค่า 335 ล้านบาท และ บมจ.แอดวานซ์ คอนเนคชั่น คอร์ปอเรชั่น (ACC) ขาย “เอซีซีกรีน เอเนอร์จี” มูลค่า 185 ล้านบาท 
    ส่วนกลุ่มที่นำเงินไปชำระคืนหนี้ได้แก่ บมจ.เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE) ขาย “ดีน แอนด์ เดลูก้า คาเฟ่ เจแปน” มูลค่า 311 ล้านบาท นำไปชำระคืนนี้สถาบันการเงิน และ บมจ.ฟู้ด แคปปิตอล (FC) ขาย "จี เอ็นเตอร์ไพรส์ แอนด์ โค" มูลค่า 44 ล้านบาท โดยชำระค่าซื้อด้วยการหักลบหนี้ ซึ่ง FC กู้ยืมมาจากผู้ซื้อ

*** ส่วนใหญ่นำเงินต่อยอดธุรกิจ
    นอกจากนั้น ส่วนใหญ่ที่ขายบริษัทย่อยเป็นไปตามการปรับพอร์ตลงทุนและขายเพื่อเพิ่มเงินสดสำหรับเตรียมไว้ลงทุนโครงการใหม่ ๆ ในอนาคต ขณะเดียวกันบางบริษัทขายเพราะมีการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ รวมไปถึงกลุ่มที่ขายเพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนและตัดภาระขาดทุน
    "กิจพล ไพรไพศาลกิจ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เผยว่า บจ.ที่ขายหุ้นบริษัทย่อยออกมา ส่วนใหญ่เป็นการขายหุ้นเพื่อนำเงินมาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการในอนาคต โดยบางบริษัทหาจังหวะในการขายได้ดี และได้ราคาสูง ขณะที่ต้องติดตามว่ากำไรที่ได้จากการขายหุ้นจะบันทึกในรอบงบการเงินใด ซึ่งอาจจะส่งผลทางจิตวิทยาต่อราคาหุ้นได้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่นักลงทุนต้องควรให้ความสำคัญมากที่สุดคือหลังจากการขายหุ้นบริษัทย่อยแล้ว บริษัทสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากน้อยแค่ไหน
    ด้าน "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส มองว่า การขายบริษัทในเครือ บจ.มักจะได้รับประโยชน์ 2 ประการคือ การเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และลดภาระต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งจะสะท้อนไปถึงมูลค่าหุ้นที่จะเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
    “เป้าหมายของการตัดขายบริษัทในเครือขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการทำรายการ หากเป็นธุรกิจที่แย่ไม่มีอนาคตตัดขายไปก็ช่วยลดภาระต้นทุนได้ในยามที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว” เทิดศักดิ์ กล่าว







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด