ประเด็นร้อน

บจ.เสี่ยงถูกหั่นเรทติ้ง หลังศก.ซบ-หนี้พุ่ง จับตาอสังหาฯ-การบิน

บจ.เสี่ยงถูกหั่นเรทติ้ง หลังศก.ซบ-หนี้พุ่ง จับตาอสังหาฯ-การบิน

จับตาปัญหา "หนี้สิน" บจ. หลังเศรษฐกิจชะลอตัวทั้งใน-ต่างประเทศ ล่าสุดพบ 12 บจ.โดนหั่นอันดับเครดิตเรทติ้ง เหตุหนี้พุ่ง โดนผลกระทบภาวะเศรษฐกิจ แถมจ่อโดนปรับลดเครดิตอีกกว่า 10 บริษัท ซ้ำพบ 24 บจ.หนี้ท่วม-สภาพคล่องฝืด ล่าสุด ACAP ประเดิมเบี้ยวหนี้รายแรกของปีนี้ มูลค่า 395.30 ล้านบาท 

*** 12 บจ.โดนหั่นเครดิตเรทติ้ง

"ศักดิ์ดา พงศ์เจริญยง" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 62 ถึงปัจจุบัน มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ถูกปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งรวม 12 บริษัท โดยส่วนใหญ่เกิดจากหนี้สินที่เพิ่มขึ้นหรืออยู่ในระดับสูง หลายบริษัทได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะศักยภาพในการทำกำไร ซึ่งอ่อนแอกว่าที่ทริสฯ คาด ทำให้เกิดความกังวลด้านฐานะทางการเงินและสภาพคล่องในอนาคต ขณะที่บางบริษัทมีการลงทุนขนาดใหญ่ และอาจจะต้องมีการระดมทุนสูง ซึ่งจะส่งผลให้อัตราหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ บจ.ที่ถูกปรับลดอันดับเครดิต 12 บริษัท ประกอบด้วย

12 บจ.ถูกลดเครดิตเรทติ้ง

ชื่อย่อหุ้น

อันดับเครดิตเดิม

อันดับเครดิตล่าสุด

ACAP

C

D

BEC

A

A-

CFRESH

BBB

BBB-

DTAC

AA+

AA-

DTC

BBB+

BBB

FPT

A

A-

GRAND

BB+

BB

KSL

A

A-

QTC

BBB-

BB+

TRT

BBB-

BB+

TTCL

BBB-

BB+

UV

BBB+

BBB


*** ACAP เบี้ยวหนี้รายแรกปีนี้

ขณะที่ บมจ.เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป (ACAP) เป็นบริษัทที่ผิดชำระหนี้รายแรกในปี 63 โดยผิดชำระหนี้หุ้นกู้ (ACAP202A) มูลค่า 395.30 ล้านบาท ซึ่งครบกำหนดชำระ 7 ก.พ.63 โดย "ทริสเรทติ้ง" ได้ปรับลดอันดับเครดิตเป็น "D" จากเดิม "C"

ทั้งนี้ ACAP ถูกปรับลดอันดับเครดิตหลายครั้งตั้งแต่กลางปีก่อน จากต้นปีที่ BB/Stable เป็น BB-/Negative เมื่อเดือน พ.ค.62 หลังพบว่าผลประกอบการอ่อนแอต่อเนื่อง และคุณภาพสินทรัพย์เสื่อมถอยลง ต่อมาเดือน ก.ย.62 ถูกปรับลดอันดับเครดิตอีกครั้งเป็น B/Negative สะท้อนความเชื่อมั่นการชำระนี้เริ่มถดถอย สถานะเงินสดเริ่มมีปัญหา และเมื่อ 5 ก.พ.63 ถูกปรับเป็น C/Negative ซึ่งมีความเสี่ยงจะไม่สามารไถถอนหุ้นกู้ (ACAP202A) มูลค่า 395.30 ได้ตามกำหนด กระทั่งผิดชำระหนี้เมื่อ 7 ก.พ.63 จึงถูกปรับอันดับอีกครั้งเป็น "D"

*** รอโดนหั่นอีกไม่ต่ำกว่า 10 บจ. อสังหาฯนำโด่ง

"ศักดิ์ดา พงศ์เจริญยง" เปิดเผยต่อไปว่า เศรษฐกิจไทยจะยังชะลอตัวต่อเนื่อง โดยจะยังได้รับผลกระทบจากการค้าโลกที่ชะลอตัว ซึ่งไทยอิงการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่การลงทุนภาครัฐยังมีความไม่แน่นอน ขณะเดียวกันภาคการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบจากภาวะโรคระบาดซ้ำเติมเข้าไปอีก โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมิน บจ.ที่จะได้รับผลกระทบ โดยมีกลุ่มที่น่าเป็นห่วงกว่า 10 บริษัท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ 

"อุตสาหกรรมที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดปีนี้คือ อสังหาริมทรัพย์ฯ เพราะคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานลดลงมากที่สุด จากที่เริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 62 ที่ยอดขายต่ำเป้าหมายมากและชะลอเปิดโครงการ ส่วนอีกอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการชะลอตัวคือธุรกิจสายการบินจากแนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นและการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว"

ทั้งนี้ บริษัทที่ถูกลดอันดับเครดิตจะมีผลโดยตรงต่อต้นทุนการระดมทุนสูงขึ้น จะต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้และเงินกู้จากธนาคารสูงขึ้นสำหรับการออกหุ้นกู้ใหม่หรือกู้เงินก้อนใหม่จากธนาคาร และจะส่งผลเชิงลบต่อเนื่องถึงผลการดำเนินงานของบริษัท 

*** 14 บจ.แนวโน้มอันดับเครดิตเป็น "ลบ"

ขณะที่ปัจจุบันพบว่า มี 14 บจ.ที่แนวโน้มอันดับเครดิตเป็น "Negative" หรือ "ลบ" ซึ่งอาจจะมีโอกาสถูกปรับลดอันดับเครดิตได้ โดยทริสฯ มองว่าส่วนใหญ่บริษัทที่ภาวะหนี้สูงหรือมีแนวโน้มก่อหนี้สูง และธุรกิจอาจจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ

14 บจ.แนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “ลบ”

ชื่อย่อหุ้น

อันดับเครดิต

สาเหตุ

A

BB

หนี้สูง-ธุรกิจขาดทุน

BJC

A+

หนี้สูง

MK

BBB

ลงทุนสูง-แนวโน้มหนี้เพิ่ม

NOBLE

BBB-

หนี้สูง

PF

BB+

หนี้สูง

PL

A-

กำไรต่ำคาด

STA

BBB+

แนวโน้มธุรกิจชะลอตัว

THAI

A

ธุรกิจขาดทุนต่อเนื่อง

TSE

BBB

ลงทุนสูง-แนวโน้มหนี้เพิ่ม

WHA

A-

หนี้สูง

WHAUP

A-

ปรับตาม WHA

PDI

BBB-

ลงทุนสูง-แนวโน้มหนี้เพิ่ม

LPN

A-

กำไรต่ำคาด

SINGER

BBB-

คุณภาพสินทรัพย์อ่อนแอ


*** พบ 24 บจ.หนี้ท่วม-สภาพคล่องฝืด

นอกจากนี้เมื่อตรวจสอบข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.) พบว่ามี 24 บริษัทที่หนี้สินสูงเกินปกติ โดยมีอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (Interest Bearing Debt) สูง แต่มีสภาพคล่องและอัตราความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage)* ต่ำ ประกอบด้วย 
 

24 บจ.หนี้ท่วม-สภาพคล่องฝืด

ชื่อย่อหุ้น

หนี้ที่มีภาระดอกเบี้ย

(เท่า)

ความสามารถในการชำระหนี้ (เท่า)

เงินสดจากการดำเนินงาน (บาท)

POST

64.53

-0.15

-115,432

PACE

64.53

-0.07

-969,150

JCKH

35.57

-0.3

-147,040

JUTHA

12.72

0.1

-37,181

APEX

9.67

-0.04

-950,847

MPG

5.37

-2.21

-8,516

HYDRO

5.36

-3.2

-17,503

OHTL

5.04

0.17

-142,884

SAMART

4.47

0.16

-436,499

CGD

4.34

-0.01

-1,514,339

CSP

3.55

-0.03

-301,011

EFORL

3.53

-0.25

-11,776

BRR

3.25

0.2

-316,979

CI

3.2

-0.01

-1,190,578

PERM

2.81

-0.03

-312,125

SIRI

2.48

0.14

-9,332,808

ITEL

2.38

0.2

-428,372

CHEWA

2.33

0.02

-1,791,484

GRAND

2.29

0.21

-224,968

JCK

2.24

0.17

-601,318

ILINK

2.14

0.14

-297,975

INET

2.12

0.26

-96,142

A5

2.03

-0.74

-71,749

SIMAT

2.01

-0.54

-58,440


ทั้ง 24 บริษัท มีอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย มากกว่า 2 เท่า, อัตราความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่า 1 เท่า และเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน ณ สิ้นไตรมาส 3/62 ติดลบ โดยเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) จำนวน 17 บริษัท และ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) จำนวน 8 บริษัท ซึ่งอุตสาหกรรมที่ติดโผมากสุดคือ อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 7 บริษัท 

"แมนพงศ์ เสนาณรงค์" รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ระบุว่า อยู่ระหว่างการจับตาอย่างใกล้ชิด โดยมีคณะทำงานคอยดูแลและให้คำปรึกษาเพื่อช่วยหาแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทในการนำไปปรับใช้ได้มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน นักลงทุนเองก็ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ

"ปัญหาหนี้สินในกลุ่ม บจ.ข้างต้นต้องดูรายละเอียดแต่ละบริษัทว่าเกิดจากการบริหารผิดพลาดหรือเกิดจากอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับ บจ.ทั้งตลาดฯ ส่วนใหญ่ยังมีสภาพคล่องที่ดี หลายบริษัทยังมีเงินสดเหลือ หลายบริษัทมีการขยายธุรกิจใหม่ และหลายบริษัทก็ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง" แมนพงศ์  กล่าว

หมายเหตุ : *อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) ต่ำกว่า 1 เท่า คำนวณจาก (กำไรสุทธิ+ภาษีเงินได้-ดอกเบี้ยจ่าย)/ดอกเบี้ยจ่าย ใช้วัดความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งหากต่ำกว่า 1 เท่า แสดงว่าธุรกิจมีความสามารถในการจ่ายชำระดอกเบี้ยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น และถ้าหากผลลัพธ์ที่ได้ออกมามีค่าเท่ากับ 0 หรือติดลบ เท่ากับว่าธุรกิจของผู้ประกอบการไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยได้เลย ซึ่งจะพัฒนากลายเป็นปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินในที่สุด

** บทความชิ้นนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลจากงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนไว้ใช้ประกอบการตัดสินใจ มิได้มีเจตนาชี้นำว่าบริษัทที่อยู่ในเงื่อนไขข้างต้นจะผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใด

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด