ประเด็นร้อน

| 19 มิถุนายน 2560 | 10:30

สมาคมโบรกฯ-FETCO รื้อเกณฑ์ตั้ง CMDF ปิดทางสูบเลือดตลท.-รัฐแทรกแซง

          สมาคมโบรกเกอร์ - สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ผนึกกำลังต่อรองแผนตั้งกองทุน "CMDF" ชี้สูบเงินตั้งต้น 8 พันลบ. และนำส่งกำไร 90% ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือว่ามากเกินไป ย้ำต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หวั่นกระทบความต่อเนื่องในการพัฒนา ฉุดความสามารถการแข่งขันกับตลาดหุ้นภูมิภาค เสนอรูปแบบจ่ายเงินปันผล-ให้ความสำคัญกับแผนใช้เงินของตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อน ส่วนคณะกรรมการกองทุนฯ ต้องเป็นคนในตลาดทุนทั้งหมด เพื่อให้ถูกวัตถุประสงค์ในการพัฒนา ปิดทางรัฐเข้าแทรกแซง เพิ่มความโปร่งใส ด้าน คลัง-ก.ล.ต.น้อมรับทุกความเห็นและปรับปรุงเกณฑ์เพื่อความเหมาะสม

*** สูบกำไร 90% ต่อปีมากเกินไป 
  "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องในวงการตลาดทุนเกี่ยวกับการเปิดรับฟังความคิดเห็นการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน(CMDF) ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พบว่า แทบทั้งหมดไม่เห็นด้วยกับรายละเอียดของกองทุนดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นการต้องนำส่งเงิน 90% ของกำไรสุทธิที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)หาได้ นำส่งเข้ากองทุนนี้ 
  "ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ" นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย(สมาคมบล.) แย้งว่า การนำส่งผลกำไร 90% ที่ ตลท.หาได้ในแต่ละปีเข้ากองทุนถือว่ามากเกินไปและไม่เหมาะสม เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของตลาดหุ้นไทย
 "กำไรที่ตลท.หาได้ ก็ควรอยู่ที่ตลท.เป็นส่วนใหญ่ เพราะต้องเก็บไว้ใช้ 1.เพื่อความแข็งแรงและมั่นคงทางฐานะการเงิน 2.เพื่อความต่อเนื่องในการพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน ซึ่งหากหาได้มาเท่าไหร่ส่งเข้ากองทุนฯหมด อาจจะส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวในการพัฒนาขีดความสามารถของตลาดหุ้นไทยได้" 
  เช่นเดียวกับ "วรวรรณ ธาราภูมิ" ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO)ที่มองว่า การนำส่งกำไรของ ตลท. 90% เข้ากองทุนฯ แบบผูกมัดในทุกๆปี ไม่เหมาะสม เพราะเป็นการผลักภาระให้กับตลท.มากเกินไป เท่ากับว่าตลท.มีหน้าที่หาเงินเพื่อมาใส่กองทุนนี้อย่างเดียว 

*** วงการเร่งหารือสมาชิก ชี้ต้องปรับเกณฑ์อย่างน้อย 3 ประเด็นหลัก
  "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO)เปิดเผยว่า สภาธุรกิจตลาดทุนฯเร่งประชุมกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อสรุป และส่งประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกลับไปยัง ก.ล.ต.ภายในสัปดาห์นี้ โดยเบื้องต้นมองว่ากองทุนฯ ต้องปรับปรุงเกณฑ์ใหม่อย่างน้อย 3 ข้อเพื่อความเหมาะสมดังนี้
  1.กองทุนฯ ต้องมีรูปแบบเป็นองค์กรเอกชน มิใช่มีฐานะนิติบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐ เพราะจะขาดความคล่องตัวในการบริหาร และจะมีกฎระเบียบมากเกินไป อาจจะส่งผลให้การทำหน้าที่ของกองทุนไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ 
  2.เงินนำส่งกองทุน ต้องเลือกว่าจะรับเงินประเดิม 8,000 ล้านบาท หรือส่วนแบ่งกำไรของตลท.ที่ต้องนำส่งแต่ละปี มิใช่ทั้ง 2 อย่าง
  "กองทุนประเภทนี้ในต่างประเทศจะเลือกส่งเงินมาที่กองทุนเพียงวิธีเดียว คือการโอนเงินตั้งต้นหรือนำส่งกำไรในแต่ละปี ไม่ใช่เอาทุกรูปแบบเหมือนร่างที่กำลังทำเฮียริ่งอยู่ในขณะนี้"
  3.โครงสร้างคณะกรรมการ CMDF ควรเป็นผู้เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนทั้งหมด 
 เช่นเดียวกับ ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ที่ระบุว่า ขณะนี้ได้มีการหารือกับสมาชิกทั้งหมด เพื่อรวบรวมความคิดเห็นที่ต้องปรับปรุงส่งให้ ก.ล.ต.ภายใน 21 มิ.ย.นี้ ซึ่งในเบื้องต้นเห็นว่าการสนับสนุนเงินให้กองทุนฯ แต่ละปีควรเป็นลักษณะเดียวกันกับการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) โดยต้องยึดความจำเป็นของการใช้เงินของ ตลท.ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงมีการจัดสรรปันส่วนให้กับกองทุน
  "การส่งเงินเข้ากองทุนควรเป็นลักษณะบอร์ดตลาดอนุมัติจ่ายคล้ายกับเงินปันผล เช่น หลังจากพิจารณาความจำเป็นต่างๆ ที่ต้องใช้เงินของตลาดหลักทรัพย์ฯแล้ว ค่อยจัดสรรปันส่วนไป อาจจะมีการตั้งนโยบายไว้ไม่ต่ำกว่า 40-50% ของกำไรสุทธิ เป็นต้น 
  อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องปรับปรุงคือ คณะกรรมการกองทุนควรจัดตั้งจากคนในตลาดทุนจริงๆ มิใช่คนภายนอก ถ้ากระทรวงการคลังจะส่งตัวแทนเข้ามาควรมาในนามผู้แทนจากกระทรวงการคลังที่มีความรู้และความเข้าใจในตลาดทุน มิใช่ส่งปลัดกระทรวงการคลังหรือคนข้างนอกมา มิเช่นนั้นอาจมีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ได้
  เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งสมาคมอยู่ระหว่างหารือกันภายใน โดยจะรวบรวมความคิดเห็นและข้อต่อรองต่างๆ ให้ ก.ล.ต.ก่อน 21 มิ.ย.นี้ และหวังว่าจะได้รับการพิจารณาปรับปรุงร่างให้เหมาะสมต่อไป"

*** วอนภาครัฐอย่าแทรกแซงเอกชน
  "ปริญญ์ พานิชภักดิ์" กรรมการ ตลท. มองว่า เรื่องการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีการหารือมานานแล้ว และถือว่าเหมาะสมในการแยกหน่วยงานให้ชัดเจน แต่ภาครัฐซึ่งเป็นหัวเรือในการผลักดันเรื่องนี้ ต้องมีความชัดเจนด้วย ไม่ควรแทรกแซงการทำงาน เพื่อให้กองทุนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์
  "ภาครัฐต้องแฟร์ อย่าเอาความเป็นรัฐมาเกี่ยวข้องหรือแทรกแซง เพราะสิ่งที่เรากังวลคือความโปร่งใสและความคล่องตัวในการทำงาน เพราะกองทุนนี้เป็นเรื่องของการบริหารเงินจำนวนมากเพื่อวัตถุประสงค์ของการพัฒนาตลาดทุน ไม่อยากให้เห็นภาพของการนำเงินไปใช้ผิดเป้าหมาย"
  "วรวรรณ ธาราภูมิ" เสริมว่า อยากให้หน่วยงานภาครัฐอธิบายเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจนว่าทำไมการจัดตั้งกองทุนนี้ต้องเป็นหน่วยงานของภาครัฐที่เข้ามาดูแล เนื่องจากผู้ที่ขับเคลื่อนตลาดทุนมาจากโบรกเกอร์มากที่สุด
  เช่นเดียวกับ "เกศรา มัญชุศรี" ผู้จัดการ ตลท. ที่ระบุว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นองค์กรที่ไม่เคยขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเลย และที่ผ่านมาก็ไม่ได้เป็นองค์กรที่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ดังนั้นจึงอยากให้มีการพิจารณาถึงแนวทางต่างๆ ในการจัดตั้งกองทุนนี้ให้เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องการต้องจัดส่งเงินที่ตลาดหลักทรัพย์ฯหามาได้ให้กับกองทุน เพราะจากร่างที่เปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่ขณะนี้จำนวนเงินที่ต้องนำส่งอาจจะมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของตลาดหลักทรัพย์ไทยได้ในอนาคต

*** คลัง-ก.ล.ต.พร้อมปรับเกณฑ์ให้เหมาะสม
  "สมชัย สัจจพงษ์" ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การจัดตั้งกองทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตลาดทุนโดยตรง และจะไม่มีการแทรกแซงใดๆ จากภาครัฐแน่นอน ส่วนการปรับปรุงเกณฑ์นั้นจะมีการพิจารณาให้เหมาะสม ซึ่งขณะนี้รอให้ ก.ล.ต. ส่งเรื่องเข้ามาก่อนและจะมีการพิจารณาแก้ไขเพื่อปรับใช้ต่อไป 
  "ตอนนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะต้องปรับปรุงอะไรบ้าง รอให้สิ้นสุดการทำเฮียร์ริ่งและก.ล.ต.ส่งเรื่องเข้ามาก่อน แต่ยืนยันว่าเป้าหมายของกองทุนนี้เพื่อพัฒนาตลาดทุนไทยเท่านั้น ไม่ควรเข้าใจผิดว่าจะมีการก้าวก่ายหรือแทรกแทรงใดๆจากภาครัฐ"
  ขณะที่ "ปริย เตชะมวลไววิทย์" ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการและสื่อสารองค์กร ก.ล.ต. กล่าวว่า รายละเอียดต่างๆ ที่ทำเฮียร์ริ่งอยู่ขณะนี้ เป็นเพียงร่างที่กำหนดขึ้น ผู้เกี่ยวข้องสามารถแสดงความคิดเห็นส่งกลับมาที่ ก.ล.ต.ได้ เพื่อทำการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมต่อไป

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด