ประเด็นร้อน

| 17 เมษายน 2560 | 10:30

หุ้นไอพีโอชักกร่อย! กูรูชี้ตั้งราคาแพง-รีดเงินนักลงทุนไปใช้หนี้

              ระยะหลายปีที่ผ่านมาหุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(ไอพีโอ)ถือว่ามีเสน่ห์เหลือล้น ดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาซื้อขายกันอย่างคึกคัก จนทำให้ราคาหุ้นพุ่งกระฉูด สร้างผลตอบแทนที่ดีมาก ไม่ว่าใครก็อยากได้รับการจัดสรรหุ้นไอพีโอ 
              อย่างไรก็ตามตั้งแต่ต้นปี 60 ที่ผ่านมาสถานการณ์หุ้นไอพีโอกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ความคึกคักดูลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด และเริ่มมีหุ้นที่เปิดและปิดต่ำกว่าราคาจองซื้อติดต่อกันหลายตัว
              "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" รวบรวมข้อมูลการขายไอพีโอในช่วง 4 เดือนแรกของปี 60 (ข้อมูลถึงวันที่ 12 เม.ย.) มีบริษัทเข้าจดทะเบียนรวม 9 บริษัท แบ่งเป็น SET จำนวน 4 บริษัท และ mai จำนวน 5 บริษัท ปรากฏว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยของราคาหุ้นจากราคาปิดวันแรกอยู่ที่เพียง 26.43% ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 53.04% หรือช่วงเดียวกันของปี 58 ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 98.33%
               ที่สำคัญปีนี้มีหุ้นที่ราคาเปิดหรือปิดหลุดต่ำกว่าราคาจองซื้อรวม 2 บริษัท คือ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) ขณะที่ บมจ.มัดแมน(MM) ราคาหลุดต่ำกว่าจองในระหว่างการซื้อขาย ก่อนรีบาวน์กลับมาปิดเหนือจองได้ ต่างจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ไม่มีหุ้นไอพีโอปิดต่ำกว่าราคาจองซื้อเลย 
                จากการสอบถามความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในวงการทั้งที่ปรึกษาการเงิน นักวิเคราะห์ และนักลงทุน พบประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบดังนี้

*** ตั้งราคาสูงเกินไป  ไม่มีส่วนลดให้นักลงทุน
               ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาการเงินรายใหญ่ ระบุว่า  สาเหตุสำคัญที่หุ้นไอพีโอในช่วง 4 เดือนแรกให้ผลตอบแทนต่ำกว่าปีที่ผ่านๆมา เนื่องจากตั้งราคาขายหุ้นไอพีโอสูงเกินไป ไม่มีส่วนลดเพื่อดึงดูดใจนักลงทุน
               "สังเกตุให้ดีหุ้นไอพีโอที่ผลตอบแทนต่ำๆ ระยะหลังเป็นหุ้นที่มีความต้องการระดมทุนสูงมาก โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่มาจากการ Spin off ซึ่งส่วนใหญ่เป้าหมายหลักคือการนำเงินไปใช้หนี้ และเจ้าหนี้ก็คือ FA หรือ Underwriter ทั้งสิ้น
                การตั้งราคาจึงตั้งแบบเต็มพิกัดให้มากเท่าที่จะทำได้ แบบนี้มันก็กลายเป็นหุ้น Full Value นักลงทุนก็ไม่ให้ความสนใจมากนัก
                 อีกประเด็นคือไม่มี Growth Story ให้เล่นมากนัก และราคาขายไอพีโอก็รองรับอนาคตไปเรียบร้อย มันก็ไม่มีอะไรจูงใจ แม้จะมีการใช้ Demand จำนวนมากของนักลงทุนสถาบันมาสนับสนุน แต่สมัยนี้นักลงทุนสถาบันมีทั้งเล่นสั้นเล่นยาว ไม่รู้ว่าเป็น Real Demand หรือเปล่า ทำให้ภาพที่ออกมาไม่ได้สะท้อนอะไรเลย ซึ่งนักลงทุนรายย่อยสมัยนี้มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น ยังไงก็มองออกว่าอันไหนน่าเล่นอันไหนไม่น่าเล่น"
                  ขณะที่ "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า หุ้นไอพีโอที่เข้ามาในช่วงต้นปีนี้ ไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องการให้ส่วนลดต่อนักลงทุนเหมือนที่ผ่านๆมา 
               "ปกติราคาหุ้นไอพีโอจะมีส่วนลดจากพื้นฐานที่แท้จริงให้นักลงทุนอย่างน้อย 15-20% แต่ช่วงนี้เหมือนไม่ได้มีการชูประเด็นนี้มากนัก ทำให้ขาดความน่าสนใจ"

*** ภาวะตลาดโดยรวมไม่เอื้ออำนวย
                "เทิดศักดิ์" กล่าวต่อไปว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หุ้นไอพีโอช่วงต้นปีนี้ไม่คึกคัก เนื่องจากภาวะตลาดและดัชนีหุ้นไทยใกล้เต็มมูลค่า โดยฝ่ายวิเคราะห์มองว่าปีนี้ดัชนีหุ้นไทยจะอยู่ที่ 1,620 จุด ราคาหุ้นแต่ละตัวจึงมีส่วนเพิ่มจากปัจจุบันไม่ได้เยอะมากนัก ทำให้นักลงทุนระวังในการลงทุนมากขึ้น 
                เช่นเดียวกับ "สมภพ กีระสุนทรพงษ์" กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ที่มองเหมือนกันว่า ภาวะตลาดมีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพรวมการซื้อขายหุ้นไอพีโอไม่ได้รับความสนใจมากนัก 
                "ตลาดมันดูตื้อๆ จะขึ้นก็ไม่สุด จะลงก็ไม่ลง ทำให้นักลงทุนเลือกเล่นหุ้นแบบ Selective มากๆ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าตลาดหุ้นไอพีโอยังน่าสนใจเสมอ ที่เห็นตอนนี้เป็นเรื่องของจังหวะที่ไม่เอื้ออำนวยมากกว่า "

                 สอดคล้องกับนักลงทุนรายใหญ่ชื่อดัง ที่กล่าวได้น่าสนใจว่า "ไม่เข้าใจว่าทำไมรีบเข็นหุ้นไอพีโอเข้าซื้อขายพร้อมๆกันหลายบริษัทช่วงก่อนวันหยุดยาว เพราะรู้กันดีอยู่แล้วว่าช่วงเวลาแบบนั้นวอลุ่มจะต่ำมาก เมื่อรวมกับภาวะตลาดโดยรวมที่ไม่ได้ดีมาก จึงทำให้ผลออกมาอย่างที่เห็น"

*** หุ้นไซส์ใหญ่เข้าเทรดในระยะเวลาไล่เรี่ยกัน
    ขณะที่ "มนตรี ศรไพศาล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวมการซื้อขายของหุ้นไอพีโอช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการที่หุ้นไอพีโอขนาดใหญ่เข้าซื้อขายในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ทำให้นักลงทุนต้องแบ่งเงินลงทุนเพื่อจองซื้อหุ้นแต่ละตัว
                “หุ้นไอพีโอช่วงนี้มีหลายบริษัทที่มีมูลค่าการระดมทุนสูง และเข้ามาในเวลาไล่เรี่ยกัน ทำให้นักลงทุนต้องแบ่งเงินเพื่อจองซื้อหุ้นทีละตัว บางทีก็ต้องขายหุ้นอีกตัวออกมาเพื่อซื้อหุ้นอีกตัว 
                  อย่างไรก็ตามมองว่า การลงทุนหุ้นไอพีโออย่ามองแค่ระยะสั้น เพราะหากพิจารณาจากหลายๆ บริษัทจะพบว่าหลังการเข้ามาระดมทุนแล้ว ผลการดำเนินงานมีการเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว"
                  ด้าน "เสี่ยป๋อง" วัชระ แก้วสว่าง กล่าวว่า หุ้นขนาดใหญ่เข้าซื้อขายติดกันมากเกินไป ทำให้นักลงทุนอาจจะมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ส่วนเรื่องราคาเชื่อว่าที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดจำหน่ายหุ้นคงมีวิจารณญาณและมองว่าเหมาะสมแล้ว นักลงทุนที่จะจองซื้อหรือเข้าไปซื้อขายก็ต้องพิจารณาข้อมูลให้รอบคอบ

*** ผลงานแย่ติดกัน ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุน
                 นักลงทุนรายใหญ่ชื่อดัง กล่าวเพิ่มเติมว่า "อีกประเด็นที่น่าสนใจคือระยะหลังราคาซื้อขายวันแรกไม่ได้ร้อนแรงเหมือนปีก่อนๆ และพอเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือบางบริษัทต่ำจอง จึงเกิดเป็น Domino Effect ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น
                   FA หรือ Underwriter ที่ทำก็มีผลนะ ถ้าสังเกตุให้ดี โบรกฯไหนที่ทำแล้วไม่ค่อยโอเค นักลงทุนก็จะไม่ค่อยเชื่อมือ ไปย้อนดูได้ในหุ้นไอพีโอหลายๆบริษัท  
                   อย่างไรก็ดีเชื่อว่าหุ้นไอพีโอยังไม่เกิดอาการตลาดวาย ต้องรอหุ้นที่เข้ามาจุดประกายใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นไซส์เล็ก โดยเฉพาะหุ้นไซส์เล็กที่มาจาก FA หรือ Underwriter ที่มักจะสร้างผลงานได้ดีในการเปิดซื้อขายวันแรก ซึ่งที่ผ่านมา 4 เดือนแรกยังไม่ปรากฏหุ้นไอพีโอจาก FA หรือ Underwriter กลุ่มดังกล่าว"
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด