ประเด็นร้อน

บจ.ไทยหนี้ท่วม-สภาพคล่องต่ำ ผงะ!พบ 20 บริษัทอาการโคม่า

บจ.ไทยหนี้ท่วม-สภาพคล่องต่ำ ผงะ!พบ 20 บริษัทอาการโคม่า

      ปัญหาหนี้สินของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) เริ่มส่งสัญญาณความเสี่ยงขึ้นมาอีกระลอก หลายบริษัทสภาพคล่องเริ่มตึงจนต้องประกาศเพิ่มทุนระดมเงินไปชำระหนี้ ขณะที่ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจงบการเงินบริษัทจดทะเบียน(บจ.) งวดปี 61 พบ 71 บริษัท มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน(D/E)มากกว่า 3 เท่า เพิ่มขึ้นจากงวดปี 60 ที่มีเพียง 60 บริษัท ซึ่งเมื่อตัดบริษัทกลุ่มธนาคาร-การเงินออกก็ยังเหลือถึง 42 บริษัท มากกว่าปี 60 ที่มีเพียง 30 บริษัท

*** 20 บจ.เริ่มวิกฤติ แบกหนี้สวนทางสภาพคล่อง
    ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดพบว่ามีถึง 20 บริษัทที่น่าเป็นห่วง เพราะมีหนี้สูง แต่สภาพคล่องต่ำ ประกอบด้วย

 

หุ้นหนี้สูง-สภาพคล่องต่ำ

ชื่อย่อหุ้น

D/E

(เท่า)

Quick Ratio (เท่า)

Current Ratio (เท่า)

Interest Coverage Ratio (เท่า)

SPORT*

408.52

0.26

0.39

-1.85

PACE*

16.08

0.12

0.67

-5.43

FC*

14.22

0.07

0.17

-8.18

THAI

12.21

0.27

0.56

-1.57

CHOW

8.87

0.28

0.61

0.79

UMS*

7.1

0.32

0.34

-1.06

JUTHA*

6.99

0.05

0.13

-0.25

EFORL*

6.65

0.31

0.69

-1.65

DTAC

5.88

0.41

0.54

-3.29

NEWS*

5.54

0.19

0.47

-2.51

POST

5.37

0.3

0.45

-1.27

SDC

5.3

0.45

0.63

-5.18

TFI*

4.99

0.15

0.34

-2.21

SAMART

4.98

0.53

0.98

-0.48

SQ

4.53

0.29

0.55

-0.46

KKC

3.55

0.31

0.88

-2.89

MILL

3.4

0.21

0.64

0.48

PERM

3.36

0.12

0.93

0.46

PPPM

3.11

0.15

0.8

0.18

JCKH

3.03

0.08

0.29

-7.21

หมายเหตุ : * คือบริษัทที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย “C”

    ข้อมูลข้างต้นประเมินจาก 1.บริษัทที่มี D/E เกิน 3 เท่า 
    2.อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว(Quick Ratio) ต่ำกว่า 1 เท่า คำนวณจาก (สินทรัพย์หมุนเวียน-สินค้าคงเหลือ)/หนี้สินหมุนเวียน เป็นการวัดส่วนของสินทรัพย์ที่ได้หักค่าสินค้าคงเหลือที่เป็นสินทรัพย์ระยะสั้นและมีความคล่องตัวในการเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ต่ำสุดออก เพื่อให้ทราบถึงสภาพคล่องที่แท้จริงของกิจการ
    3.บริษัทที่มีอัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) ต่ำกว่า 1 เท่า คำนวณจาก สินทรัพย์หมุนเวียน/หนี้สินหมุนเวียน ค่านี้ใช้วัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น 
    4.อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) ต่ำกว่า 1 เท่า คำนวณจาก (กำไรสุทธิ+ภาษีเงินได้-ดอกเบี้ยจ่าย)/ดอกเบี้ยจ่าย ใช้วัดความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้  หากมากกว่า 1 เท่าแสดงว่าธุรกิจของผู้ประกอบการมีความสามารถที่จะจ่ายชำระค่าดอกเบี้ยได้ทั้งหมด แต่หากต่ำกว่า 1 เท่า แสดงว่าธุรกิจมีความสามารถในการจ่ายชำระดอกเบี้ยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น และถ้าหากผลลัพธ์ที่ได้ออกมามีค่าเท่ากับ 0 หรือติดลบ เท่ากับว่าธุรกิจของผู้ประกอบการไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยได้เลย ซึ่งจะพัฒนากลายเป็นปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินในที่สุด

*** ผงะ ! SPORT หนี้สินต่อทุน 408.52 เท่า
    บมจ.สยามสปอร์ต ซินดิเคท (SPORT) เป็นบริษัทที่มีหนี้สินต่อทุนสูงสุดถึง 408.52 เท่า โดยปัจจุบันมีหนี้สินรวมถึง 1,594.39 ล้านบาท แต่มีส่วนผู้ถือหุ้นเพียง 3.90 ล้านบาท เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ถูก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ขึ้นเครื่องหมาย "C" และเมื่อสำรวจรายละเอียดหนี้สินพบว่า มีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยราว 820 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืมระยะสั้น ขณะที่ผลประกอบการจากการดำเนินธุรกิจขาดทุนต่อเนื่องมา 5 ปีติดต่อกัน อัตราส่วนสภาพคล่องต่างๆต่ำกว่า 1 เท่าทั้งสิ้น ที่สำคัญอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยติดลบ 
    โดยเมื่อกลางปี 61 ได้ทำการเพิ่มทุนกว่า 300 ล้านบาท เพื่อนำมาชำระหนี้และแก้ไขส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ  แต่ก็ยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้น เพราะธุรกิจยังขาดทุนต่อเนื่อง จนเมื่อต้นปีที่ผ่านมาต้องกู้ยืมเงินจาก "เมืองทองยูไนเต็ด" และ "โหลทองโฮลดิ้ง" 31.45 ล้านบาท เพื่อนำมาเติมสภาพคล่อง    

*** 16 จาก 20 บริษัท ความสามารถจ่ายดอกเบี้ยติดลบ
    ขณะที่ 16 จาก 20 บริษัทข้างต้น อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยติดลบ เท่ากับเป็นบริษัทที่ขาดสภาพคล่องจากการดำเนินธุรกิจ โดยทุกบริษัทผลการดำเนินงานปี 61 ขาดทุนทั้งสิ้น ซึ่ง บมจ.ฟู้ด แคปปิตอล(FC)อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยติดลบสูงสุดถึง 8.18% รองลงมาคือ บมจ.เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น(PACE)ระดับ 5.43% โดยทั้ง 2 บริษัทติดอยู่ในกลุ่ม บจ.ที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย "C" 
    ขณะเดียวกันในกลุ่มนี้มีถึง 7 บริษัทที่ขาดทุนติดต่อกันมากกว่า 5 ปี ประกอบด้วย

บจ.ที่ขาดทุนเกิน 5 ปีติด

ชื่อย่อหุ้น

ขาดทุนต่อเนื่อง (ปี)

NEWS

9

JUTHA

8

FC

7

UMS

7

SPORT

5

POST

5

JCKH

5

 

*** 4 บจ.เรียกเพิ่มทุนคืนหนี้
    ทั้งนี้ 4 บริษัท เริ่มขยับตัวแก้ปัญหาหนี้สินด้วยการขายหุ้นเพิ่มทุนเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่อง ประกอบด้วย 1.บมจ.เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE) เพิ่มทุน 8,026 หุ้น พาร์ 1 บาท ขายผู้ถือหุ้นเดิม (RO) สัดส่วน 3:2 ราคา 0.25 บาท/หุ้น มูลค่ารวม 2,006 ล้านบาท
    2.บมจ.พีพี ไพร์ม (PPPM) เพิ่มทุน  382 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท  จำนวน 282 ล้านหุ้น ขาย RO สัดส่วน 2:1 ราคา 2 บาท/หุ้น ที่เหลือขายให้บุคคลวงในจำกัด (PP) ราคาหุ้นละ 2.28 บาท/หุ้น รวมมูลรวมราว 677 ล้านบาท
    3.บมจ.เพิ่มสินสตีลเวิคส์ (PERM) เพิ่มทุนจำนวน 250 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท ขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น 2 : 1  ราคา 1 บาท/หุ้น รวมมูลค่า 250 ล้านบาท
    4.บมจ.เจซีเค ฮอสพิทอลลิตี้ (JCKH) เพิ่มทุน 188 ล้านหุ้น ขาย RO รวม 125 ล้านหุ้น ที่เหลือขาย PP แต่ยังไม่กำหนดรายละเอียดราคาเสนอขาย

*** วงการแนะเลี่ยงเก็งกำไร ชี้เสี่ยงสูง
        "กิจพล ไพรไพศาลกิจ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ระบุว่า หุ้นกลุ่มดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง แนะนำหลีกเลี่ยง แม้บางครั้งราคาจะดีดตัวหวือหวา เพราะส่วนใหญ่เป็นหุ้นเก็งกำไรตามข่าวต่างๆ 
    "หุ้นกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีปัญหา เป็นช่วงขาลงของธุรกิจ ในแง่พื้นฐานก็ไม่น่าลงทุนอยู่แล้ว ไม่ควรเข้าไปเก็งกำไร แม้บางช่วงราคาจะดีดตัวตามข่าว เพราะความเสี่ยงสูงมาก หลายบริษัทเป็นหุ้นที่ถูกตลาดหลักทรัพย์ฯขึ้นเครื่องหมาย C เตือนไว้แล้ว นักลงทุนควรหลีกเลี่ยง เพราะเกือบทั้งหมดพื้นฐานมีปัญหา โดยเฉพาะเรื่องหนี้สิ้น ซึ่ง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ก็มีตัวอย่างให้ดูเป็นบทเรียนมาแล้ว ที่หลายบริษัทถูกพักการซื้อขายไป หรือไม่ก็ต้องถูกบังคับเพิ่มทุน" กิจพล ระบุ
       ด้าน "ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานค้าหลักทรัพย์บุคคล บัวหลวง เสริมว่า บจ.ส่วนใหญ่ข้างต้นเป็นบริษัทขนาดกลาง-เล็ก ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศเป็นหลัก โดยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว แม้จะมีสัญญาณที่ดีบ้าง แต่ยังเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างช้า  
        “ผลประกอบการของ บจ.เหล่านี้สะท้อนได้ถึงสภาพเศรษฐกิจในประเทศ ที่เหมือนจะดีขึ้น แต่ไม่ชัดเจนและยังเติบโตช้ากว่าที่ควรจะเป็น นักลงทุนต้องระมัดระวังการลงทุนหุ้นในกลุ่มดังกล่าว" ชัยพร เสริม
       ขณะที่ "แมนพงศ์ เสนาณรงค์" รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลท. เพิ่มเติมว่า  ปัญหาหนี้สินในกลุ่ม บจ.ข้างต้นต้องดูรายละเอียดแต่ละบริษัทว่าเกิดจากการบริหารผิดพลาดหรือเกิดจากอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวช่วงหลายปีหลัง 
        อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับ บจ.ทั้งตลาดฯ ส่วนใหญ่ยังมีสภาพคล่องที่ดี หลายบริษัทยังมีเงินสดเหลือ  หลายบริษัทมีการขยายธุรกิจใหม่ และหลายบริษัทก็ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง 
    "ตลท. เรามอนิเตอร์หุ้นกลุ่มนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะบริษัทที่มีหนี้สูง มีผลขาดทุนต่อเนื่อง เรามีคณะทำงานดูแลบริษัทจดทะเบียนในการช่วยหาแนวทางเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทในการนำไปปรับใช้ได้มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน นักลงทุนเองก็ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ" รองผู้จัดการ ตลท. เผย

***หมายเหตุ
     บทความชิ้นนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลจากงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนไว้ใช้ประกอบการตัดสินใจ มิได้มีเจตนาชี้นำว่าบริษัทที่อยู่ในเงื่อนไขข้างต้นจะผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใด
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด