ประเด็นร้อน

26 บจ.โดนหั่น"เครดิต เรทติ้ง" สูงสุดเป็นประวัติการณ์

26 บจ.โดนหั่น

อันดับความน่าเชื่อถือ(เครดิต เรทติ้ง) บจ.ทรุด ปีนี้โดนปรับลดอันดับไปแล้ว 26 บริษัท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เหตุโควิด-19 กระทบธุรกิจ ฉุดผลประกอบการ-สภาพคล่อง สวนทางภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ครึ่งปีหลังถูกหั่นเรทติ้งไป 13 บริษัท แถมมีอีก 5 บริษัท ถูกปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น "ลบ" จาก "คงที่" จับตาต้นทุนการเงินพุ่ง


*** 13 บจ.โดนหั่นเครดิตเรทติ้งครึ่งปีหลัง


"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลเครดิตเรทติ้งบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด หรือ "ทริสเรทติ้ง" ช่วงครึ่งหลังปี 63 พบว่ามี 13 บริษัทถูกปรับลดอันดับเครดิตเรทติ้ง ประกอบด้วย
 

13 บจ.โดนปรับลดเครดิตเรทติ้งครึ่งปีหลัง

ชื่อย่อหุ้น

อันดับเครดิตล่าสุด

อันดับเครดิตเดิม

สาเหตุ

A*

BB-

BB

แนวโน้มก่อหนี้สูง-สภาพคล่องตึงตัว-ผลการดำเนินงานอ่อนแอ

AAV**

BB

BBB-

ผลการดำเนินงานอ่อนแออย่างมีนัยสำคัญ-สภาพคล่องตึงตัว

AMATA**

A-

A

แนวโน้มภาระหนี้เพิ่มขึ้นจากการลงทุนขนาดใหญ่

BCP***

A-

A

แนวโน้มผลการดำเนินงานอ่อนแอ-ภาวะอุตสาหกรรมขาลง

CPALL*

A+

AA-

โครงสร้างเงินทุนอ่อนแอจากการลงทุน

DTC**

BBB-

BBB

ฐานะการเงินจะอ่อนแอในระยะสั้น-กลาง

GRAND*

BB-

BB

หนี้สูง

ICC*

AA-

AA

ผลการดำเนินงานถดถอย

KSL*

BBB+

A-

ผลการดำเนินงานอ่อนแอ-ราคาน้ำตาลปรับตัวลงต่อเนื่อง

LPN**

BBB+

A-

แนวโน้มผลประกอบการอ่อนแอ-ภาระหนี้สูงขึ้น-อุตสาหกรรมแข่งขันรุนแรง

PF****

BB

BB+

ผลการดำเนินงานอ่อนแอ-หนี้สูง-สภาพคล่องตึงตัว

PL**

BBB+

A-

ผลการดำเนินงานทางการเงินถดถอย

TSE*

BBB-

BBB

หนี้สินเพิ่มขึ้นรวดเร็วจากการลงทุน

ที่มา : ทริสเรทติ้ง ข้อมูล ณ 19 ธ.ค.63

* ถูกปรับลดอันดับเครดิตองค์กรอย่างเดียว

** ถูกปรับลดอันดับเครดิตองค์กร-หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ

*** ถูกปรับลดอันดับเครดิตองค์กร-หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ-หุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุน

**** ถูกปรับลดอันดับเครดิตองค์กร-หุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุน


สาเหตุสำคัญที่กลุ่ม บจ.ข้างต้นถูกปรับลดอันดับเครดิตเรทติ้ง ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อผลการดำเนินงานและสภาพคล่องอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันหลายบริษัทมีภาระหนี้สินเพิ่มสูงขึ้น หรือมีแนวโน้มการก่อหนี้สูงขึ้นจากการลงทุน

ทั้งนี้ มี 6 บจ.ถูกปรับลดอันดับเครดิตองค์กรเพียงอย่างเดียว ขณะที่มี 5 บจ.ถูกปรับลดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ

ส่วน บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ถูกปรับลดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิเป็น "A-" จากเดิม "A" และถูกปรับลดอันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุนเป็น "BBB" จาก "BBB+" สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่อ่อนแอ จากอุตสาหกรรมน้ำมันที่ตกต่ำอย่างมาก และมีความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวธุรกิจโรงกลั่นรวมถึงค่าการกลั่นน้ำมันด้วย     

ด้าน บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) ถูกปรับลดอันดับเครดิตองค์กรเป็น "BB" จาก "BB+" และปรับลดอันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุนเป็น "B" จาก "B+" สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่อ่อนแอ เพราะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ขณะเดียวกันมีหนี้สินสูง และสภาพคล่องอยู่ในระดับตึงตัว


*** 5 บจ.ถูกปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น "ลบ"


ขณะที่พบว่ามี 5 บจ.ถูกปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น "ลบ" จากเดิม "คงที่" ได้แก่
 

6 บจ.โดนปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “ลบ” จาก “คงที่”

ชื่อย่อหุ้น

สาเหตุ

AH

ภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ECF

ภาระหนี้สินจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ECL

คุณภาพสินทรัพย์อ่อนแอจากภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

LIT

การเสื่อมถอยของคุณภาพสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ

TTA

ผลการดำเนินงานอ่อนแอกว่าที่คาด

ที่มา : ทริสเรทติ้ง ข้อมูล ณ 19 ธ.ค.63


ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากความกังวลในภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันบางบริษัทมีผลประกอบการอ่อนแอลง


*** บจ.ถูกหั่นเครดิตเรทติ้งสูงสุดเป็นประวัติการณ์


ทั้งนี้ เมื่อรวมกับ บจ.ที่ถูกปรับลดอันดับเครดิตช่วงครึ่งแรกปีนี้ที่ 13 บริษัท เท่ากับ ณ 19 ธ.ค.63 มี บจ.ถูกปรับลดอันดับเครดิตรวม 26 บริษัท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ "ทริสเรทติ้ง" เริ่มจัดเครดิตเรทติ้งมาตั้งแต่ปี 2537

"ศักดิ์ดา พงศ์เจริญยง" กรรมการผู้จัดการ "ทริสเรทติ้ง" ระบุว่าสาเหตุที่ บจ.ถูกปรับลดอันดับเครดิตเรทติ้งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งมีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ โดยธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมต้องปิดดำเนินกิจการชั่วคราว ส่งผลการดำเนินงานและฐานะการเงินอ่อนแอลง ซึ่งหากบริษัทมีผลประกอบการลดลงในระดับที่ไม่สอดคล้องกับอันดับเรทติ้งก่อนหน้าต้องถูกปรับลดเครดิตเรทติ้งให้สะท้อนกับฐานะการเงิน

ทั้งนี้ ประเมินธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก คือ กลุ่มสายการบิน กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม ธุรกิจเดินเรือ ธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจรถยนต์ และผลิตชิ้นส่วนยานยนต์

ส่วนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบปานกลาง คือ ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจขนส่ง (ไม่ใช่สายการบิน) ก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจด้านเงินทุน 

และธุรกิจที่ได้รับผลกระทบน้อย คือ ธุรกิจอาหารและสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจด้านสุขภาพ ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ และโทรคมนาคม

"อันดับเครดิตจะสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ ในกรณีที่บริษัทได้รับผลกระทบ ต้องประเมินว่าผลกระทบตรงนั้นมีความรุนแรงมาก-น้อยแค่ไหน ซึ่งขึ้นอยู่กับกลุ่มธุรกิจด้วย เพราะฉะนั้น การปรับลดอันดับเครดิตเป็นตามสภาพเศรษฐกิจและสภาพคล่องที่น้อยลง แนวโน้มการปรับลดอันดับเครดิตภาพรวมในปีนี้จึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ" กรรมการผู้จัดการ "ทริสเรทติ้ง" กล่าว


*** อันดับเครดิตลด ต้นทุนการเงินพุ่ง

"อริยา ติรณะประกิจ" รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ระบุว่า บริษัทที่ถูกลดอันดับเครดิตจะมีผลโดยตรงต่อต้นทุนการระดมทุนสูงขึ้น จะต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้และเงินกู้จากธนาคารสูงขึ้นสำหรับการออกหุ้นกู้ใหม่หรือกู้เงินก้อนใหม่จากธนาคาร และอาจะจะส่งผลเชิงลบต่อเนื่องถึงผลการดำเนินงานของบริษัท 

โดยตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ภาคเอกชน (Credit Spread) ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นกู้ที่มีเรทติ้งต่ำกว่าระดับการลงทุน หรือต่ำกว่าระดับ BBB ลงไป เพราะถือเป็นความเสี่ยงที่มากขึ้นของนักลงทุน ซึ่งต้องจูงใจด้วยอัตราดอกเบี้ยตอบแทนที่มากขึ้น

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด