สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ประเด็นร้อน

| 2 เมษายน 2561 | 10:24

"โรบอท"เทรดสนั่น ฉุด"กิมเอ็ง"ตกบัลลังก์แชมป์ โบรกฯรายย่อยกระอัก!

    "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจอันดับส่วนแบ่งการตลาด(มาร์เก็ตแชร์)ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริษัทหลักทรัพย์(บล.) ณ สิ้น ไตรมาส 1/61 พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
    โดยมาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่งตกเป็นของ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 6.45% แซงหน้า บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ซึ่งครองพื้นที่มายาวนาน โดยเหลือส่วนแบ่งการตลาดเพียง 6.15%

    ขณะที่กลุ่ม TOP 5 ก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน โดยพบว่า มีหน้าใหม่สอดแทรกขึ้นมา 2 ราย คือ บล.เอเชีย เวลท์ และ บล.ซีแอลเอสเอ กดเจ้าประจำที่สลับกันเป็น 1 ใน 5 อันดับแรกช่วง 3 ปีหลัง อย่าง บล.ฟินันเซีย ไซรัส บล.บัวหลวง และ บล.ภัทร ให้ตกลงไป

อันดับมาร์เก็ตแชร์บริษัทหลักทรัพย์ไทยตั้งแต่ปี 58

อันดับ

ไตรมาส 1/61

%

ปี 60

%

ปี 59

%

ปี 58

%

1

บล.ดีบีเอส

วิคเคอร์ส

6.45

บล.เมย์แบงก์

กิมเอ็ง

6.83

บล.เมย์แบงก์

กิมเอ็ง

8.15

บล.เมย์แบงก์

กิมเอ็ง

8.65

2

บล.เมย์แบงก์

กิมเอ็ง

6.15

บล.ดีบีเอส

วิคเคอร์ส

6.48

บล.ซีจีเอส-

ซีไอเอ็มบี

6.01

บล.ซีจีเอส-

ซีไอเอ็มบี

5.96

3

บล.ซีจีเอส-

ซีไอเอ็มบี

5.74

บล.ซีจีเอส-

ซีไอเอ็มบี

5.48

บล.ฟินันเซีย

ไซรัส

5.61

บล.ฟินันเซีย

ไซรัส

5.72

4

บล.เอเชีย เวลท์

5.52

บล.ฟินันเซีย

ไซรัส

5.00

บล.ภัทร

4.81

บล.บัวหลวง

5.00

5

บล.ซีแอลเอสเอ

4.96

บล.ภัทร

4.69

บล.บัวหลวง

4.55

บล.ภัทร

4.69

6

บล.บัวหลวง

4.75

บล.บัวหลวง

4.67

บล.ดีบีเอส

วิคเคอร์ส

4.23

บล.กสิกรไทย

4.40

7

บล.ภัทร

4.68

บล.เอสซีบี

4.10

บล.ธนชาติ

4.17

บล.ธนชาติ

4.07

8

บล.หยวนต้า

4.31

บล.ซีแอลเอสเอ

3.81

บล.เครดิต สวิส

4.1

บล.เอสซีบี

4.01

9

บล.ฟินันเซีย

ไซรัส

4.16

บล.ธนชาติ

3.78

บล.กสิกรไทย

3.78

บล.เคจีไอ

3.88

10

บล.เครดิต สวิส

4.07

บล.กสิกรไทย

3.71

บล.เคจีไอ

3.76

บล.เครดิต สวิส

3.63

*** ต่างชาติ-โปรแกรมเทรด ตัวแปรแชมป์เปลี่ยนมือ
    "ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า สาเหตุสำคัญที่มาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นมาจากการซื้อขายของลูกค้ากลุ่มสถาบันต่างประเทศ ผ่านโปรแกรมอัตโนมัติ ผลักดันให้ปริมาณ-มูลค่าการซื้อขายของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  ซึ่งในไตรมาส 1/61 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรวมถึง 8,035 ล้านบาท/วัน จากสิ้นปี 60 ที่มีเพียง 5,818.16 ล้านบาท/วัน 
    "การปรับเอา FinTech มาให้บริการลูกค้า เป็นก้าวของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ สร้างความแตกต่างด้านบริการ สามารถอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งเราเป็นโบรกเกอร์แรกๆ ที่เริ่มนำมาพัฒนาและปรับใช้เมื่อ 2-3 ปีก่อน
    และเมื่อตลาดหุ้นไทยกลับมาเป็นขาขึ้น นักลงทุนก็ได้นำนวัตกรรมด้านบริการของเราไปปรับใช้ โดยเฉพาะโปรแกรมเทรดอัตโนมัติ ทำให้ Volume การซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 
    จุดแข็งของเทคโนโลยี นอกจากศักยภาพด้านบริการต่อลูกค้า ยังช่วยประหยัดต้นทุน และลดภาวะการแข่งขันด้านการแย่งตัวบุคคลากรด้วย โดยปัจจุบันเรามีเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน (IC) เพียง 150 ราย แต่สามารถเพิ่มมูลค่าการซื้อขายได้จำนวนมากโดยไม่ต้องเพิ่ม IC"
    "ภัทธีรา" กล่าวต่อว่า สัดส่วนการลงทุนของกลุ่มสถาบันต่างชาติที่เพิ่มขึ้น เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้โบรกเกอร์หลายแห่งมีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้น 4 ใน 5 อันดับแรกเป็นโบรกเกอร์ที่มีฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนต่างชาติ

*** แชมป์เก่าอาการร่อแร่ตั้งแต่ปีก่อน หลังทีมแตก
    การขึ้นมาของ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ถือเป็นการเสียตำแหน่งอันดับหนึ่งของ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เป็นครั้งที่ 2 โดยเคยเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือน ก.ค.-ก.ย.60 ซึ่งเป็นช่วงที่แชมป์เก่า ประสบปัญหาทีมแตก เกิดอาการสมองไหลไปโบรกเกอร์น้องใหม่แต่หน้าเก่าอย่าง บล.หยวนต้า
    พอตั้งลำได้ก็กลับมาทวงตำแหน่งเบอร์หนึ่งได้ในเดือน ต.ค.60 และลากยาวถึงสิ้นปี พร้อมปิดฤดูกาลด้วยการเป็นแชมป์เหมือนเดิม
    ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นเลยในรอบ 15 ปี นับแต่ บริษัท กิมเอ็ง โฮลดิ้งส์ จำกัด เข้าเทคโอเวอร์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เมื่อปี 2545 และนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ครองอันดับหนึ่งมาอย่างมั่นคง ด้วยส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 10%
    อย่างไรก็ตามสัดส่วนมาร์เก็ตแชร์ของ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และหลุดต่ำกว่าระดับ 10% ตั้งแต่ปี 58 ที่เหลือเพียง 8.65% ปี 59 ลงไปอยู่ที่ 8.15% และปี 60 ทำได้แค่ 6.83% ขณะที่สิ้นไตรมาส 1/61 เหลือ 6.15% 
    แหล่งข่าววงการโบรกเกอร์ ระบุว่า "สาเหตุที่แชมป์เก่าเสียตำแหน่งเกิดจากการพึ่งพิงฐานลูกค้ารายย่อยมากเกินไป และส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่ใช้บริการเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน (IC) ซึ่งพอมีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายจึงได้รับผลกระทบเต็มๆ ขณะเดียวกันปัจจุบันอุตสาหกรรมนี้มีผู้เล่นเพิ่มขึ้นอีกหลายราย แต่เค้กมีก้อนเดียว จึงมีการงัดกลยุทธ์เพื่อชิงตัวลูกค้ากัน ที่สำคัญโบรกเกอร์หลายรายมีการพัฒนาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นนำนวัตกรรม และ FinTech มาปรับใช้ให้บริการลูกค้า"
    ด้าน "มนตรี ศรไพศาล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ลั่นขอชิงบัลลังก์แชมป์คืนในปีนี้ โดยเตรียมใช้กลยุทธ์เพิ่มวงเงินมาร์จิ้นโลนให้ลูกค้ารายย่อยมากขึ้น เตรียมปรับเพิ่มวงเงินอีกราว 4,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่ปล่อยอยู่ 1.2 หมื่นล้านบาท พร้อมทั้งตั้งเป้าปีนี้พิ่มบัญชีลูกค้าอีก 2 หมื่นบัญชี จากจากปัจจุบันที่มี 2 แสนบัญชี ซึ่งเป็นบัญชีที่ซื้อขายสม่ำเสมอ 50% 
    ขณะเดียวกัน จะขยายธุรกิจต่างๆ ที่ดำเนิการอยู่ของบริษัทเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดยในปัจจุบันบริษัทฯเตรียมเปิดรูปแบบการให้บริการใหม่ๆ และต่อยอดผลิตภัณฑ์เดิม อาทิ ธุรกิจตราสารหนี้, ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ซีรี่ใหม่, Structure note และ Equity-linked notes คาดว่าจะทยอยเปิดให้บริการได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/61 เป็นต้นไป
    "ยอมรับว่าเราเสียมาร์เก็ตแชร์ไปพอสมควร เพราะได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างภายใน และมีคู่แข่งมากขึ้น ที่สำคัญการเข้ามาของโปรแกรมเทรดของกลุ่มสถาบันต่างชาติ ซึ่งดึงวอลุ่มไปค่อนข้างมาก ซึ่งถ้านับแค่นักลงทุนที่เป็นบุคคลเรายังเป็นที่ 1 และมองว่ากลุ่มนักลงทุนต่างชาติไม่ได้ลงทุนตลอดทั้งปี แค่บางช่วงของปีเท่านั้น
    ซึ่งปีนี้เราเตรียมพัฒนาบริการใหม่ๆ ตอบสนองลูกค้า และยังเชื่อมั่นในการซื้อขายของกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่จะผลักดันให้มาร์เก็ตแชร์ของเรากลับไปอยู่ระดับไม่ต่ำกว่า 7-8% ซึ่งเป็นจุดแข็งของเรามาเสมอ"

    
*** โบรกฯ รายย่อยผลงานทรุด หลังยอดเทรดต่างชาติพุ่งสวนทาง
    ทั้งนี้ เมื่อสำรวจข้อมูลสัดส่วนการซื้อขายแยกตามกลุ่มนักลงทุนพบว่า กลุ่มนักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นไตรมาส 1/61 อยู่ที่ 34.66% จากสิ้นปี 60 ที่ 30.34% ส่วนสิ้นปี 59 อยู่ที่ 25.27% และสิ้นปี 58 อยู่ที่ 22.92%
    สวนทางกับสัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุนบุคคลในประเทศ ณ สิ้นไตรมาส 1/61 เหลือเพียง 42.62% จากสิ้นปี 60 ที่ 48.70% สิ้นปี 59 ที่ 54.22% และสิ้นปี 58 ที่ 58.84% ขณะที่ในปี 57 มีสัดส่วนสูงถึง 62.48%
    สะท้อนไปถึงกลุ่มโบรกเกอร์ที่เน้นฐานลูกค้ารายย่อย ที่อันดับมาร์เก็ตแชร์ตกไป เช่น บล.ฟินันเซีย ไซรัส จากที่เคยอยู่ในกลุ่มบิ๊ก 4 มาตลอดช่วงหลายปีหลัง แต่ ณ ไตรมาส 1/61 กลับลงไปอยู่ถึงอันดับ 9 หรืออย่าง บล.กสิกร และ บล.ธนชาติ ที่ไม่เคยหลุด TOP 10 ช่วง 5 ปีหลัง ก็หล่นลงไปอยู่ในอันดับที่ 13 และ 15 

*** วงการมั่นใจมาร์เกตแชร์หาย แต่กำไรยังโต เหตุวอลุ่มตลาดฯพุ่ง
    "เผดิมภพ สงเคราะห์" กรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย ระบุว่า กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ที่เน้นนักลงทุนรายย่อยนั้นได้รับผลกระทบจากมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนรายบุคคลลดลง จากเดิมอยุ่ระดับ 50-60% เหลือเพียงราว 40% ต้นๆเท่านั้น ขณะที่ระยะหลัง โปรแกรมเทรดอัตโนมัต หรือ "โรบอท" เข้ามามีบทบาทต่อตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ซึ่งมีปริมาณเม็ดเงินค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับขนาดตลาดหุ้นไทย จึงมีผลต่อวอลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ
    อย่างไรก็ตามมองว่าภาวะที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมกำไรมากนัก เพราะวอลุ่มรวมของตลาดเติบโตขึ้นเช่นกัน ปัจจุบันขึ้นมาถึงระดับเกือบ 7 หมื่นล้านบาทต่อวัน จากหลายปีที่ผ่านมาอยู่ในช่วงเฉลี่ย 4-5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
    เช่นเดียวกับ "ชาญชัย กงทองลักษณ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า ภาพรวมผลประกอบการของกลุ่มอุตสาหกรรมบริษัทหลักทรัพย์มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องไปอีก 2 ปีข้างหน้า เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    โดยมองว่าควรให้ความสำคัญของการเติบโตของผลประกอบการมากกว่าตัวเลขมาร์เก็ตแชร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก มีการปรับเปลี่ยนตลอด แต่ละโบรกเกอร์ควรให้ความสำคัญกับการบริหารภายในภายใต้ภาวการณ์แข่งขันของอุตสาหกรรมที่รุนแรง และพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมด้านบริการให้กับลูกค้ามากกว่า

*** สมาคมโบรกฯ แนะเร่งปรับตัวสู่ยุค 4.0
    "ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ" ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เพิ่มเติมว่า สมาชิกในอุตสาหกรรมต้องเร่งนำนวัตกรรมมาปรับใช้สำหรับการแข่งขันมากขึ้น 
    “บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรับตัวไม่ทัน อาจจะเหนื่อยนิดหน่อย แต่ไม่ตาย เพราะยังมีลูกค้าใหม่ที่ต้องการเข้ามาลงทุนอีกจำนวนมาก และไม่ได้กังวลเรื่องการแข่งขันลดค่าคอมมิชชั่นมากนัก แต่กังวลว่าจะพาโบรกเกอร์ให้ไปสู่ยุค 4.0 ได้อย่างไร
    ปัจจุบันมีนักลงทุนมาเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกว่า 1 ล้านบัญชี แต่เคลื่อนไหวแค่ประมาณ 4-5 แสนบัญชีเท่านั้น ในขณะที่กองทุนรวมมีมากถึง 5 ล้านบัญชี ในอนาคตจะหันมาลงทุนในหุ้นมากขึ้น เหมือนต่างประเทศ โบรกเกอร์ต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ที่สำคัญการมีเทคโนโลยีที่ดีจะช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูล ช่วยในการเรียนรู้ ทำให้เกิดการลงทุนง่ายและมากขึ้น 
    ส่วนกรณีที่เกรงว่าเทคโนโลยีเช่น AI (ปัญญาประดิษฐ์) จะมาแย่งงานนักวิเคราะห์ หรือ IC นั้นไม่น่ากังวล เพราะ AI ไม่สามารถเข้ามาทำงานแทน IC ได้ทั้งหมด นักวิเคราะห์มองอนาคตได้ ไปพบผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน รู้เรื่องการลงทุน และคาดการณ์กำไรได้ 
    ขณะที่ AI รู้เรื่องในอดีต แต่นักวิเคราะห์ต้องผสมผสานผลิตภัณฑ์การลงทุน และต้องทำงานเชิงลึกมากขึ้น รวมถึงนักกลยุทธ์ต้องคิดและนำเสนอบริการแปลกใหม่ให้กับลูกค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าอีกระดับหนึ่ง ส่วน IC จะต้องยกระดับให้มีการพัฒนาไปตามลูกค้า ได้ใบอนุญาตใหม่ ขายของได้มากขึ้น เช่น Investment Planner”

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด