ตลาดหุ้นไทยปีนี้ถือว่ามีความผันผวนสูงมาก จากต้นปีที่ดัชนีพุ่งทำสถิติใหม่ แต่กลับยืนระยะไม่ได้ แถมโดนถล่มขายจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีแกว่งตัวขึ้นลงแบบไร้ทิศทางและยากต่อการคาดการณ์ ชนิดที่เรียกว่าสามารถหักปากกาเซียนแบบรายวันเลยทีเดียว
ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวนมากต่างได้รับผลกระทบจากความผันผวนของดัชนี ซึ่งพบว่ามีถึง 35 บริษัทที่ปีนี้ราคาร่วงลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ (All time Low) ตั้งแต่เข้ามาซื้อขาย ดังนี้
หุ้นราคาดิ่งทำ All time Low |
ชื่อย่อหุ้น | จุดต่ำสุดใหม่ (บ.) | ราคาเคยขึ้นสูงสุด (บ.) | ราคาล่าสุด (บ.) |
EFORL | 0.03 | 1.98 | 0.07 |
NUSA | 0.2 | 3.11 | 0.32 |
CIG | 0.33 | 4.88 | 0.39 |
PACE | 0.33 | 4.05 | 0.52 |
RPC | 0.49 | 7.15 | 0.5 |
JSP | 0.53 | 4 | 0.54 |
UMS | 0.55 | 19.24 | 0.74 |
VPO | 0.59 | 4.16 | 0.64 |
NCH | 0.88 | 7.2 | 0.95 |
THRE | 0.98 | 7.35 | 1.01 |
CHO | 1.05 | 5.41 | 1.17 |
UEC | 1.1 | 11.75 | 1.55 |
NCL | 1.3 | 7 | 1.54 |
BTW | 1.37 | 5.9 | 1.79 |
ALLA | 1.45 | 4.06 | 1.55 |
SEAOIL | 1.53 | 11.28 | 2.16 |
NOK | 1.88 | 12.3 | 2.68 |
TSR | 2.06 | 8.88 | 2.14 |
NDR | 2.06 | 7.71 | 2.28 |
ITEL | 2.22 | 6.15 | 3.7 |
BIZ | 2.46 | 7.4 | 2.76 |
OTO | 2.5 | 10.8 | 2.96 |
TSE | 2.66 | 10.76 | 2.96 |
SCI | 2.7 | 13.1 | 3.02 |
COMAN | 3.1 | 14.4 | 4.1 |
SUTHA | 3.72 | 10.1 | 3.86 |
ICHI | 4.08 | 29.75 | 4.1 |
SYMC | 4.3 | 21.81 | 5.35 |
NYT | 4.94 | 10.1 | 5.1 |
AMA | 5.25 | 22.92 | 5.3 |
JWD | 6 | 15 | 7.5 |
BEC | 6.35 | 79.5 | 6.45 |
THREL | 7.05 | 18.2 | 7.65 |
TPBI | 7.95 | 19.2 | 8 |
BA | 11.4 | 27.5 | 12.4 |
*** ราคาหุ้นลดฮวบจากจุดสูงสุดมากกว่า 50%
35 บริษัทข้างต้นราคาหุ้นลดลงมากกว่า 50% จากระดับราคาสูงสุดที่เคยทำได้ โดย บมจ.อี ฟอร์ แอล เอม (EFORL) ลงไปต่ำสุดเหลือเพียง 0.03 บาท จากที่เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1.98 บาท เมื่อปี 57 หลังจากนั้นก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดก็ยังอยู่ระดับเพียง 0.07 บาท เท่านั้น
ฝั่งหุ้นขนาดใหญ่อย่าง บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) ก็ติดโผเข้ามาด้วย ลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ 6.35 บาท จากหุ้นที่เคยขึ้นไปสูงสุดถึง 79.50 บาท เมื่อปี 56 ซึ่งราคาก็ดิ่งลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ราคาล่าสุดก็ยังไม่มีทีท่าจะฟื้นอยู่ที่เพียง 6.45 บาท
เช่นเดียวกับ 2 หุ้นสายการบินอย่าง บมจ.สายการบินนกแอร์ (NOK) และ บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) ที่ลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ด้วยเช่นกัน รวมไปถึงหุ้นปรากฏการณ์อย่าง บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI) ที่เมื่อก่อนจะขายไอพีโอ มีนักลงทุนไปยืนรอต่อคิวเพื่อขอรับสิทธิซื้อหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จนตลาดแทบแตก ล่าสุดราคาเหลือ 4.1 บาท และลงไปต่ำสุดที่ 4.08 บาท ลดลงถึง 68% จากราคาไอพีโอที่ 13 บาท และลดลงถึง 86% จากราคาสูงสุดที่เคยทำได้ระดับ 29.75 บาท
*** 15 บจ.พานักลงทุนเจ๊ง 3 ปีติด
ขณะที่พบว่ามีถึง 15 บริษัทที่ผลตอบแทนจากราคาหุ้นลดลงต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป ประกอบด้วย
หุ้นผลตอบแทนราคาลดลง 3 ปีติด |
ชื่อย่อหุ้น | YTD (%) | ปี 60 (%) | ปี 59 (%) |
UMS | -56 | -37 | -7 |
ICHI | -55 | -11 | -17 |
BEC | -51 | -21 | -46 |
THRE | -43 | -15 | -24 |
TSR | -42 | -27 | -24 |
UEC | -30 | -14 | -7 |
NUSA | -29 | -2 | -28 |
BA | -27 | -25 | -2 |
JSP | -26 | -37 | -13 |
BTW | -24 | -27 | -14 |
CIG | -22 | -22 | -7 |
SEAOIL | -20 | -33 | -3 |
NYT | -14 | -18 | -9 |
NCH | -10 | -9 | -17 |
EFORL | 0 | -74 | -65 |
*** รายย่อยติดดอยเกิน 1.69 แสนราย
35 บริษัทข้างต้นมีนักลงทุนรายย่อยถือหุ้นรวม 1.69 แสนราย โดยมีถึง 11 บจ.ที่นักลงทุนรายย่อยถือหุ้นเกิน 5,000 ราย และ 4 บจ.รายย่อยถือหุ้นมากกว่า 1 หมื่นราย ดังนี้
รายย่อยที่ถือหุ้น All time Low |
ชื่อย่อหุ้น | ผถห.รายย่อย (ราย) |
EFORL | 16,571 |
ICHI | 15,075 |
BA | 15,012 |
BEC | 12,396 |
NOK | 9,246 |
JSP | 7,360 |
TSE | 7,147 |
NUSA | 6,360 |
PACE | 6,092 |
CHO | 5,779 |
RPC | 5,563 |
THRE | 4,680 |
THREL | 4,522 |
JWD | 4,066 |
SEAOIL | 3,864 |
SCI | 3,501 |
ITEL | 3,483 |
AMA | 3,040 |
NYT | 2,962 |
BTW | 2,750 |
VPO | 2,604 |
UEC | 2,579 |
CIG | 2,542 |
BIZ | 2,222 |
NCH | 2,194 |
ALLA | 2,179 |
NCL | 2,115 |
OTO | 2,087 |
TPBI | 2,041 |
TSR | 1,782 |
SYMC | 1,545 |
NDR | 1,538 |
COMAN | 1,519 |
UMS | 1,445 |
SUTHA | 1,391 |
รวม | 169,252 |
*** งบห่วยสาเหตุฉุดราคาหุ้นดิ่ง
"มงคล พ่วงเภตรา" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวลดลงทำจุดต่ำสุดใหม่ เนื่องจากผลประกอบการปรับตัวลดลง หลายบริษัทขาดทุนต่อเนื่อง และบางบริษัทพลิกจากกำไรเป็นขาดทุน ทำให้มีแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่องและทำให้ราคาหุ้นลดลง
ทั้งนี้ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลงบการเงินของกลุ่มบริษัทข้างต้นพบว่า ทุกบริษัทมีกำไรลดลง และมีถึง 11 บริษัทที่ยังขาดทุนต่อเนื่อง โดย NOK และ UMS เป็นบริษัทที่ขาดทุนต่อเนื่องสูงสุดมากกว่า 5 ปี ขณะที่ BEC, บมจ.เอสซีไอ อีเลคตริค (SCI) และ บมจ.เอ็น.ดี.รับเบอร์ (NDR) พลิกขาดทุนเป็นครั้งแรกในปีนี้
หุ้นงบเน่า |
ชื่อย่อหุ้น | กำไรปี 59 (ลบ.) | กำไรปี 60 (ลบ.) | กำไร 6M/61 (ลบ.) |
NOK | -2,795 | -1,854 | -857 |
NUSA | -202 | -241 | -259 |
PACE | -2,326 | 171 | -3,871 |
RPC | -69 | -37 | -43 |
CIG | -2 | -33 | -5 |
NCL | -8 | -8 | -2 |
NDR | 56 | 17 | -16 |
UMS | -58 | -91 | -29 |
BEC | 1,218 | 61 | -149 |
SCI | 163 | 21 | -2 |
NDR | 56 | 17 | -16 |
ด้าน "วิวัฒน์ เตชะพูลผล” รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้ เสริมว่า หลายบริษัทมีลักษณะเป็นหุ้นเก็งกำไรจากประเด็น Growth Stock ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพอนักลงทุนผิดหวังต่อผลการดำเนินงาน จึงมีแรงขายออกมา โดยเฉพาะช่วงที่ภาวะตลาดมีความผันผวนมากขึ้น ทำให้นักลงทุนเข้าสู่โหมด RISK OFF หรือตัดความเสี่ยงออก
อย่างไรก็ตาม แนะนำว่าหุ้นที่ปรับตัวลดลงแรงจนทุบสถิติ ไม่ควรรีบ “ซื้อ” หรือ “ขาย” ด้วยความตกใจ ต้องคิดเป็นลำดับอย่างรอบคอบ โดยหากเป็นบริษัทที่ผลประกอบการเข้าสู่ขาลงก็อาจจะพิจารณาหลีกเลี่ยงหรือตัดขัดทุนออกไป