ประเด็นร้อน

ปลุกผีหุ้นต่ำบาท แห่ดันราคาชนซิลลิ่ง ตลท.จ่องัดเกณฑ์คุมเข้ม

ปลุกผีหุ้นต่ำบาท แห่ดันราคาชนซิลลิ่ง ตลท.จ่องัดเกณฑ์คุมเข้ม

    ดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 62 เริ่มต้นปีได้ดีพอสมควร ข้อมูลล่าสุด (Year to date) ณ 25 ม.ค.62 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.82% โดยหุ้นในกลุ่ม SET50 เพิ่มขึ้น 3.94%, SET100 เพิ่มขึ้น 4.04% และ sSET เพิ่มขึ้น 4.29% 
    แต่สถิติที่น่าสนใจคือกลุ่มหุ้นขนาดเล็ก โดยเฉพาะที่ราคาต่ำกว่า 1 บาท ราคากลับปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง ซึ่งพบว่ามีถึง 40 บริษัท ราคาปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ขณะที่มี 17 บริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% และมี 7 บริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 30%

*** ส่อง 7 หุ้นราคาพุ่งทะลุ 30%
    สำหรับ 7 บริษัทที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเกิน 30% ประกอบด้วย

7 หุ้นจิ๋วราคาร้อนแรง

ชื่อย่อหุ้น

ตลาด

ราคาสิ้นปี 61 (.)

ราคาล่าสุด (.)

%CHG

MPG

mai

0.15

0.4

167

DCORP

mai

0.5

0.91

82

DIGI

SET

0.21

0.36

71

IRCP

mai

0.55

0.86

56

SMART

mai

0.95

1.4

47

FANCY

SET

0.64

0.86

34

CPT

SET

0.65

0.86

32

    จากตาราง บมจ.เอ็มพีจี คอร์ปอเรชั่น (MPG) ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 167% โดย ณ สิ้นปี 61 ราคาหุ้นอยู่ที่ 0.15 บาท ขณะที่ล่าสุดอยู่ที่ 0.40 บาท โดยเคยขึ้นไปสูงสุดระดับ 0.46 บาท
    อันดับ 2 คือ บมจ.ดีมีเตอร์ คอร์ปอเรชั่น (DCORP) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 82% ราคาสิ้นปี 61 อยู่ที่ 0.50 บาท ล่าสุด 0.91 บาท ขึ้นไปสูงสุด 1.06 บาท
    ขณะที่ บมจ.สมาร์ทคอนกรีต (SMART) ราคาวิ่งจนสามารถทะลุ 1 บาทไปเรียบร้อย โดยสิ้นปี 61 อยู่ที่ 0.95 บาท ล่าสุด 1.40 บาท เพิ่มขึ้น 47% 

*** 9 บริษัทวิ่งชนซิลลิ่ง
    ทั้งนี้เมื่อสำรวจความเคลื่อนไหวรายบริษัทในบรรดาหุ้นต่ำบาท 40 บริษัทที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นเกิน 10% ปรากฎว่ามี 9 บริษัทที่ราคาหุ้นดีดตัวภายในวันเดียวขึ้นแตะเพดานการซื้อขายระหว่างวัน (Ceiling) โดย 4 บริษัทขึ้นทำซิลลิ่งเกิน 2 ครั้งในรอบ 1 เดือน

9 หุ้นต่ำบาทราคาวิ่งแตะซิลลิ่ง

ชื่อย่อหุ้น

จำนวนครั้ง

ช่วงวันที่ (..62)

MPG

4

10-11, 16-17

DIGI

3

14-15, 17

AJA

3

9-11

DCORP

2

7, 21

IRCP

1

16

CPT

1

2

VPO

1

18

TSI

1

2

SPORT

1

15

    จากตาราง MPG สามารถทำซิลลิ่งติดต่อกันถึง 2 ช่วง คือ ระปว่างวันที่ 10-11 ม.ค. และ 16-17 ม.ค. รวมทั้งสิ้น 4 ซิลลิ่ง
    รองลงมาคือ บมจ.ดิจิตอลเทค แพลนเน็ต (DIGI) และ บมจ.เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี (AJA) กดไปบริษัทละ 3 ซิลลิ่ง โดย AJA ทำได้ถึง 3 วันติดต่อกัน

*** ส่วนใหญ่ไร้เหตุผลรองรับ
    ในบรรดากลุ่มบริษัทข้างต้นมีเพียง 3 บริษัท ที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหรือมีเหตุผลรองรับในการปรับขึ้นของราคาหุ้น คือ 1.DIGI เปลี่ยนโครงสร้างการถือหุ้นโดย "ปรเมษฐ์ รังรองธานินทร์" ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทขายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด 338.55 ล้านหุ้น คิดเป็น 21.42% ให้กับ "จิรวุฒิ คุวานันท์" เมื่อ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ "จิรวุฒิ คุวานันท์" ถือหุ้นเพิ่มเป็น 41.42% ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง และต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท  
    2.บมจ.ไทยเศรษฐกิจประกันภัย (TSI) ที่เปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นเช่นกัน โดย กลุ่มผู้ถือหุ้นของบริษัทได้ขายหุ้นบริษัทจำนวน 259.11 ล้านหุ้น สัดส่วน 23.95% ให้แก่บริษัท จีทีดอลลาร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เมื่อ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ "จีทีดอลลาร์ (ไทยแลนด์)" กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 
    3.บมจ.ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์ (CPT) มีการเข้าเก็บหุ้นของ "สมศักดิ์ หลิมประเสริฐ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จำนวน 13.20 ล้านหุ้น มูลค่ารวมราว 10 ล้านบาท ช่วงราคาที่ซื้อ 0.7-0.79 บาท
    นอกจากนั้น MPG ที่ราคาพุ่งขึ้นถึง 167% แถม 4 ซิลลิ่ง กลับไม่มีเหตุผลสำคัญมาสนับสนุน โดย "ทองอยู่ ถาวรสกุลชัย" เลขานุการบริษัท ชี้แจงเพียงว่า ไม่ทราบสาเหตุที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นและยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจใด ๆ ที่มีนัยสำคัญ
    ด้าน DCORP มีข่าวเดียวคือหยุดโครงการ “ฮีโร่ เอ็กซ์พีเรียนซ์” ที่แจ้งเมื่อ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา
    ส่วน AJA ที่กดไป 3 ซิลลิ่งติดต่อกัน เกิดขึ้นหลังจากผู้บริหารกลุ่มใหม่แถลงแผนธุรกิจใหม่ "โลจิสติกส์" ร่วมกับกลุ่มอาลีบาบา ถือเป็นการดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นร่วงจาก 0.36 บาท ลงไปต่ำสุดถึง 0.13 บาท หรือลดลง 64% เพราะกลุ่มผู้บริหารเดิมนำโดย “อมร มีมะโน” และ “พิภัทร์ ปฏิเวทภิญโญ”  โดนคดีปั่นหุ้นครั้งประวัติศาสตร์
    และที่เหลือแทบไม่มีข่าวหรือข้อมูลใด ๆ ปรากฎในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และหลายบริษัท "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" พยายามติดต่อผู้บริหาร ก็ไม่สามารถติดต่อได้

*** ผงะพบงบการเงินสุดเน่า
    ขณะที่เมื่อสำรวจงบการเงินกลุ่มหุ้นข้างต้นพบว่าเกือบทั้งหมดยังขาดทุนต่อเนื่อง โดยมี 4 บริษัทติดเครื่องหมาย C จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

งบการเงินหุ้นร้อนแรง

ชื่อย่อหุ้น

เครื่องหมายเตือน

กำไร 59

(ลบ.)

กำไร 60 (ลบ.)

กำไรQ3/61 (ลบ.)

MPG

C

-98

-69

-52

DCORP

-

-86

-207

-275

DIGI

C

-109

-169

-265

IRCP

-

-101

-3

-23

SMART

-

-37

-74

-20

FANCY

-

-138

-87

-123

AJA

-

355

-410

-5

VPO

-

-212

-196

-35

TSI

C

-183

-116

-50

SPORT

C

-358

-200

-125

*** กูรูชี้ขึ้นด้วยแรงเก็งกำไร พื้นฐานยังน่าห่วง แนะหลีกเลี่ยง
    "ประกิต  สิริวัฒนเกตุ"  ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ระบุว่า ช่วงเดือนนี้มีแรงเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็กค่อนข้างมาก คาดว่าน่าจะมาจากภาวะตลาดหุ้นโดยรวมยังผันผวน จึงส่งผลให้มีเม็ดเงินบางส่วนหันไปหาช่องทางเก็งกำไรแทน สะท้อนจากก่อนหน้านี้มีการเก็งกำไรใน DW หรือ Warrant ค่อนข้างสูง             
    "เม็ดเงินใหม่ๆ ในตลาดหุ้นมีน้อย ส่งผลให้หลายคนหันมาเก็งกำไรกันแค่ช่วงสั้นๆ ในหุ้นขนาดเล็ก ซึ่งด้วยความที่ราคาต่ำ ช่วงกำไรจึงน่าสนใจในการเข้าเก็งกำไร อย่างไรก็ตามอยากเตือนให้นักลงทุนที่เข้าลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ระมัดระวังการลงทุนให้มาก หรือหลีกเลี่ยง เพราะค่อนข้างอันตราย ไม่มีปัจจัยทางพื้นฐานรองรับ สภาพคล่องต่ำ" ประกิต กล่าว
    ด้าน "ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ" นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่า ราคาหุ้นขนาดเล็กที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง เกิดจากแรงเก็งกำไรตามข่าว โดยเฉพาะเรื่องการเทคโอเวอร์ นักลงทุนต้องความระมัดระวัง เพราะการเปลี่ยนกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ แต่ยังไม่มีการประกาศแผนธุรกิจที่ชัดเจน ก็ยังไม่ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐาน แต่ราคาหุ้นกลับปรับขึ้นไปอย่างร้อนแรงล่วงหน้า
    ทั้งนี้ มองว่า ตลท. ควรจัดเวทีให้บริษัทดังกล่าวเข้ามาแถลงการณ์ว่าแผนของผู้บริหารและธุรกิจใหม่ที่จะทำเป็นอย่างไร เพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน
    "คณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์" ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน เสริมว่า ราคาหุ้นขนาดเล็กที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากเข้าช่วงฤดูประกาศผลประกอบการ ซึ่งทำให้เกิดแรงซื้อเก็งกำไรดักก่อนที่งบจริงจะออกมา แต่มองว่านักลงทุนที่เข้าไปเก็งกำไรหุ้นกลุ่มนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะส่วนใหญ่มักไม่มีสภาพคล่อง โดยหากประเด็นที่เก็งกำไรไม่เกิดขึ้นจริงอาจจะมีแรงขายทิ้งแบบแรง ๆ เกิดขึ้นได้
    ด้าน "อนุรักษ์ บุญแสวง" หรือ โจลูกอีสาน อดีตนายดสมาคมนักลงทุนหุ้นเน้นคุณค่า (VI) เสริมว่า ช่วงที่ตลาดหุ้นไทยไซด์เวย์ ถือเป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนจะเข้าไปเก็งกำไรหุ้นขนาดเล็ก  เพราะใช้เงินน้อยและสามารถควบคุมได้ หากได้กำไร 5-10% ก็คุ้มแล้ว ทั้งนี้นักลงทุนรายย่อย ไม่ควรเข้าไปยุ่ง เพราะช่วงที่เข้าไปซื้ออาจจะเป็นช่วงที่ราคาหุ้นได้ปรับเพิ่มขึ้นไปมากแล้ว 
    "การเคลื่อนไหวหวือหวาของหุ้นต่ำบาทช่วงนี้เชื่อว่า ไม้แรกน่าจะเป็นลักษณะของการเข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุนขาใหญ่หรือผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการลงทุนสูง รวมถึงอาจเป็นผู้ลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นมานานแล้ว จึงรู้ลักษณะของการลงทุนว่าช่วงนี้เหมาะที่จะดันราคาหุ้นขนาดเล็ก เพราะใช้เงินไม่เยอะมากในการไล่ซื้อและหากนักลงทุนรายย่อยเห็นหุ้นขึ้นแรงๆ ก็เข้าตาม ซึ่งถือว่าเป็นจังหวะที่อันตรายมากๆ
    หุ้นพวกนี้ที่ไม่ค่อยมีสภาพคล่อง ซึ่งการที่แห่ปรับตัวขึ้นมาสันนิษฐานได้เลยว่าอาจมีการทำราคาขึ้นเพื่อรอการขาย สัญญาณที่จะเห็นบ่อยคือการดันราคาก่อนที่จะตามมาด้วยสตอรี่ ส่วนตัวมองว่าหุ้นต่ำบาทปกติก็ไม่น่าเล่นอยู่แล้ว เพราะพวกนี้ขึ้นเร็วลงเร็วกว่า ต้องหลีกเลี่ยง เพราะจะได้ไม่คุ้มเสีย" 
โจ ลูกอีสาน เสริม

*** ตลท.เล็งทบทวนเกณฑ์คุมหุ้นจิ๋ว
    "ภากร ปีตธวัชชัย" กรรมการและผู้จัดการ ตลท. ระบุว่า ตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างทบทวนว่ามาตรการต่าง ๆ ที่มีในปัจจุบันเพียงพอหรือไม่ และควรต้องปรับปรุงช่องโหว่ใดบ้าง เพื่อเป็นการปกป้องนักลงทุน 
    "การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นขนาดขนาดเล็กที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงช่วงนี้ ทางตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ติดตามดูการซื้อขายอย่างใกล้ชิด โดยเจ้าหน้าที่ได้จับตาดูในทุกบริษัททั้งหุ้นขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ แต่ที่ผ่านมาอาจยังไม่เห็นหุ้นเหล่านี้เข้ามาตรการกำกับการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ เนื่องจากยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ของมาตรการที่กำหนดไว้ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์เองกำลังทบทวนว่า มาตรการที่มีอยู่ควรต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่ แต่ทั้งนี้ในเบื้องต้นยังไม่มีการปรับเปลี่ยนใดๆ หากมีความคืบหน้า จะรีบแจ้งให้ผู้ลงทุนได้รับทราบทันที
    นักลงทุนเองก็ควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบก่อนลงทุน หากดูแล้วไม่มีเหตุผลที่เพียงพอที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็ควรหลีกเลี่ยง"
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าว







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด