ประเด็นร้อน

4 โบรกฯ ชี้เป้า 22 หุ้น Top pick ปี 64

4 โบรกฯ ชี้เป้า 22 หุ้น Top pick ปี 64

เปิดโผ 22 หุ้น Top Pick ปี 64 จาก 4 โบรกเกอร์ ลุยลงทุนดักวัคซีนป้องกันโควิด-19 เชื่อดันเศรษฐกิจฟื้นตัว เน้นธีม Value-Laggard-ปันผล เหตุเป็นเป้า Fund Flow ต่างชาติที่มีแนวโน้มไหลเข้าต่อเนื่อง ส่วนใหญ่กำไรโตแจ่ม แถมมีอัพไซด์ระดับ 9-58% GULF-BDMS-KBANK-JWD ฮ็อตถูกเชียร์มากกว่า 1 โบรกฯ


*** "ฟินันเซียฯ" เปิดโผ 7 หุ้นเด่น 3 ธีมลงทุน


บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินว่า หุ้น Value Play จะยัง Outperform หุ้น Growth จาก Valuation ที่ถูกกว่า โดยแนะนำลงทุน 3 ธีม ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งจะได้ประโยชน์ตรงจากโควิด-19 ที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง, กลุ่มที่รับประโยชน์จากการบริโภคที่ฟื้นตัวในปีนี้ และ กลุ่มกระแสรักสุขภาพซึ่งจะได้รับผลบวกจากความสำเร็จของวัคซีนโควิด-19 โดยมีหุ้น TOP Pick ทั้งหมด 7 บริษัท ได้แก่
 

หุ้น TOP Pick จาก บล.ฟินันเซีย ไซรัส

ชื่อย่อหุ้น

ราคาเหมาะสม (บ.)

%อัพไซด์*

กำไรปี 64 (ลบ.)

%chg YoY

%Div. Yield ปี 64

BDMS

28

35

8,850

14

1.7

BEM

11

33

4,162

106

1.7

M

63

28

2,307

117

2.28

KBANK

144

27

26,050

17

2.9

JWD

10

20

358

22

3.12

MTC

70

19

6,008

24

0.9

SYNEX

17

13

713

18

0.5

* เทียบราคาล่าสุด (30 ธ.ค.63)


หุ้น Top Pick ของ บล.ฟินันเซีย ไซรัส มีอัพไซด์ 13-35% หรือเฉลี่ย 25% เมื่อเทียบราคาเหมาะสมกับราคาล่าสุด (30 ธ.ค.63) และทุกบริษัทแนวโน้มกำไรสุทธิปี 64 จะเติบโตจากปี 63 ตั้งแต่ 14-117% หรือเฉลี่ย 45%

บมจ.เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป (M) : กำไรจะเติบโตสูงถึง 117% แตะ 2,307 ล้านบาท ซึ่งมองว่าธุรกิจจะสามารถฟื้นตัวกลับไปเหมือนก่อนการระบาดของโควิด-19 หากเริ่มมีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดยเริ่มเห็นรายได้ฟื้นตัวต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3/63 เป็นต้นมา ขณะที่ M เป็นหุ้นในธุรกิจอาหารที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งที่สุด ไม่มีภาระหนี้เลย มีเงินสดและสินทรัพย์ใกล้เคียงเงินสด ณ สิ้นไตรมาส 3/63 ถึง 6.8 พันล้านบาท (คิดเป็น 7.4 บาท/หุ้น) สะท้อนสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง โดยราคาเหมาะสมที่ 63 บาท มีอัพไซด์จากราคาล่าสุดถึง 28% และมีแนวโน้มอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ปี 64 ที่ 2.28%

บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) : คาดกำไรปี 64 จะเติบโตระดับ 106% แตะ 4,162 ล้านบาท คาดว่าหลังความสำเร็จของวัคซีนป้องกันโควิด-19 ธุรกิจของ BEM จะฟื้นตัวกลับไปอยู่ในระดับก่อนการระบาด ขณะที่การชุมนุมทางการเมืองหากไม่รุนแรงและไม่ยืดเยื้อ บรรยากาศการลงทุนใน BEM ควรกลับสู่ปกติ ประเมินราคาเหมาะสม 11 บาท มีอัพไซด์จากราคาล่าสุดถึง 33% 

บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD) : คาดกำไรปี 64 เติบโต 22% เป็น 358 ล้านบาท จากการขยายตัวของธุรกิจเดิม และรับรู้รายได้เต็มปีจากคลังสินค้า 3 แห่ง ซึ่งจะแล้วเสร็จในไตรมาส 1/64 รวมถึงธุรกิจ Barge Terminal ที่คาดว่าจำนวนตู้ให้บริการจะเพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นตู้ต่อเดือน และ ธุรกิจ Self-Storage ที่ปัจจุบันมี 5 สาขา คิดเป็นพื้นที่ 1 หมื่นตารางเมตร โดยคาดว่าจะให้  Dividend Yield ปี 64 ที่ 3.12% ราคาเหมาะสม 10 บาท มีอัพไซด์ถึง 20%

ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) : คาดหุ้นกลุ่มแบงก์จะได้ประโยชน์อย่างสูงจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 และ KBANK เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในกลุ่ม เพราะกำไรจะฟื้นตัวระดับ 17% เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 10% เพราะ KBANK ได้จัดสรรสำรองเชิงรุกตั้งแต่ปี 63 ซึ่งหากคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น KBANK จะเติบโตได้อย่างรวดเร็วและยั่งยื่นจากรากฐานด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ขณะที่คาดว่า KBANK จะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์รายใหญ่จากกระแสการไหลกลับของเงินทุนต่างประเทศ ประเมินราคาเหมาะสมที่ 144 บาท มีอัพไซด์ถึง 27%

บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) : การขายหุ้น บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) จะทำให้ส่วนแบ่งรายได้หายไป 5-7% ของกำไรจากการดำเนินงาน แต่จะลดต้นทุนการเงินได้ราว 5% หลังนำกำไรพิเศษจากการขายไปชำระคืนหนี้ โดยมองว่ากลยุทธ์การขายดังกล่าวสมเหตุสมผลหลัง BDMS ไม่ประสบความสำเร็จในการครอบงำกิจการ BH แต่ศักยภาพการแข็งขันในธุรกิจของ BDMS ยังคงแข็งแกร่งในระยะยาว โดยเฉพาะการบริหาร EBITDA Margin ได้ดีขึ้นต่อเนื่อง ประเมินราคาเหมาะสมที่ 27 บาท มีอัพไซด์ถึง 35%

บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) : เป็นหุ้นที่ยังเติบโตสูงและมีความเสี่ยงต่ำ เพราะมีคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี NPL ต่่ำสุดและ Coverage Ratio สูงเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม ขณะที่ความต้องการสินเชื่อยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องท่ามกลางโควิด-19 คาดกำไรปี 64 เติบโต 24% ประเมินราคาเหมาะสม 70 บาท มีอัพไซด์ 19%

บมจ.ซินเน็ค (ประเทศไทย) : ตลาด Eenterprise ปี 64 สดใสต่อยอดขายและอัตรากำไรของ SYNEX จากการขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการมาของ 5G ขณะที่อุตสาหกรรม Gaming ยังเติบโตต่อเนื่อง โดย SYNEX มี Product Mix ที่หลากหลาย คาดกำไรปี 63-65 เติบโตเฉลี่ย 17% ประเมินราคาเหมาะสม 17 บาท


*** "หยวนต้าฯ" ชี้เป้า 6 หุ้นแจ๋วปี 64


บทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า ปี 64 เป็นปีแห่งการฟื้นตัว ทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย โดยมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นปัจจัยบวกสำคัญ โดยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่ม Value & Laggard Play และกลุ่ม Vaccine Play โดยมีหุ้น Top Pick ดังนี้
 

หุ้น TOP Pick ปี 64 จาก บล.หยวนต้า

ชื่อย่อหุ้น

ราคาเหมาะสม (บ.)

%อัพไซด์*

กำไรปี 64 (ลบ.)

%chg YoY

%Div. Yield ปี 64

JWD

13.2

58

405

28

3.4

CRC

42

37

6253

1,273

1.3

BJC

47

35

7016

84

2.4

SHR

3.08

25

-445

75

N/A

BDMS

24.3

17

9495

51

1.5

KKP

60

16

6057

13

7.8

* เทียบราคาล่าสุด (30 ธ.ค.63)


6 บริษัทข้างต้นมีอัพไซด์จากราคาเหมาะสม 16-58% หรือเฉลี่ย 31% ขณะที่กำไรปี 64 จะเติบโต 13%-1,273%YoY 

บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) : เริ่มเห็นการฟื้นตัวจากโควิด-19 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3/63 คาดฟื้นตัวเต็มที่ในปี 64 จากความสำเร็จของวัคซีนฯ ขณะที่การปรับรูป แบบระหว่าง CDS และ ROBINSON ถือเป็น Synergy ที่เห็นผลตอบรับดี ส่งผลให้ยอดขาย-มาร์จิ้นเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การใช้บริการแบบ Omni Channel ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดกำไรปี 64 ฟื้นตัวระดับ 1,273% แตะ 6,253 ล้านบาท ราคาเหมาะสม 42 บาท มีอัพไซด์ถึง 37%

บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD) : อัพไซด์สูงถึง 58% จากราคาเหมาะสมที่ 13.2 บาท ซึ่ง ณ 30 ธ.ค.63 อยู่ที่ 8.35 บาท โดยจะได้อานิสงส์การฟื้นตัวกลุ่มยานยนต์ที่เติบโตกว่าปกติรับตลาดขาขึ้น และลูกค้าเกือบทุกแบรนด์เป็นลูกค้า JWD ทั้งสิ้น ขณะที่กลุ่มสินค้าควบคุมอุณหภูมิจะเป็นปีที่เติบโตทั้งจากลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ประเมินกำไรสุทธิปีนี้เติบโต 28% แตะ 405 ล้านบาท

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) : เป็นหุ้นปันผลสูง คาด Dividend Yield ปี 64 ระดับ 7.8% สูงสุดในกลุ่ม โดยเป็นแบงก์ที่มีโอกาสปรับตัวได้ดีในตลาดขาขึ้น คาดกำไรสุทธิเติบโต 16% หลังการตั้งสำรองผ่อนคลายลง และรายได้ค่าธรรมเนียมฝั่งตลาดทุนทยอยฟื้นตัวขึ้น ประกอบกับมีดีล IPO ขนาดใหญ่ของ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ช่วงต้นปี 

บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) : เห็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปของผลประกอบการ คาดยอดขายธุรกิจ Non-Retail เริ่มมีคำสั่งซื้อทั้งในและต่างประเทศ และมีโอากาศขยายฐานลูกค้าต่อเนื่องโดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม ประเมินกำไรปี 64 เติบโต 84%YoY เป็น 6,057 ล้านบาท ราคาเหมาะสมที่ 47 บาท มีอัพไซด์ 35%

บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) : เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้สถานที่โรงพยาบาลเป็นที่กักตัว คาดผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วเมื่อปี 63 และจะเติบโตโดดเด่นในปีนี้ จากโควิด-19 ในต่างประเทศที่คลี่คลายขึ้น หลังความสำเร็จของวัคซีน คาดกำไรสุทธิเติบโต 51% เป็น 9,495 ล้านบาท ราคาเหมาะสม 24.3 บาท มีอัพไซด์ 17%

บมจ.เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (SHR) : คาด EBITDA เร่งตัวกลับสู่ภาวะปกติที่ 1.6 พันล้านบาทภายใน 2 ปี สะท้อนการฟื้นตัวของ Portfolio รวม ขณะที่ฐานะการเงินแข็งแกร่ง หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (IBD/E) ณ สิ้นไตรมาส 3/63 อยู่ที่เพียง 0.5 เท่า เงินสดในมือราว 2.4 พันล้านบาท สร้างโอกาสเข้าซื้อกิจการได้อีกอย่างน้อย 2 หมื่นล้านบาท แม้ประเมินว่ากำไรสุทธิจะยังขาดทุน 445 ล้านบาท แต่ขาดทุนลดลงจากระดับ 1,754 ล้านบาทในปี 63 หรือกำไรดีขึ้น 75%  ขณะที่ราคาหุ้นซื้อขายที่ P/BV เพียง 0.5 เท่า ต่ำกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ ให้ราคาเหมาะสมที่ 3.08 บาท มีอัพไซด์ 25%


*** "โนมูระฯ" เปิด 8 หุ้น Best Pick ปี 64


บทวิเคราะห์ บล.โนมูระ พัฒนสิน แนะนำเลือกลงทุนหุ้นที่ได้รับผลบวกจาก วงจรเศรษฐกิจโลก, การ Restocking, Green Energy, วงจรขาขึ้นของเอเชีย, การฟื้นตัวการค้าโลก และ Value & Laggard โดยคัดเลือก 8 หุ้น Best Pick สำหรับปี 64 ดังนี้
 

หุ้น TOP Pick จาก บล.โนมูระ พัฒนสิน

ชื่อย่อหุ้น

ราคาเหมาะสม (บ.)

%อัพไซด์*

กำไรปี 64 (ลบ.)

%chg YoY

%Div. Yield ปี 64

CENTEL

33

39

-611

64

N/A

CPALL

75

29

20948

23

1.8

KCE

53

28

1993

64

3.08

SCGP

50

20

8064

29

0.88

TOP

61

17

6141

201

2.76

SCC

430

14

43983

43

4.6

PTT

47.5

12

100118

119

4.62

GULF

37.5

9

8591

134

1.03

* เทียบราคาล่าสุด (30 ธ.ค.63)


ทั้ง 8 บริษัทมีกำไรเติบโตโดดเด่นระดับ 23-201% หรือเฉลี่ย 85% ขณะที่ราคาหุ้นมีอัพไซด์ 9-39% หรือเฉลี่ย 21%

บมจ.ไทยออยล์ (TOP) : หลังการมีวัคซีนจะหนุน Spread ปิโตรเลียม เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อค่าการกลั่นซึ่งผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ขณะที่ภาวะ Oversupply ฝั่งอะโรเมติกส์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คาดปี 64 จะพลิกกำไร 6,141 ล้านบาท จากขาดทุน 6,096 ล้านบาทในปี 63 ซึ่งเป็นหุ้นที่น่าสนใจกลุ่มธุรกิจกลางน้ำ ตาม Demand ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นหลังโควิด-19 คลี่คลาย และเป็นหุ้นที่เป็นเป้าหมาย Fund Flow 

บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) : คาดขาดทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือ -611 ล้านบาทในปี 64 จาก -1,704 ล้านบาทในปี 63 โดยมองว่ากลุ่มท่องเที่ยวแม้ฟื้นช้า แต่ผ่านจุดเลวร้ายไปแล้ว ขณะที่ฐานะการเงิน CENTEL ยังแข็งแกร่ง มีโอกาสซื้อธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แนะนำสะสมล่วงหน้าระยะกลาง-ยาว แต่ระวังราคาอาจจะผันผวนช่วงประกาศงบการเงินปี 63 ประเมินราคาเหมาะสมปี 64 ที่ 33 บาท มีอัพไซด์ 39% 

บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) : เป็นหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีศักยภาพการเติบโตดีทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีกำลังการผลิตในมือสูงสุดในกลุ่ม และจะได้ประโยชน์จากนโยบาย Green Energy ของ "โจ ไบเดน" ประธานาธิบดีคนใหม่สหรัฐฯ ซึ่งจะหุ้นการเติบโตระยะยาว และเป็นหุ้น Big Cap ที่โดดเด่น มี Track Record ในต่างประเทศและมีการกระจายธุรกิจไปยังโครงสร้างพื้นฐานอื่นต่อเนื่อง คาดกำไรปี 64 เติบโต 134% แตะ 8,591 ล้านบาท 

บมจ.ปตท.(PTT) : คาดกำไรปี 64 เติบโต 119% แตะ 1 แสนล้านบาท จากธุรกิจพลังงานทั้งต้นน้ำ-ปลายน้ำฟื้นตัวทั้งหมด และ Stock Loss ลดลงมาก ขณะที่การนำ OR เข้าระดมทุนจะช่วยปลดล็อคมูลค่าธุรกิจในระยะกลาง-ยาว และเป็นหนึ่งในหุ้นที่ เป็นเป้าหมาย Fund Flow ต่างชาติ

บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) : ภาพรวมธุรกิจแข็งแกร่งครบวงจรทั้งในระยะกลาง-ยาว มีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง คาดกำไรปี 64 เติบโต 23% จากการบริโภคในประเทศฟื้นตัว ราคาหุ้นปัจจุบันยัง Laggard มาก และ เป็นเป้าหมาย Fund Flow ประเมินราคาเหมาะสม 75 บาท มีอัพไซด์ 29%

บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) : อุตสาหกรรมฟื้นตัวแรง ยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งในยุโรปและจีนฟื้นตัวใกล้กลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 เป็นหุ้นกลุ่มตัวแทนเทคโนโลยีแบบไทย ๆ ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง คาดกำไรปี 64 เติบโต 64% ราคาเหมาะสมที่ 53 บาท มีอัพไซด์ 28%

บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP)  : เป็นหุ้น Mega Trend ที่นำตลาดบรรจุภัณฑ์ครบวงจรที่ใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ คาดกำไรปี 64-65 โตเฉลี่ย 17% สูงกว่ากลุ่มฯ ที่คาดเฉลี่ย 11% ราคาเหมาะสม 50 บาท มีอัพไซด์ 20%

บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) : ธุรกิจแข็งแกร่งมาก รับประโยชน์จากภาวะน้ำมันราคาต่ำ คาดกำไรปี 64 ฟื้นตัว 43% หนุนจากทุกกลุ่มธุรกิจ ขณะที่การนำ SCGP เข้าระดมทุน จะปลดล็อคมูลค่าธุรกิจในระยะกลาง-ยาว


*** "เอเซีย พลัส" ชี้เป้า 5 หุ้นเด่น


บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว ขณะที่ Fund Flow มีแนวโน้มไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องในระยะกลาง-ยาว กลยุทธ์การลงทุนให้เลือกหุ้นขนาดใหญ่ที่คาดหวังการเติบโตในปี 64 และหุ้นปันผลสูง โดยแนะนำ 5 หุ้น Top Pick ดังนี้ 
 

หุ้น TOP Pick จาก บล.เอเซีย พลัส

ชื่อย่อหุ้น

ราคาเหมาะสม (บ.)

%อัพไซด์*

กำไรปี 64 (ลบ.)

%chg YoY

%Div. Yield ปี 64

DCC

3.15

42

1,637

2

8

ADVANC

220

25

27,043

-2

3.6

AP

8.35

15

3,752

-8

6.2

GULF

38.5

12

7,836

104

1.2

KBANK

126

12

21,833

21

1.7

* เทียบราคาล่าสุด (30 ธ.ค.63)


บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) : เป็นหุ้นขนาดใหญ่กลุ่มโรงไฟฟ้าที่มี Backlog ถึง 5.1 พันเมกะวัตต์ สูงสุดในกลุ่ม ทยอยรับรู้ถึงปี 2570 ขณะที่กำไรสุทธิปี 64 จะเติบโตถึง 104% ทำสถิติใหม่ระดับ 7,836 ล้านบาท จากโครงการใหม่ที่ทยอยผลิตเชิงพาณิชย์ปีนี้ 1.4 พันเมกะวัตต์ รวมทั้งจะรับรู้รายได้จากปันผลของ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนการถือหุ้นที่ 14.4% จาก 8% ในปี 63 นอกจากนี้จะเริ่มรับรู้กำไรจากการเข้าซื้อหุ้น 40% ของ PTT NGD ราคาเหมาะสมที่ 38.5 บาท มีอัพไซด์ราว 12%

ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) : คาดกำไรสุทธิเติบโตถึง 21% จากปี 63 อยู่ที่ 2.18 หมื่นล้านบาท ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ P/BV เพียง 0.66 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 12 ปี แนะนำ "ซื้อ" ราคาเหมาะสม 126 บาท โดย KBANK มีการตั้งสำรองสูงและปรับตัวเข้าสู่ยุค Digital ค่อนข้างดี และเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมจาก Fund Flow ต่างชาติ

ขณะที่อีก 3 หุ้น Top Pick แม้กำไรปี 64 จะลดลงหรือเติบโตไม่มาก แต่เป็นหุ้นปันผลสูงและความผันผวนของราคาต่ำ ประกอบด้วย บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC), บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP) และ บมจ.ไดนาสตี้เซรามิค (DCC) คาดอัตราปันผลตอบแทนปี 64 ที่ 3.6%, 6.2% และ 8% ตามลำดับ

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด