สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ประเด็นร้อน

| 21 พฤษภาคม 2561 | 10:05

กูรูรุมหั่นเป้ากำไร บจ. พบ 234 บริษัทผลงานทรุด-พลิกขาดทุน

กูรูรุมหั่นเป้ากำไร บจ. พบ 234 บริษัทผลงานทรุด-พลิกขาดทุน

    ผ่านพ้นช่วงประกาศผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ประจำไตรมาส 1/61 ไปแล้ว โดย บจ.มีกำไรสุทธิรวม 2.85 แสนล้านบาท เติบโต 11.2% จากไตรมาส 4/60  แต่กลับลดลง 1.93% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แม้ไตรมาสนี้หลาย บจ.มีกำไรพิเศษเข้ามาเสริม แต่ก็ไม่ได้ช่วยผลักดันผลประกอบการโดยรวม แถมยังอาจจะได้รับผลกระทบจากการลดค่าธรรมเนียมกลุ่มแบงก์ในอนาคตอีกด้วย
    ประเด็นเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญทำให้บรรดานักวิเคราะห์เริ่มปรับลดเป้าหมายการเติบโตของกำไร บจ.

*** วงการแห่ปรับลดกำไร บจ.
    "ภรณี ทองเย็น" อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ระบุว่า สมาคมนักวิเคราะห์อยู่ระหว่างการปรับลดคาดการณ์การเติบโตกำไรสุทธิ บจ.ปีนี้ เบื้องต้นคาดว่าจะเหลือโตเฉลี่ย 7% จากเดิมคาดโตถึง 14% ผลกระทบหลักมาจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ยกเลิกค่าธรรมเนียม ซึ่งจะทำให้กำไรแบงก์ใหญ่ 6 แห่ง ลดลงเฉลี่ยกว่า 5%
    ด้าน "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เสริมว่า กำไ รบจ.ไตรมาส 1/61 ที่ออกมา 2.85 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 11.2% เทียบกับไตรมาส 4/60 แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนกลับลดลง 1.93% ที่สำคัญไตรมาสนี้มีกำไรพิเศษจากหลายบจ. เช่น บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) บันทึกกำไรจากการขายบริษัทย่อย 1.83 หมื่นล้านบาท, บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ได้ประโยชน์ทางภาษีจากเงินบาทแข็งค่า 4,400 ล้านบาท เป็นต้น หากคิดเฉพาะผลการดำเนินงานปกติจะปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่ง บล.เอเซีย พลัส ได้ปรับลดกำไร บจ.ปีนี้เหลือ 110 บาทต่อหุ้น หรือเติบโต 11% จากเดิมคาด 112.4 บาทต่อหุ้น หรือโต 13%
    ส่วนนักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง เผยว่า ขณะนี้ Bloomberg Consensus เริ่มมีการปรับลดกำไร บจ.ลงเหลือประมาณ 110 บาทต่อหุ้น จากต้นปีราว 112 บาท ต่อหุ้น แม้จะยังปรับลดไม่มาก  แต่เริ่มมีสัญญาณเชิงลบในหุ้นหลายกลุ่ม เช่น อาหารและเครื่องดื่มที่ถูกกดดันจากราคาเนื้อสัตว์ในประเทศตกต่ำ สวนทางต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น หรือกลุ่มสื่อสารยังถูกปรับประมาณกำไรลงมา อย่างไรก็ตามเนื่องจาก บล.บัวหลวงได้ประเมินกำไร บจ.ปีนี้อยู่ที่ 110 บาท/หุ้น อยู่แล้ว จึงยังไม่ได้มีการปรับประมาณการณ์ในไตรมาสนี้
    ด้าน "มงคล พ่วงเภตรา" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุน บล. เคทีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ได้มีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตกำไรสุทธิ บจ.ปีนี้เหลือ 5-6% จากเดิม 9% เนื่องจากผลประกอบการไตรมาส 1/61 ที่ออกมาต่ำกว่าที่คาด ซึ่งยังไม่รวมผลกระทบการยกเว้นค่าธรรมเนียมของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะเริ่มรับรู้ตั้งแต่ไตรมาส 2/61 เป็นต้นไป 
    ขณะที่กลุ่มพลังงานและกลุ่มปิโตรเคมี แม้กำไรโดยรวมคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นมากตามทิศทางราคาน้ำมัน แต่น่าจะลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะจะไม่มีการบันทึกรายการพิเศษจำนวนมาก อาทิ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) และการประกันความเสี่ยงจากราคาน้ำมันเหมือนปีก่อน เป็นต้น

โบรกปรับลดคาดการณ์ EPS Growth ปี 61

บริษัทหลักทรัพย์

คาดการณ์ EPS Growth ล่าสุด (%)

คาดการณ์ EPS Growth ต้นปี (%)

เอเซีย พลัส

11

14

เคทีบี

5-6

9.5

ยูโอบี

7-8

10

กสิกร

11

12

    นอกจากนี้พบว่าหลาย บจ.มีกำไรลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงบางบริษัทพลิกขาดทุน

*** เปิดโผ 20 อันดับหุ้นกำไรทรุดหนัก    
    ทั้งนี้ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลเพิ่มเติมพบว่ามีถึง 199 บจ.ที่กำไรสุทธิ Q1/61 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มากกว่าไตรมาส 1/60 ที่มี 187 บริษัท รวมทั้งมีบริษัทที่พลิกขาดทุนในไตรมาส 1/61 รวมจำนวน 35 บริษัท
    โดยพบว่ามี 70 บจ.ที่กำไรลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 50% ซึ่งบริษัทที่มีมูลค่ากำไรลดลงมากที่สุดคือ บมจ.ปตท. (PTT) บันทึกกำไรไตรมาส 1/61 ที่ 39,788.26 ล้านบาท ลดลงถึง 6,379.63 ล้านบาท หรือ -13.82% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รองลงมาคือ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ประกาศกำไร Q1/61 ที่ 12,406.41 ล้านบาท ลดลง 4,979.39 ล้านบาท หรือ -28.64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ ธนาคารกรุงไทย (KTB) กำไรลดลง 1,744.97 ล้านบาท หรือ -20.45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

20 หุ้นกำไร Q1/61ลดลงมากที่สุด (มูลค่า)

ชื่อย่อหุ้น

กำไร Q1/61 (ลบ.)

กำไร Q1/60 (ลบ.)

ลดลง (ลบ.)

ลดลง (%)

PTT

39,788.26

46,167.89

6,379.63

-13.82

SCC

12,406.41

17,385.80

4,979.39

-28.64

KTB

6,786.54

8,531.51

1,744.97

-20.45

TOP

5,607.90

7,074.50

1,466.60

-20.73

SGP

100.77

1,143.18

1,042.41

-91.19

BCP

1,146.20

2,083.81

937.61

-44.99

TASCO

304.08

1,237.40

933.32

-75.43

CPF

3,048.62

3,955.32

906.70

-22.92

NOBLE

78.64

894.93

816.29

-91.21

PTTGC

12,387.80

13,181.75

793.95

-6.02

ROJNA

152.45

772.70

620.25

-80.27

GJS

366.17

967.26

601.09

-62.14

TU

868.99

1,468.78

599.79

-40.84

BPP

469.91

1,045.67

575.76

-55.06

SCB

11,364.45

11,911.91

547.46

-4.60

ESSO

953.20

1,496.08

542.88

-36.29

RATCH

816.69

1,358.44

541.75

-39.88

THAI

2,716.92

3,157.19

440.27

-13.94

BLAND

172.56

565.26

392.70

-69.47

TIPCO

49.76

386.38

336.62

-87.12

    ขณะที่หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์การลดลงของกำไรสูงสุดได้แก่ บมจ.ทีพีบีไอ (TPBI) จากกำไร 53.21 ล้านบาทเมื่อไตรมาส 1/60 เหลือ 0.34 ล้านบาทในไตรมาส 1/61 ลดลงถึง 99.35%  ส่วน บมจ.สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP) เป็นหนึ่งในบริษัทที่กำไรลดลงค่อนข้างมากทั้งในแง่มูลค่าและเปอร์เซ็นต์ โดยประกาศกำไรไตรมาส 1/61 ที่ 100.77 ล้านบาท ลดลงถึง 91.19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 1,143.18 ล้านบาท หรือกำไรหายไปถึง 1,042.41 ล้านบาท
    ขณะเดียวกันมีถึง 111 บจ.ที่กำไรสุทธิลดลงทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)

20 หุ้นกำไร Q1/61 ลดลงมากที่สุด (%)

ชื่อย่อหุ้น

กำไร Q1/61 (ลบ.)

กำไร Q1/60 (ลบ.)

ลดลง (ลบ.)

ลดลง (%)

TPBI

0.34

53.21

52.87

-99.35

PK

2.71

79.34

76.63

-96.59

PRO

0.45

10.49

10.04

-95.71

TCJ

1.23

27.20

25.97

-95.49

TYCN

1.85

35.97

34.12

-94.85

AMA

3.29

57.06

53.77

-94.23

SELIC

0.44

6.95

6.51

-93.68

MALEE

9.46

118.50

109.04

-92.01

TGPRO

0.26

3.22

2.96

-91.91

NOBLE

78.64

894.93

816.29

-91.21

SGP

100.77

1,143.18

1,042.41

-91.19

AJ

9.12

101.40

92.28

-91.01

TTA

8.19

87.22

79.03

-90.61

LOXLEY

19.31

200.29

180.98

-90.36

SIMAT

2.13

21.17

19.04

-89.96

CSP

9.46

86.76

77.30

-89.10

SRICHA

2.13

19.37

17.24

-89.01

FE

2.09

18.14

16.05

-88.50

MAX

1.63

13.39

11.76

-87.80

TIPCO

49.76

386.38

336.62

-87.12

*** พบ 35 บจ.พลิกขาดทุน
    นอกจากนี้พบว่ามี 35 บจ.พลิกขาดทุน ทั้งที่ ณ สิ้นไตรมาส 1/60 หรือ สิ้นปี 60 ยังมีผลประกอบการเป็นกำไรสุทธิ
    โดย บมจ.บ้านปู (BANPU) พลิกขาดทุนสูงสุดถึง 1,262.89 ล้านบาท ทั้งที่ไตรมาส 1/60 มีกำไร 1,434.62 ล้านบาท และสิ้นปี 60 มีกำไร 7,900.24 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายกรณีแพ้คดีหงสา 2,700 ล้านบาท และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,000 ล้านบาท 
    รองลงมาคือ บมจ.แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ CCET ขาดทุน 249.51 ล้านบาท จากไตรมาส 1/60 ที่มีกำไร  417.59 ล้านบาท และสิ้นปี 60 มีกำไร 961.73 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่า
    และอีกหนึ่ง บจ.ที่น่าสนใจคือ บมจ.เจ มาร์ท (JMART) ขาดทุน 187.26 ล้านบาท จากสิ้นปี 60 มีกำไร 490.16 ล้านบาท และไตรมาส 1/60 มีกำไร 115.17 ล้านบาท สาเหตุมาจากการตั้งสำรองหนี้เสียในบริษัทย่อย "เจ ฟินเทค" จำนวน 323 ล้านบาท รวมทั้งรับรู้ส่วนแบ่งการขาดทุนจาก บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER)อีก 51 ล้านบาท

35 หุ้นพลิกขาดทุน

ชื่อย่อหุ้น

กำไร Q1/61 (ลบ.)

กำไร Q1/60 (ลบ.)

กำไรปี 60 (ลบ.)

BANPU

-1,262.89

1,434.62

7,900.24

CCET

-249.51

417.59

961.73

JMART

-187.26

115.17

490.16

VNG

-176.27

264.78

1,008.82

BEC

-125.99

249.00

61.01

TFG

-110.76

136.05

1,516.04

GUNKUL

-109.11

186.11

635.36

KTECH

-84.66

37.93

10.52

RML

-71.73

100.79

192.92

CHOTI

-64.96

1.93

12.81

CNT

-60.90

4.27

94.47

TTCL

-60.53

45.18

52.56

NINE

-56.10

0.82

7.17

TSTH

-46.09

216.47

214.48

ALT

-42.10

30.54

56.86

ZMICO

-41.94

161.40

9.87

SQ

-38.52

225.86

360.05

UEC

-32.48

1.28

12.81

MATI

-25.15

14.85

89.78

SCI

-23.19

6.36

20.50

TPA

-19.34

2.33

62.84

NDR

-19.08

12.63

16.87

TCMC

-15.97

55.13

204.82

TNDT

-14.86

0.35

21.31

SPPT

-10.14

0.46

9.57

RWI

-8.26

35.98

80.86

INSURE

-8.16

2.89

9.15

TGCI

-6.42

38.38

189.81

FVC

-6.33

5.30

22.06

GTB

-4.01

11.17

43.19

AS

-3.80

10.07

12.64

CMO

-3.22

7.69

36.19

TBSP

-2.20

24.49

100.28

THANA

-1.09

16.60

33.83

AFC

-0.91

5.74

8.32

*** กูรูแนะเลือกลงทุนหุ้นรายตัวลดเสี่ยง
    "มงคล พ่วงเภตรา" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า จากสถานการณ์ภาวะตลาดหุ้นไทยที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ให้เลือกลงทุนหุ้นเป็นรายตัว เพื่อลดความเสี่ยง โดยให้เลือกหุ้นที่มีกำไรเติบโตต่อเนื่องทั้ง  QoQ และ YoY ที่สำคัญยังมีอัพไซด์ให้เล่นมากกว่า 15-20% ขึ้นไป
    "ด้วยปัจจัยบวกที่จำกัด ประกอบกับปัจจัยภายนอกยังมีผลกระทบต่อ Fund Flow การเลือกลงทุนแบบ Selective จะปลอดภัยที่สุด เพราะไม่มีกลุ่มอุตสาหกรรมไหนที่มีแนวโน้มเติบโตเด่นชัด อย่างไรก็ตามมองว่าระดับดัชนีปัจจุบันอยู่ในแนวรับสำคัญแล้ว สามารถสะสมหุ้นพื้นฐานดีได้"
    ด้าน "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า กลยุทธ์ลงทุนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ฝ่ายวิจัย บล.เอเชีย พลัส ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,787-1,839 จุด โดยอ้างอิงกับค่า  P/E ที่ราว 17-17.5 เท่า ท่ามกลางตลาดหุ้นที่มีความผันผวนและมีโอกาสอ่อนตัวลง จึงแนะนำให้ลงทุนหุ้นรายตัว ที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว เน้นหุ้นที่แนวโน้มผลประกอบการเติบโตดี ผันผวนต่ำ และ ราคาหุ้นยัง laggard 
    ส่วน "ประกิต สิริวัฒนเกตุ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย มองว่า ดัชนีน่าจะกลับไปที่ 1,800-1,815 จุดได้ โดยให้เน้นหุ้นที่มีผลประกอบการเด่นและมีอัพไซด์ โดยให้จับตาประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ซึ่งจะผลต่อ Fund Flow รวมถึงความชัดเจนการเลือกตั้งในประเทศ ซึ่ง 2 ประเด็นดังกล่าวสามารถสร้างปัจจัยบวกหรือลบให้กับตลาดหุ้นไทยได้ทั้ง 2 ทาง

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด