ประเด็นร้อน

73 บจ.หนี้สินพุ่ง พบ 26 ราย สภาพคล่องเริ่มตึงตัว

73 บจ.หนี้สินพุ่ง พบ 26 ราย สภาพคล่องเริ่มตึงตัว

บจ.ทั้งระบบหนี้สินสูงขึ้น หลังแห่ตุนสภาพคล่อง รับมือผลกระทบโควิด-19 สะท้อนจาก D/E เฉลี่ย ณ สิ้นไตรมาส 2/63 พุ่งแตะ 1.57 เท่า เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.35 เท่า พบ 26 บจ.สภาพคล่องเข้าขั้นตึงตัว 

*** บจ.หนี้พุ่ง รับผลกระทบโควิด-19

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า หนี้สินของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ณ สิ้นงวดไตรมาส 2/63 ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยหนี้สินต่อทุน (D/E) รวมเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 1.57 เท่า จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1.35 เท่า (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน, กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์, กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน, บริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และ บริษัทที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด หรือ NPG)

ส่วนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน อยู่ที่เฉลี่ย 1.11 เท่า จากช่วงเดียวของปีก่อนที่ 1.02 เท่า

สาเหตุสำคัญเกิดจากผลกระทบของโควิด-19 ซึ่งมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจในวงกว้างเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ส่งผลให้ บจ.ต้องสำรองสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนสูงขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น 

ขณะที่ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า ณ สิ้นไตรมาส 2/63 จำนวน บจ.มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Interest Bearing Debt to Equity : IBD/E) เพิ่มขึ้นเป็น 73 บริษัท สูงสุดในรอบ 6 ปี (2558-2563) โดยเฉลี่ยปี 58-62 อยู่ที่ 50 บริษัท 

นายแมนพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้นต้องดูรายละเอียดแต่ละบริษัทว่าเกิดจากการบริหารงานผิดพลาดหรืออุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่ง ตลท.จับตาดูหุ้นกลุ่มหนี้สูงเป็นปกติอยู่แล้ว และ บจ.มีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับ บจ.ทั้งหมด พบว่า ส่วนใหญ่ยังมีสภาพคล่องเพียงพอ  

"ตลท.มอนิเตอร์หุ้นกลุ่มนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มที่มีหนี้สูงและผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่อง เรามีคณะทำงานดูแลในการให้คำปรึกษาและช่วยหาแนวทางเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทในการนำไปปรับใช้ได้มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน นักลงทุนเองก็ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ" รองผู้จัดการ ตลท. กล่าว

*** 24 บจ.หนี้พุ่งเกิน 50% 

ทั้งนี้พบว่ามี 24 บจ.ที่ IBD/E เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมากกว่า 50% ประกอบด้วย

บจ.ที่ IBD/E เพิ่มขึ้นมากกว่า 50%

ชื่อย่อหุ้น

IBD/E (เท่า)

%chg YoY

IBD (ลบ.)

ส่วน ผถห. (ลบ.)

HYDRO

225.64

4,784.73%

212

0.94

JAS

15

888.57%

98,001

6,534.22

DTC

3.36

328.58%

13,354

3,972.94

APEX

23.94

280.95%

2,637

110.14

UWC

3.72

257.98%

1,055

283.36

JCKH

26.77

218.32%

754

28.17

FPT

2.26

196.63%

57,140

27,808.21

ESSO

2.87

185.17%

37,496

13,058.25

PTG

4.06

138.37%

28,586

7,047.33

UMS

15.57

136.09%

547

35.13

ACAP

5.3

132.83%

3,080

581.54

IRCP

4.52

130.59%

664

146.92

M-CHAI

4.26

128.84%

5,822

1,367.67

AAV

2.92

109.83%

48,066

16,471.26

SUTHA

2.69

100.06%

1,310

487.36

ADVANC

3.45

93.00%

247,233

71,568.63

GULF

4.03

86.70%

99,745

24,762.69

MINT

3.29

78.31%

225,289

68,472.54

POST

13.7

72.12%

1,534

111.93

TRUE

3.16

70.65%

268,993

85,183.76

ERW

3.3

66.25%

16,107

4,885.62

BANPU

3.08

64.17%

173,845

56,361.12

CI

4.71

59.16%

7,816

1,660.24

TPOLY

3.26

53.04%

5,277

1,619.37

* ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

** หนี้ที่มีภาระดอกเบี้ย = รวมหนี้สินหมุนเวียน - เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น + หนี้สินสุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี


24 บจ.ข้างต้นมี IBD/E มากกว่า 2 เท่าทั้งหมด โดยมีถึง 15 บจ.ที่ IBD/E เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่ง บมจ.ไฮโดรเท็ค (HYDRO) มี IBD/E สูงสุดถึง 225.64 เท่า เพิ่มขึ้น 4,754.73% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ย 212 ล้านบาท ขณะที่มีส่วนผู้ถือหุ้นต่ำเพียง 0.94 ล้านบาท

ขณะที่มี บจ.ขนาดใหญ่ใน SET100 ติดโผถึง 8 บริษัท โดย บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) เป็นบริษัทที่มีหนี้เพิ่มขึ้นสูงสุดในกลุ่มหุ้นบิ๊กแคป IBD/E ระดับ 15 เท่า เพิ่มขึ้น 888.57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยรวม 9.8 หมื่นล้านบาท 

ด้าน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสูงสุดถึง 2.68 แสนล้านบาท คิดเป็น IBD/E ที่ 3.16 เท่า เพิ่มขึ้น 70.65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

หมายเหตุ : ข้อมูล "หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย" มาจากสูตรของ ตลท. โดยคำนวณจาก "รวมหนี้สินหมุนเวียน" - "เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น" + "หนี้สินสุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี" ด้าน IBD/E คำนวณจาก "หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย" / "รวมส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท" 

*** พบ 26 บจ.สภาพคล่องตึงตัว

ขณะเดียวกันเมื่อสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมในกลุ่ม บจ.ที่มี IBD/E เกิน 2 เท่า พบว่ามี 26 จาก 73 บริษัท ที่สภาพคล่องต่ำอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วย

บจ.สูง-สภาพคล่องต่ำ

ชื่อย่อหุ้น

IBD/E

(เท่า)

อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว (เท่า)

อัตราส่วนความสามารถชำระหนี้ (เท่า)

หนี้ที่มีภาระดอกเบี้ย (ลบ.)

หนี้ที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี (ลบ.)

HYDRO

225.64

0.55

-1.99

212

4

PPPM

4.37

0.24

-0.99

1,574

903

ESSO

2.87

0.14

-0.48

37,496

5,133

UWC

3.72

0.12

-0.41

1,055

300

BC

3.04

0.29

-0.27

2,688

330

POST

13.7

0.07

-0.26

1,534

109

KKC

3.59

0.21

-0.09

4,690

231

IRCP

4.52

0.58

-0.06

664

62

ACAP

5.3

0.09

-0.05

3,080

10

CSP

2.47

0.31

-0.03

1,163

6

JCKH

26.77

0.08

-0.01

754

197

CGD

5

0.11

-0.01

21,432

15,611

APEX

23.94

0.01

0

2,637

792

UMS

15.57

0.1

0.02

547

1

TRUBB

2.43

0.28

0.02

4,631

146

AAV

2.92

0.19

0.04

48,066

7,751

CHO

2.09

0.21

0.07

2,193

879

MALEE

3.16

0.33

0.09

2,732

283

CHOW

10.12

0.15

0.12

9,136

3,353

SDC

5.96

0.53

0.14

3,687

898

ITD

4.92

0.26

0.15

62,166

19,409

JUTHA

15.09

0.05

0.17

1,039

513

CRC

2.54

0.23

0.23

146,298

13,586

M-CHAI

4.26

0.19

0.27

5,822

255

DTC

3.36

0.53

0.37

13,354

335

ERW

3.3

0.59

0.37

16,107

743

* ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

** อัตราส่วนความสามารถชำระหนี้ = กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนการเงินและภาษีเงินได้ต้นทุนการเงิน + ค่าเสื่อมราคาและค่าจัดจำหน่าย (12 เดือน) / (รวมหนี้สินหมุนเวียน – เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น)

*** อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว = เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด + เงินลงทุนระยะสั้น + ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น / รวมหนี้สินหมุนเวียน


26 บจ.ข้างต้นคัดกรองจาก 1.บริษัทที่มี IBD/E เกิน 2 เท่า 2.อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว (Quick Ratio) ต่ำกว่า 1 เท่า โดยคำนวณจาก "เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด" + "เงินลงทุนระยะสั้น" + "ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น" / "รวมหนี้สินหมุนเวียน" ซึ่งใช้วัดความสามารถการชำระหนี้ระยะสั้นจากการเปลี่ยนสินทรัพย์หมุนเวียนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว 

3.อัตราส่วนความสามารถการชำระหนี้ ต่ำกว่า 1 เท่า คำนวณจาก "กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนการเงินและภาษีเงินได้ต้นทุนการเงิน" + "ค่าเสื่อมราคาและค่าจัดจำหน่าย (12 เดือน)" / ("รวมหนี้สินหมุนเวียน" – "เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น") ใช้วัดความสามารถในการชำระหนี้ 

ทั้งนี้ พบว่ามีถึง 12 บจ.ที่ "อัตราส่วนความสามารถการชำระหนี้" ติดลบ สะท้อนนัยเกี่ยวกับปัญหาการชำระหนี้ โดย บมจ.ไฮโดรเท็ค (HYDRO) ติดลบสูงสุด 1.99 เท่า 

ขณะที่พบว่ามี 3 บจ.ที่มีส่วนของหนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีเกินหมื่นล้านบาท โดย บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) มีหนี้ที่ใกล้ครบกำหนดชำระสูงสุดถึง 1.9 หมื่นล้านบาท โดยมีอัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็วเพียง 0.26 เท่า, อัตราส่วนความสามารถการชำระหนี้เพียง 0.15 เท่า 

เช่นเดียวกับ บมจ.คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ (CGD) มีส่วนของหนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ติดลบ และมีอัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็วเพียง 0.11 เท่า 

รวมถึงหุ้นน้องใหม่อย่าง บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ที่มีส่วนของหนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 1.4 หมื่นล้านบาท โดยหนี้สินของ CRC ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการบันทึกบัญชีตามมาตรฐานรายงานการเงิน ฉบับที่ 16 เรื่องสัญญาเช่า โดยหากไม่นับรวมผลกระทบดังกล่าวจะมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย 7.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็น IBD/E เพียง 0.8 เท่า โดยการเปลี่ยนแปลงทางบัญชีฯ ส่งผลต่อเนื่องถึงต้นทุนทางการเงิน เพราะบริษัทมีดอกเบี้ยจ่ายเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น เพราะต้องการสำรองเงินสดไว้ ประกอบได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จากการปิดสาขา ทำให้กำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีผลต่อตัวเลขสภาพคล่อง แต่จะส่งผลในระยะสั้นเท่านั้น

โดยทั้ง 3 บริษัทงบการเงินครึ่งแรกปี 63 ขาดทุนทั้งหมด

*** กูรูเตือนเสี่ยงสูง-ระวังเพิ่มทุน

"ณัฐชาต เมฆมาสิน" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ ระบุว่า ให้ระมัดระวังการลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ เนื่องจากมีความเสี่ยงเกี่ยวกับการเพิ่มทุน เพราะหุ้นที่มีหนี้สินต่อทุนสูง จะมีปัญหาในการระดมทุนผ่านการกู้ ขณะที่หลายบริษัทผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่อง

"วิจิตร อารยะพิศิษฐ" ผู้อำนวยการนักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เสริมว่า หุ้นที่มีหนี้สูง, สภาพคล่องต่ำ และผลประกอบการขาดทุน เป็นกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงอยู่แล้ว เพราะมีความเสี่ยงมากเกินไป และหากมีประเด็นการผิดนัดชำระหนี้หรือมีสัญญาณเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ ราคาหุ้นมักจะถูกเทขายอย่างรุนแรง รวมถึงมีความเสี่ยงเกี่ยวกับการเพิ่มทุนด้วย

*** หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลจากงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนไว้ใช้ประกอบการตัดสินใจ มิได้มีเจตนาชี้นำว่าบริษัทที่อยู่ในเงื่อนไขข้างต้นจะผิดนัดชำระหนี้หรือจะต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนแต่อย่างใด

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด