ประเด็นร้อน

สมาคมโบรกฯยื้อคงค่าคอมมิชชั่น-ตลท.ชี้หนีไม่พ้นเปิดเสรี

สมาคมโบรกฯยื้อคงค่าคอมมิชชั่น-ตลท.ชี้หนีไม่พ้นเปิดเสรี

    ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา การนัดประชุมคณะกรรมการสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เพื่อทบทวนอัตราการคิดค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์(คอมมิชชั่น) กลายประเด็นร้อนแรงที่แวดวงตลาดทุนให้ความสนใจอย่างมาก เพราะคาดการณ์ว่าจะมีการปลดล็อคเพดานอัตราแนะนำ เพื่อเข้าสู่การเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นอย่างแท้จริง โดยมีทั้งกระแสต่อต้านและเห็นด้วยจากบุคคลในแวดวงอุตสาหกรรมโบรกเกอร์ ผลปรากฏว่า

*** สมาคมโบรกฯ ลงมติเก็บ "ค่าคอมฯแนะนำตามเดิม"
    "ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ" นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสมาคมฯ มีมติให้ยังคงใช้อัตราค่าคอมมิชชั่นในอัตราแนะนำ ที่ประกาศใช้เมื่อปี 55 ต่อไป เนื่องจากยังเหมาะสมกับภาวะของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับตัวและพัฒนาธุรกิจให้ทันกับยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทกับการลงทุนมากขึ้น
    "ค่าคอมฯ แนะนำเดิมยังคงใช้ได้อยู่ เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งมองว่าหากปรับลดหรือเปิดเสรีตอนนี้ อาจจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและปรับตัวเพื่อเข้าสู่ยุคต่อไป 
    การประชุมเพื่อทบทวนครั้งนี้ เป็นการอัพเดทภาวะอุตสาหกรรมมากกว่า ไม่ได้มุ่งที่จะลดค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชั่นลงแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นหารือกับโบรกเกอร์ในอุตสาหกรรมว่าค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชั่นควรเป็นไปในทิศทางใดที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ซึ่งผลสรุปก็คืออัตราเดิมยังใช้ได้ดีอยู่
    ส่วนกรณีที่มีบางโบรกเกอร์จัดโปรโมชั่นลดค่าคอมต่ำมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงสั้่น เพื่อกระตุ้นการซื้อขายของลูกค้ามากกว่า ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับที่สมาคมแนะนำ" นายกสมาคมบล.กล่าว
    "ภัทธีรา" กล่าวต่อไปว่า 1-2 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงพฤติกรรมของนักลงทุน ที่ต้องการข้อมูลลึกและรวดเร็วขึ้น  ผู้ประกอบธุรกิจโบรกเกอร์ต้องเร่งเปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
    ทั้งนี้ มองว่าโบรกเกอร์ขนาดเล็กที่มีรายได้ กำไรไม่มาก และไม่มีการลงทุนเพิ่มในเรื่องเทคโนโลยี รวมถึงไม่สามารถปรับตัวไปตามสภาพการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไป อาจจะเห็นมีการขายพอร์ตการลงทุนหรือขายใบอนุญาตออกไป
    อย่างไรก็ตามปัจจุบันอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับปกติ แม้จะมีกำไรลดลง ก็เป็นไปตามภาวะตลาด แต่ฐานะการเงินโดยรวมยังแข็งแกร่ง และไม่มีโบรกเกอร์ไหนที่ขาดทุน 

    ขณะที่สัดส่วนรายได้จากการค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อยู่ที่ราวไม่เกิน 70% ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนที่อยู่ระดับมากกว่า 70% เนื่องจากหลายโบรกฯ เน้นหารายได้จากแหล่งอื่นมากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยง เช่น วาณิชนธนกิจ, Wealth Management รวมถึงการออกสินค้า DW และ Block trade

*** ตลท.แนะเร่งปรับตัว พัฒนาบริการ ดึงลูกค้า
    "ภากร  ปีตธวัชชัย" กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ระบุว่า ในอนาคตค่าคอมมิชชั่นจะถูกปรับลดลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นเสรี เพราะเทคโนโลนีเริ่มเข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์และคัดเลือกหุ้น โบรกเกอร์ต้องเร่งปรับตัว พัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์กับนักลงทุนมากที่สุด ขณะเดียวกันต้องมีการพัฒนาระบบการดำเนินธุรกิจ นำเทคโนโลยีมาช่วยเพื่อลดขั้นตอนงานที่ไม่จำเป็นหรือมีต้นทุนสูง โดยคาดว่าในอนาคตแต่ละโบรกเกอร์จะมีความหลากหลายและเก่งเฉพาะทางมากขึ้น ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแนวคิดที่จะสร้างแพลตฟอร์มหรือใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนเพื่อทำให้ต้นทุนของโบรกเกอร์ต่ำลงและอยู่ได้ในอนาคต
    ด้าน "พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมวิจัยลูกค้าบุคคล บล.ภัทร มองว่า โบรกเกอร์คงมีการประเมินสถานการณ์ไว้บ้างแล้ว เกี่ยวกับการเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นอย่างเต็มรูปแบบ เพราะมีการกล่าวถึงมาระยะใหญ่แล้ว ซึ่งโบรกเกอร์ต้องปรับตัวหรือปรับเปลี่ยนการให้บริการให้ตอบสนองลูกค้ามากขึ้น เพื่อรักษาหรือดึงดูดฐานลูกค้าไว้ แต่ยอมรับว่าอาจมีโบรกเกอร์บางแห่งที่อาจจะอยู่ไม่ได้
    ขณะที่คาดว่า อนาคตประเด็นเรืองค่าคอมมิชชั่น 0% มีความเป็นไปได้สูง เพราะเทคโนโลยีมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็มีการเก็บค่าคอมมิชชั่น 0% บ้างแล้ว โดยเปลี่ยนไปเก็บค่าธรรมเนียมในส่วนอื่นๆแทน เช่น ข้อมูลบทวิเคราะห์ หรือการใช้บริการหรือเครื่องมือต่างๆในการลงทุน

*** หวั่นแข่งเดือด กระทบการพัฒนาอุตสาหกรรม
    "มนตรี ศรไพศาล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์(บล.)เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เป็นบิ๊กเนมของอุตสาหกรรมรายแรก ที่ออกมาเตือนว่า เรื่องการเปิดเสรีค่าคอมฯเต็มรูปแบบ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะไม่อยากให้ซ้ำรอยปัญหาเหมือนปี 44 ซึ่งตอนนั้นโบรกเกอร์ขาดทุนทั้งวงการ นักลงทุนเน้นแต่ค่าคอมฯ ที่ถูกไว้ก่อน จนไม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการให้บริการ
    "อยากให้เอาบทเรียนในอดีตมาเตือนใจ เพราะเราเคยเปิดเสรีมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี 44 ซึ่งตอนนั้นนักลงทุนไม่สนเรื่องคุณภาพการให้บริการ เน้นแต่จะเอาค่าคอมที่ถูกที่สุด การให้ความสำคัญกับคำแนะนำหรืองานวิจัยน้อยลง ประเด็นเหล่านี้จะทำให้อุตสาหกรรมถดถอย จะส่งผลเสียมากกว่าผลดีในระยะยาว" มนตรี กล่าวเตือน
    ด้าน "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" นายกสมาคมนักวิเคราะห์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ทิสโก้ ระบุว่า อยากให้โบรกเกอร์ทุกแห่งคำนึงถึงการแข่งขันเรื่องคุณภาพของบริการ มากกว่าการแข่งขันตัดราคากัน เพราะจะกระทบต่อผลการดำเนินงาน ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในช่วงของการปรับตัวและพัฒนารับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
    "ปัจจุบันค่าคอมมิชชั่นเป็นระบบเสรีอยู่แล้ว เพียงแต่มีอัตราแนะนำเพื่อให้เหมาะสมกับต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ยิ่งตอนนี้เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น โบรกเกอร์หลายแห่งยังต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ดังนั้นการแข่งขันด้านราคาในตอนนี้อาจจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมได้
    อย่างไรก็ตามเชื่อว่า โบรกเกอร์หลายแห่งมีแนวทางในการตั้งราคาที่สมเหตุสมผล และเหมาะกับบริการของแต่ละแห่ง และนักลงทุนเริ่มเคยชินกับการคิดค่าคอมมิมชั่นที่ไม่เท่ากันของแต่ละโบรกเกอร์ ซึ่งสุดท้ายเรื่องคุณภาพการให้บริการ บทวิจัย และคำแนะนำ จะตอบโจทย์ลูกค้ามากกว่าการคิดค่าคอมมิชชั่นในระดับต่ำ"
นายกสมาคมนักวิเคราะห์ ระบุ
    ส่วน "ไพโรจน์ เหลืองเถลิงพงษ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ไอร่า กล่าวว่า การเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่น จะส่งผลให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมรุนแรงขึ้น และจะกระทบต่อผลประกอบการในกลุ่มธุรกิจนี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดผันผวนและมีปริมาณการซื้อขายลดลง

*** ย้อนรอยเส้นทางค่าคอมมิชชั่น
    ช่วงแรกของธุรกิจนายหน้าซื้อขายหุ้น มีการคิดค่าคอมมิชชั่นอยู่ที่ 0.50% ต่อรายการ จนมีการปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อปี 2544 ที่เปิดให้มีการคิดค่าคอมมิชชั่นแบบเสรี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นส่งผลให้เกิดการแข่งขันรุนแรง มีการลดค่าคอมมิชชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้า
    งานวิจัยของ "ชญานี โปขันเงิน" เรื่อง ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ภายหลังการเปิดเสรีค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ระบุว่า หลังการเปิดเสรีในปี 44 อัตราค่านายหน้าของอุตสาหกรรมลดลงเหลือเพียง 0.18% โดยสูงสุดอยู่ที่ 0.29% ต่ำสุดคือ 0.05% ผลก็คือโบรกเกอร์ทั้งหมด 21 บริษัทที่อยู่ในขอบเขตการศึกษา มีกำไรแค่ 4 บริษัท ที่เหลือขาดทุนเรียบ โดยการปรับลดค่าคอมมิชชั่นไม่ได้ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายรวมของตลาดฯเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
    หลังจากนั้นในปี 45 ผู้เกี่ยวข้องจึงมีการทบทวนปรับค่าคอมมิชชั่นใหม่อีกครั้ง โดยยกเลิกการเปิดเสรีไป และให้ใช้อัตราค่าคอมมิชชั่นขั้นต่ำที่ 0.25% ต่อมาในช่วงปลายปี 54 มีความพยายามจะเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นอีกรอบ แต่ผลสรุปออกมาคือเป็นการเปิดเสรีแบบมีอัตราแนะนำ ซึ่งประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 55 ถึงปัจจุบัน ดังนี้

ค่าคอมฯ แนะนำ ปัจจุบัน

มูลค่าการซื้อขาย

ค่าธรรมเนียมแนะนำ (%)

เทรดผ่านเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน

ต่ำกว่า 5 ลบ.

0.25

5-10 ลบ.

0.22

10-20 ลบ.

0.18

มากกว่า 20 ลบ.

0.15

เทรดอินเตอร์เน็ต (Cash)

ต่ำกว่า 5 ลบ.

0.20

5-10 ลบ.

0.18

10-20 ลบ.

0.15

มากกว่า 20 ลบ.

0.12

เทรดอินเตอร์เน็ต (Cash Balance)

ต่ำกว่า 5 ลบ.

0.15

5-10 ลบ.

0.13

10-20 ลบ.

0.11

มากกว่า 20 ลบ.

0.10

*** 3 โบรกฯ งัดกลยุทธ์ลดค่าคอมฯ รับงาน"SET in the City 2018" 
    สำหรับการจัดงาน "SET in the City 2018" ช่วง 15-18 พ.ย.นี้ ปรากฎว่ามีโบรกเกอร์หลายแห่งเตรียมจัดโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้า โดยมี 3 ราย ที่จัดลดค่าคอมมิชชั่นให้ลูกค้า ดังนี้    
    1.บล.ฟินันเซียไซรัส ทำโปรโมชั่น เปิดบัญชีในงาน SET in the city 2018 วันที่ 15-18 พ.ย.นี้ คิดค่าคอมมิชชั่น 0.05% ไม่มีขั้นต่ำ 1 เดือน โดยต้องซื้อขายผ่านแอพพิเคชั่น Finansia HERO ส่วนลูกค้าปัจจุบันจะได้รับเงินคืนค่าคอมมิชชั่นที่เกิน 0.05% คืนให้ลูกค้าโดย Cashback เข้าบัญชีวางหลักประกันหลังสิ้นสุดโครงการวันที่ 15 ม.ค 62
    2.บล.จีเอ็มโอ-แซด คอม (ประเทศไทย) จัดโปรโมชั่น เปิดบัญชีในงาน ลดค่าคอมมิชชั่นบัญชีมาร์จิ้น จากเดิมเทรด 1 แสน จ่าย 100 บาท เป็นเทรด 1 แสน จ่ายแค่ 20 บาท ตั้งแต่ 15 พ.ย. 61 ถึง 31 มี.ค.62
    3.บล.เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ จัดโปรโมชั่น เมื่อเปิดบัญชีในงานคิดค่าคอมมิชชั่นอัตราพิเศษ 0.055% จนถึงสิ้นเดือนธ.ค.61 โดยจะต้องได้รับอนุมัติให้สามารถเทรดได้ก่อนวันที่ 30 พ.ย.นี้ เมื่อเทรดครั้งแรกภายใน 30 วัน หลังเปิดบัญชีสำเร็จจะได้รับบัตรสตาร์บัคส์มูลค่า 100 บาท อีกด้วย







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด