พบ 31 บจ.ราคาร่วงทำจุดต่ำสุดรอบ 10 ปี หลังดัชนีหุ้นไทยดิ่งแตะ 969.08 จุด แถมพบ 15 บจ.ราคาทรุดต่ำสุดตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น ผงะ 24 บจ. ราคาหุ้น YTD ติดลบเกิน 30% กูรูแนะทยอยสะสมอย่างระมัดระวัง พบ 19 บจ.เทรดต่ำบุ๊ค แถม 17 บจ. แนวโน้มปันผลงวดงบปี 63 เกิน 4%
*** 31 หุ้น SET100 ราคาทำนิวโลว์รอบกว่า 10 ปี
สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงทำจุดต่ำสุดรอบ 9 ปี ที่ 969.08 จุด "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจราคาหุ้นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่อยู่ในดัชนี SET100 พบว่ามีถึง 31 บริษัทที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงทำจุดต่ำสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ต้นปี 54 ถึง 13 มี.ค.63 ประกอบด้วย
31 หุ้นราคาดิ่ง New Low รอบ 10 ปี |
ชื่อย่อหุ้น | มาร์เก็ตแคป (ลบ.) | ราคาหุ้นรอบ 10 ปี (บ.) | ราคาล่าสุด (บ.) |
ต่ำสุด | สูงสุด |
KBANK | 228,556 | 84 | 252 | 95.5 |
SCB | 225,807 | 58.25 | 182 | 66.5 |
BBL | 194,702 | 92.25 | 237 | 102 |
KTB | 155,134 | 8.8 | 27.75 | 11.1 |
PTTGC | 121,739 | 21.4 | 105 | 27 |
AWC | 119,040 | 2.7 | 6.8 | 3.72 |
BEM | 117,695 | 6.05 | 12 | 7.7 |
TRUE | 90,094 | 1.99 | 14.78 | 2.7 |
TMB | 79,978 | 0.6 | 3.24 | 0.83 |
DTAC | 73,402 | 27 | 133 | 31 |
TOP | 71,911 | 28 | 110 | 35.25 |
TOA | 63,914 | 25.5 | 48.5 | 31.5 |
IRPC | 41,686 | 1.76 | 8.35 | 2.04 |
BPP | 35,697 | 10.4 | 31.75 | 11.7 |
TPIPP | 27,216 | 2.88 | 8.45 | 3.24 |
BANPU | 26,584 | 4.2 | 65.56 | 5.15 |
SPRC | 24,715 | 4.7 | 18.4 | 5.7 |
PSH | 24,074 | 9 | 27 | 11 |
BCPG | 23,388 | 9.45 | 28 | 11.7 |
ESSO | 16,958 | 4.12 | 19.5 | 4.9 |
THG | 16,302 | 15 | 38.5 | 19.2 |
STA | 16,128 | 9 | 39.74 | 10.5 |
PLANB | 14,210 | 2.96 | 9.7 | 3.66 |
AMATA | 11,204 | 8 | 29 | 10.5 |
EPG | 10,304 | 3.3 | 15.8 | 3.68 |
PRM | 9,500 | 3.12 | 14.1 | 3.8 |
THAI | 8,731 | 3.58 | 80 | 4 |
BEC | 7,000 | 3.04 | 79.50 | 3.5 |
BGC | 6,563 | 8 | 17 | 9.45 |
PSL | 6,487 | 3.5 | 22.73 | 4.16 |
STPI | 4,939 | 2.3 | 23.18 | 3.04 |
ทั้งนี้ส่วนใหญ่ราคาหุ้นลงไปทำจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 12-13 มี.ค.63 แม้เกือบทั้งหมดจะสามารถรีบาวด์กลับมาได้ตามดัชนีฯ แต่เมื่อเทียบกับราคาสูงสุดในรอบ 10 ปี ถือว่าปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมาก เกือบทั้งหมดลดลงเกิน 50% โดยมีหุ้นในดัชนี SET50 ติดโผถึง 14 บริษัท และมีหุ้นขนาดใหญ่ที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) เกิน 1 แสนล้านบาท ติดโผจำนวน 7 บริษัท
*** 14 บจ.ราคาดิ่ง All Time Low
ขณะเดียวกันมี 14 จาก 31 บริษัทข้างต้นที่ราคาลงไปแตะจุดต่ำสุดตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์(All time Low) ได้แก่
14 หุ้นราคาดิ่ง ALL Time Low |
ชื่อย่อหุ้น | ราคาต่ำสุด (บ.) | ราคาล่าสุด (บ.) | ราคาสูงสุด (บ.) |
PTTGC | 21.4 | 27 | 105 |
AWC | 2.7 | 3.72 | 6.8 |
TOA | 25.5 | 31.5 | 48.5 |
BPP | 10.4 | 11.7 | 31.75 |
TPIPP | 2.88 | 3.24 | 8.45 |
SPRC | 4.7 | 5.7 | 18.4 |
PSH | 9 | 11 | 27 |
BCPG | 9.45 | 11.7 | 28 |
PLANB | 2.96 | 3.66 | 9.7 |
EPG | 3.3 | 3.68 | 15.8 |
PRM | 3.12 | 3.8 | 14.1 |
THAI | 3.58 | 4 | 80 |
BEC | 3.04 | 3.5 | 79.50 |
BGC | 8 | 9.45 | 17 |
*** 24 บจ.ราคาหุ้น YTD ติดลบเกิน 30%
ขณะที่เมื่อสำรวจราคาหุ้นของทั้ง 31 บริษัทพบว่า ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (Year to date) ปรับตัวลงลงถึง 30 บริษัท มีเพียง บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) เท่านั้นที่ราคาหุ้น YTD ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% โดยมีถึง 24 บริษัทที่ราคาปรับตัวลดลงเกิน 30% ได้แก่
24 หุ้นราคา YTD ดิ่งเกิน 30% |
ชื่อย่อหุ้น | ราคาล่าสุด (บ.) | %chg YTD |
BANPU | 5.15 | -57 |
STPI | 3.04 | -55 |
PTTGC | 27 | -53 |
PLANB | 3.66 | -52 |
TMB | 0.83 | -51 |
TOP | 35.25 | -49 |
AMATA | 10.5 | -48 |
SPRC | 5.7 | -47 |
PRM | 3.8 | -46 |
SCB | 66.5 | -45 |
PSL | 4.16 | -45 |
IRPC | 2.04 | -45 |
ESSO | 4.9 | -43 |
DTAC | 31 | -42 |
THAI | 4 | -42 |
TRUE | 2.7 | -41 |
EPG | 3.68 | -41 |
BEC | 3.5 | -41 |
KBANK | 95.5 | -37 |
AWC | 3.72 | -36 |
BBL | 102 | -36 |
BPP | 11.7 | -34 |
KTB | 11.1 | -32 |
BGC | 9.45 | -31 |
ทั้งนี้มี 5 บริษัทที่ราคาหุ้น YTD ปรับตัวลดลงมากกว่า 50% โดย บมจ.บ้านปู (BANPU) ปรับตัวลดลงสูงสุดถึง 57% ล่าสุดอยู่ที่ 5.15 บาท และเคยลงไปต่ำสุดถึง 4.2 บาท ซึ่งเคยซื้อขายที่ระดับสูงสุดถึง 65.56 บาท
*** 19 บจ.เทรดต่ำบุ๊ค
อย่างไรก็ตามพบว่ามี 19 บริษัทข้างต้นที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจนล่าสุดซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) ประกอบด้วย
19 หุ้นเทรดต่ำบุ๊ค |
ชื่อย่อหุ้น | ราคาล่าสุด (บ.) | BV (บ.) | P/BV (เท่า) |
BANPU | 5.15 | 14.23 | 0.36 |
TMB | 0.83 | 2.02 | 0.41 |
PTTGC | 27 | 63.71 | 0.42 |
BBL | 102 | 224.09 | 0.46 |
KTB | 11.1 | 24.2 | 0.46 |
IRPC | 2.04 | 4.08 | 0.5 |
SCB | 66.5 | 117.78 | 0.56 |
PSL | 4.16 | 7.41 | 0.56 |
KBANK | 95.5 | 169.79 | 0.56 |
PSH | 11 | 19.67 | 0.56 |
STPI | 3.04 | 5.21 | 0.58 |
TOP | 35.25 | 58.81 | 0.6 |
STA | 10.5 | 15.7 | 0.67 |
TRUE | 2.7 | 3.76 | 0.72 |
THAI | 4 | 5.34 | 0.75 |
SPRC | 5.7 | 7.49 | 0.76 |
ESSO | 4.9 | 6.39 | 0.77 |
AMATA | 10.5 | 13.17 | 0.8 |
BPP | 11.7 | 12.81 | 0.91 |
จากตารางมีถึง 6 บริษัทที่ราคาหุ้นล่าสุดต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีเกินเท่าตัว ซึ่ง BANPU มี P/BV ต่ำสุดเพียง 0.36 เท่า โดยซื้อขายที่ 5.15 บาท แต่มีมูลค่าทางบัญชีถึง 14.23 บาท
ส่วนกลุ่มธุรกิจที่ติดโผสูงสุดคือ ธนาคารพาณิชย์, พลังงาน และ โรงกลั่น
*** 17 บจ.แนวโน้มปันผลปีนี้เกิน 4%
นอกจากนี้พบเมื่อสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ (IAA Consensus) ที่อัพเดทข้อมูลภายในสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า มี 17 บริษัทถูกคาดการณ์แนวโน้มอัตราการจ่ายเงินผันผล (Dividend Yield) มากกว่า 4% ได้แก่
17 หุ้นแนวโน้มปันผลปี 63 เกิน 4% |
ชื่อย่อหุ้น | %Div. Yield 2563 | ราคาเป้าหมาย (บ.) |
BANPU | 5.8 | 7.35 |
TMB | 6 | 1.1 |
PTTGC | 6.5 | 49 |
BBL | 6.9 | 150 |
KTB | 5.4 | 13.5 |
IRPC | 4.9 - 10.8 | 2.5 - 4.2 |
SCB | 6.8 - 8.3 | 79 - 119 |
KBANK | 4.6 | 140 |
PSH | 10.8 | 14.2 |
STPI | 4.3 | 3.74 |
TOP | 5.3 - 5.7 | 47 - 51 |
STA | 4.9 | 16.3 |
BPP | 4.9 | 20.5 |
EPG | 6.8 | 6.7 |
BGC | 5.8 | 14.4 |
BCPG | 6.1 | 20.7 |
DTAC | 4 - 6 | 36.83 - 55 |
*** กูรูแนะสะสมอย่างระมัดระวัง
"วิจิตร อารยะพิศิษฐ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า ราคาหุ้นกลุ่มนี้น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปได้แล้ว ตามภาพรวมดัชนีฯ ที่ตอบรับปัจจัยลบไปมากแล้วในระดับหนึ่ง หุ้นหลายบริษัทราคาต่ำกว่าพื้นฐานค่อนข้างมาก ซึ่งมีโอกาสเห็นดัชนีดีดตัวกลับขึ้นมากกว่าลงต่อ โดยสามารถเข้าทยอยสะสมหุ้นขนาดใหญ่ที่พื้นฐานยังแข็งแกร่งได้ แต่ให้ระมัดระวัง ซึ่งต้องเน้นการถือลงทุนระยะยาวเป็นสำคัญ เพราะช่วงสั้นอาจจะมีความผันผวนได้
ด้าน "ณัฐพล คำถาเครือ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า การที่ดัชนีฯ ปรับลดระดับลงไปทดสอบ 969 จุด น่าจะใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดแล้ว แม้อาจมีความผันผวนลงแรงได้อีกเล็กน้อย แต่เชื่อว่าดัชนีไม่น่าจะปรับลดลงหลุด 900 จุดได้ เนื่องจากมีแรงสนับสนุนจากการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารทั่วโลก รวมถึงของไทยเองด้วย ซึ่งน่าจะประคองดัชนีฯ ได้
"ผมมองว่าคงไม่ลงไปถึงขนาด 400 จุด เหมือนปี 51 โดยพื้นฐานเป็นไปได้ยากมาก เพราะมาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นไทยในปีดังกล่าว ถือเป็นครึ่งหนึ่งของตลาดในปัจจุบัน ประเมินว่ากรณีเลวร้ายที่สุดน่าจะเทียบเท่ากับวิกฤตซับไพรม์ ซึ่งมองว่าระดับประมาณนี้อยู่ใกล้โซนต่ำสุดแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ฟื้นในทันทีแต่ว่าดาวน์ไซด์ค่อนข้างจำกัด
กลยุทธ์ให้เน้น ลงซื้อ - ขึ้นขาย ตราบใดที่ยังไม่เจอวัคซีนหุ้นก็จะเคลื่อนไหวผันผวนต่อเนื่อง แต่หากเจอวัคซีนหุ้นจะเคลื่อนไหวเป็นขาขึ้นอย่างเดียว ให้เลือกหุ้นกลุ่มที่มีความปลอดภัย อาทิ สื่อสาร เพราะมีปันผลดี และมีกระแสเงินสดมั่นคง โดยหากราคาปรับลดลงมามาก ๆ สามารถเข้าสะสมได้
ส่วนอีกกลุ่มเป็นหุ้นกลุ่มแบงก์ แม้จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จนลืมเรื่องการปันผลไป ซึ่ง เม.ย.นี้ หุ้นหลายตัวเตรียมขึ้นเครื่องหมายปันผลแล้ว เลือกกลุ่มที่ให้ยีลด์เกิน 5% ขึ้นไป มองว่าโอกาสที่หุ้นเหล่านี้จะลงแรงๆ ไม่น่าจะเกิดขึ้นแล้ว อีกกลุ่มเป็นค้าปลีกและเกษตรอาหาร ซึ่งเป็นกลุ่มปัจจัย 4 และอาจได้อานิสงส์ในการประกาศเข้าระยะ 3 ของโรคระบาด ทำให้การกักตุนอาหารเครื่องดื่มเกิดขึ้น"
เช่นเดียวกับ "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส แนะนำว่า สามารถเข้าทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอและมีแนวโน้มจ่ายปันผลต่อเนื่อง โดยให้เน้นลงทุนระยะยาว ระมัดระวังการเก็งกำไร เพราะดัชนีฯ มีความผันผวนสูง