ประเด็นร้อน

ลุ้นหุ้นไทยปี 63 แตะ 1,800 จุด กำไรบจ.พลิกบวก

ลุ้นหุ้นไทยปี 63 แตะ 1,800 จุด กำไรบจ.พลิกบวก

10 โบรกประเมินหุ้นไทยปีหนูฟื้น มองดัชนี SET Index ขึ้นแตะ 1,800 จุด กำไรบริษัทจดทะเบียน(บจ.) พลิกบวกสูงสุด 12% เศรษฐกิจโลก-ในประเทศฟื้น สงครามการค้าคลี่คลายดันเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ เปิดช่องเข้าเก็งกำไรตั้งแต่ต้นปี ชูสถิติไตรมาสแรก หุ้นไทยให้ผลตอบแทน 6.2%

*** คาด SET แตะ 1,800 จุด-กำไร บจ.พลิกบวก

"สุกิจ อุดมศิริกุล" กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ คาดกรอบดัชนี SET Index ปี 63 มีโอกาสขึ้นไปทดสอบระดับ 1,800 จุด โดยมองว่าปัจจัยลบเริ่มจำกัด ขณะที่กำไร บจ.มีแนวโน้มฟื้นตัวเติบโต 11% จากปีนี้ที่คาดติดลบ 3%  ซึ่งมีปัจจัยบวกจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว รวมถึงเศรษฐกิจในประเทศที่จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการลงทุนของภาครัฐในอัตราเร่ง

    "ปี 63 ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีความเสี่ยงจำกัด เพราะการลดประมาณการกำไร บจ.ปี 62 สิ้นสุดแล้ว ส่วนปีหน้ามีโอกาสฟื้นตัว คาดโต 11% จากปีนี้หดตัว 3% ซึ่งหุ้นไทยในปีหน้ามีโอกาสปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market) เพราะตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ และ ยุโรป ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่แล้วหลายตลาด ทำให้ผลตอบแทนเริ่มจำกัดส่งผลให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่มีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหากสหรัฐฯ กับจีนสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้ จะส่งผลให้ Fund Flow ไหลเข้าแน่นอน" สุกิจ กล่าว

    ด้าน "กิจพณ ไพรไพศาลกิจ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินดัชนี SET Index ปี 63 ที่ 1,750 จุด คาดว่ากำไร บจ.จะเติบโต 11% จากฐานต่ำในปีนี้ และแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะหนุนกำไรหุ้นขนาดใหญ่ อาทิ พลังงาน และธนาคารพาณิชย์
 
    "แม้หุ้นไทยจะยังไม่ใช่ขาขึ้นแต่มีโอกาสฟื้นตัวทะลุ 1,700 จุดได้ เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก โดยเฉพาะนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก คล้ายกับปี 2555 ขณะที่สงครามการค้าเริ่มมีพัฒนาการเชิงบวก จะผ่อนคลายความกังวลต่อสภาพคล่องของเงินทุน และมีโอกาสจะไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นเกิดใหม่" กิจพณ เสริม

    เช่นเดียวกับ กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน คาด ดัชนี SET Index ปี 63 จะอยู่ที่ 1,734 จุด อิงกำไร บจ.เติบโต 10% โดยจะได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะเดียวตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นตอบรับข่าวการถูกปรับขึ้นอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิตเรทติ้ง) โดย 3 บริษัทจัดอันดับชั้นนำของโลก ได้แก่ "ฟิทช์ เรทติ้ง", "มูดี้ส์ อินเวสเตอร์" และ "สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส" (S&P) ช่วง เม.ย.-ก.ค.63 และจากสถิติในอดีตพบว่า การปรับอันดับเครดิตของไทยปี 46 และปี 47 ดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตัวบวก 14-16% ซึ่งอาจเป็นแรงกระตุ้นเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทย

คาดการณ์กำไรบจ.-ดัชนีหุ้นไทยปี 63

บล.

%EPS ปี 63

ดัชนีปี 63

ไทยพาณิชย์

11

1,800

บล.ยูโอบี

11

1,750

บล.คันทรี่ กรุ๊ป

12

1,750

โนมูระ

10

1,734

บล.ทรีนิตี้

11

1,730

บล.เคทีบี

9

1,725

เมย์แบงก์

9

1,720

บัวหลวง

11

1,686

หยวนต้า

8

1,680

เอเซีย พลัส

4

1,675

 

*** เปิดสถิติ Q1 หุ้นไทยให้ผลตอบแทน 6.2%

"วิวัฒน์ เตชะพูลผล" รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้ คาด ดัชนี SET Index ไตรมาส 1/63 จะฟื้นตัวขึ้นไปถึง 1,720 จุด จากปัจจัยสนับสนุนจากสภาพคล่องทั้งภายในและต่างประเทศ ขณะที่เศรษฐกิจไตรมาสแรกของทุกปีจะได้รับแรงส่งจากการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนหน้า รวมถึงนักลงทุนจะเข้าซื้อหุ้นเพื่อรอการจ่ายปันผล โดยแนะนำทยอยซื้่อช่วงดัชนีย่อตัวและถือเพื่อขายทำกำไรปลายไตรมาส 1/63 โดยจากสถิติตั้งแต่ปี 53-62 พบว่า หุ้นไทยช่วงไตรมาสแรกให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 6.2% หรือเพิ่มขึ้นราว 90 จุด
 
เช่นเดียวกับ "วิจิตร อารยะพิศิษฐ" นักกลยุทธ์การลงทุน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดดัชนีช่วงไตรมาส 1/63 จะกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,650 จุดได้ เนื่องจากมีปัจจัยบวกหลายประการ อาทิ พัฒนาการเชิงบวกของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน, เศรษฐกิจในประเทศที่มีโอกาสเร่งตัวขึ้นจากฐานต่ำ ทั้งด้านการบริโภคผ่านนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ, การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 63 และการลงทุนของเอกชน โดยธีมการลงทุนให้เน้นสะสมหุ้นที่ Valuation ไม่แพง, ปันผลสูง, เข้าสู่ช่วง High Seasons และมีการเติบโตของกำไร

*** หุ้นพลังงาน-ปิโตรฯ-แบงก์ ฟื้น

"สุกิจ อุดมศิริกุล" แนะนำให้เริ่มทยอยเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มวัฏจักร เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี หลังจากมูลค่าหุ้นลดลงมาสะท้อนความเสี่ยงไปพอสมควรแล้ว และคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัว และสงครามการค้าเริ่มคลี่คลาย    

ขณะที่ "กรภัทร วรเชษฐ์" แนะนำ "Overweight" กลุ่มอิงวงจรเศรษฐกิจ เนื่องจากได้ประโยชน์สัญญาณเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ได้แก่ กลุ่มพลังงาน และ ปิโตรเคมี ส่วนกลุ่มธนาคารถือเป็น "Value Play" จากฐานต่ำในปีนี้ หลายบริษัทซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี โดยจะได้รับผลบวกจากการที่เศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุด

ด้านกลุ่มส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จะได้รับผลบวกจากวงจรเทคโนโลยีพ้นจุดต่ำสุด และอานิสงส์จากระบบ 5G นอกจากนี้กลุ่มออกอาหารและเกษตรจะได้รับประโยชน์จากแรงหนุนของความต้องการโลกที่ฟื้นตัวตามประชากรของประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มและสภาพอากาศผันผวน/ภาวะโรคระบาดกดดันกำลังการผลิต ส่วนกลุ่มสื่อสารจะได้ประโยชน์จาก 5G 

ส่วนมงคล "พ่วงเภตรา" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า หุ้นกลุ่ม พลังงาน และ ปิโตรเคมี มีโอกาสฟื้นตัวจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น โดยหลายบริษัทมี Valuation ที่น่าสนใจ จากการปรับตัวลดลงของราคาหุ้นและผลประกอบการในปีนี้ ซึ่งมองว่าเป็นจุดต่ำสุดแล้ว 

*** 2 กูรูแนะกระจายพอร์ตไปหุ้นต่างประเทศ

"ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ" รองกรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง มองว่าปีหน้าตลาดหุ้นไทยจะยังคงเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ แต่ควรกระจายเงินลงทุนไปสู่ตลาดหุ้นต่างประเทศด้วย เนื่องจากจะได้รับอานิสงส์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เน้นลำดับความสำคัญที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ, เอเชีย และ อาเซียน นอกจากนี้ควรกระจายพอร์ตการลงทุนไปที่สินทรัพย์อื่น ๆ ด้วย เช่น กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพราะให้ผลตอบเทนดีในยุคดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเฉลี่ย 3 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนระดับ 3.3% ต่อปี
 
ส่วนทองคำก็น่าสนใจ เนื่องจากราคายังอยู่ในขาขึ้น เพราะธนาคารทั่วโลกมีการซื้อต่อเนื่อง และมองว่าเงินดอลลาร์จะยังไม่แข็งค่า เนื่องจากอยู่ในภาวะดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่ตราสารหนี้ภาคเอกชน แม้ผลตอบแทนไม่สูงมาก แต่มีความปลอดภัยในการลงทุน รวมถึงการลงทุนในกองทุนน้ำมัน เพราะปีนี้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง แต่เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว ทำให้ดีมานด์ปรับตัวขึ้น และจะผลักดันราคาน้ำมันให้เพิ่มขึ้นด้วยในปี 63

    ด้าน "กวี ชูกิจเกษม" รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย เพิ่มเติมว่า "ตลาดหุ้นต่างประเทศน่าสนใจกว่าตลาดหุ้นไทย เพราะประเทศไทยเข้าสู่สงคมผู้สูงอายุ ทำให้การเติบโตในอนาคตจะไม่โดดเด่นเช่นในอดีต  ขณะที่การกระตุ้นกำลังซื้อของภาคครัวเรือนจากนโยบายภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้คนไทยนำเงินในอนาคตมาใช้เป็นจำนวนมาก สุดท้ายจะสะท้อนออกมาเป็นหนี้สินครัวเรือนในระดับสูงและกดดันต่อสภาพคล่องของตลาด รวมถึงเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่า ทำให้บริษัทคู่ค้าต่างประเทศของกลุ่ม บจ.ที่ส่งออกอาจชะลอการส่งมอบสินค้าออกไปก่อน

ทั้งนี้ประเมินดัชนี SET Index ปี 63 จะแกว่งตัวในกรอบจำกัดที่ 1,450-1,700 จุด โดยยังมีปัจจัยกดดันมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่กำไร บจ.มีโอกาสติดลบต่อเนื่อง เพราะยังไม่เห็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน"

*** ส่อง 5 หุ้นเด่นปี 63

สำหรับหุ้นเด่นในปี 63 ได้คัดเลือกจากหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำเหมือนกันมากที่สุด 5 บริษัทแรก ประกอบด้วย

หุ้นเด่นปี 63

ชื่อย่อหุ้น

ราคา (.) 20 ..62

ราคาเหมาะสม (.)*

%อัพไซด์

BBL

158

208

32

CPALL

75

96

28

PTTEP

125

149

19

PTT

44.5

51

15

AOT

75.25

83

10

* ราคาเหมาะสมจาก IAA Consensus ณ 20 ธ.ค.62







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด