ประเด็นร้อน

อวสาน 10 หุ้น Growth Stock รายย่อยติดดอยเกือบแสนราย

อวสาน 10 หุ้น Growth Stock รายย่อยติดดอยเกือบแสนราย

    "Growth Stock" หรือ "หุ้นเติบโตเร็ว" มักจะได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุน จุดเด่นคือเป็นบริษัทที่มียอดขายและกำไรเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวม ยิ่งโตเร็วกว่าเท่าไรก็ยิ่งดึงดูดนักลงทุน จนมีการไล่ซื้อหุ้นดันอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น(P/E)ขึ้นไปสูงลิ่ว โดยไม่สนใจความสมเหตุสมผลด้านมูลค่า 
    "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" นักลงทุนหุ้นคุณค่า (VI) กล่าวไว้ว่า ในระยะยาวการลงทุนในหุ้น Growth Stock เป็นกลยุทธ์ที่ “แย่ที่สุด” เพราะนักลงทุนจะมองโลกในแง่ดีกับหุ้นมากเกินไป สามารถเข้าลงทุนหุ้นที่มีค่า P/E ระดับ 50-100 เท่า มีอัตราการจ่ายเงินปันผลไม่เกิน 1-2%
    "จากการศึกษาพบว่าหุ้นที่โตเร็วในปีนี้มักจะโตช้าลงในปีหน้า ซึ่งถ้าซื้อหุ้นโตเร็วปีนี้ในราคาแพงมาก มักจะขาดทุนเมื่อถือไปจนถึงปีหน้า  ที่สำคัญเมื่อหุ้น Growth Stock ตัวแรกตกลงมาแรง  นักลงทุนก็เริ่มขาดความมั่นใจและเทขายหุ้นแบบนี้ตัวที่สองและสามหรือตัวต่อๆไปที่มีคุณสมบัติและเส้นทางของหุ้นคล้ายกัน"

    ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" พบว่า ปัจจุบันมีหุ้นที่ราคาเพิ่มขึ้นร้อนแรงช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจำนวนมาก ถูกแรงเทขายจนราคาร่วงระนาว จนอาจพูดได้ว่าเป็น "อวสานหุ้น Growth Stock"

*** เผยโฉมอดีต 10 หุ้น Growth Stock 
    จากการคัดเลือกหุ้นที่ถูกจัดให้เป็น Growth Stock ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเน้นบริษัทที่มีผลประกอบการเติบโตสูง และราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นจนทำสถิติใหม่ พบว่ามี 10 บริษัทที่โดดเด่นดังนี้

10 หุ้น Growth Stock

ชื่อย่อหุ้น

กำไรโตเฉลี่ยปี 58-60

(%)

ราคาสูงสุดใหม่

(าท)

% เปลี่ยนแปลง*

P/E สิ้นปี 60

(เท่า)

RS

N/A**

35.75

358.33

167.93

EA

35.16

71.25

139.50

52.19

WORK

354.21

105.00

138.64

43.29

DDD

189.05

121.00

128.30

90.24

BEAUTY

61.34

23.70

102.56

62.53

SAWAD

46.46

69.16

67.66

27.83

CBG

24.18

108.5

42.30

61.27

AU

43.83

15.40

25.20

83.82

FSMART

53.94

21.50

11.40

25.43

TKN

58.22

29.50

5.36

41.16

* เปอร์เซ็นต์เปลี่ยนแปลงคำนวณจากราคาหุ้นต้นปี 60 จนถึงจุดสูงสุดใหม่

** RS พลิกกำไรปี 60 ที่ 332.86 ล้านบาท จากขาดทุน 102.15 ล้านบาทในปี 59

    ทั้งนี้พบว่าหุ้นส่วนใหญ่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง (ปี 58-60) สูงสุดคือ บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) ที่เฉลี่ย 3 ปีโตถึงปีละ 354.21% ตามด้วย บมจ.ดู เดย์ ดรีม (DDD)ที่โตเฉลี่ยปีละ 189.05%
    โดยมีถึง 5 บริษัทที่ราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับสุขภาพและเครื่องสำอาง ทั้ง บมจ.อาร์เอส (RS), บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) และ หุ้นน้องใหม่ DDD
 
    ส่วน บมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN), บมจ.อาฟเตอร์ ยู (AU) และ บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART)ราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่กลางปี 59 โดยมาทำจุดสูงสุดใหม่ช่วงต้นปี 60 ซึ่งหากนับราคาหุ้นจากต้นปี 59 ถึงจุดนิวไฮ จะพบว่า ราคาหุ้นปรับขึ้นสูงสุดถึง 245.03%, 80.12% และ 39.61% ตามลำดับ
    อย่างไรก็ตามหุ้นส่วนใหญ่ซื้อขายกันที่ระดับ P/E สูงลิ่ว โดย ณ สิ้นปี 60 มีถึง 8 บริษัทที่ P/E มากกว่า 40 เท่า โดยเฉพาะ RS พุ่งไปถึง 167.93 เท่า

*** ข่าวร้าย-ตลาดขาลง กดราคาสูงสุดลงสู่สามัญ
    
ทั้งนี้ หลังจากที่ราคาหุ้นข้างต้นขึ้นไปทำสถิติใหม่ กลับไม่สามารถยืนระยะได้ มีแรงเทขายกดราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง

10 หุ้น Growth Stock ขาลง

ชื่อย่อหุ้น

% เปลี่ยนแปลง

ราคาสูงสุด-ราคาล่าสุด

มาร์เก็ตแคปลด YTD

(ล้านบาท)

ผู้ถือหุ้นรายย่อย

(ราย)

BEAUTY

-67.51

39,319.60

19,803

DDD

-60.33

12,707.39

2,497

WORK

-58.81

17,877.59

8,264

FSMART

-57.91

6,840.00

7,982

CBG

-56.68

33,750.00

10,110

EA

-50.88

65,275.00

17,373

RS

-50.77

10,252.96

4,243

TKN

-49.49

8,280.00

10,330

SAWAD

-49.39

30,778.82

8,621

AU

-41.23

2,569.21

5,333

   "มงคล พ่วงเภตรา" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า หุ้น Growth Stock มักจะอ่อนไหวต่อปัจจัยลบ ซึ่งหลายบริษัทข้างต้นมีข่าวที่จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น เช่น โครงการลงทุนใหม่อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ, มีกลุ่มสถาบันทิ้งหุ้น, กำไรจะลดลง และข่าวลือต่างๆ ประกอบกับภาวะตลาดโดยรวมเข้าสู่ภาวะขาลง ทำให้นักลงทุนเริ่มขายล็อคกำไรเพื่อตัดความเสี่ยง
    อย่างไรก็ตาม มองว่าประเด็นผลประกอบการจะส่งผลต่อหุ้นกลุ่มนี้มากที่สุด เพราะหากกำไรลดลงหรือพลิกขาดทุน นักลงทุนมักจะถือว่าจบรอบการเป็นหุ้น Growth Stock ของบริษัทนั้นๆ  โดยราคาหุ้นจะวิ่งชี้นำข้อเท็จจริงไปก่อนอย่างน้อย 1 ไตรมาส

*** มาร์เก็ตแคปวูบรวม 2.28 แสนลบ.-รายย่อยติดดอยกว่า 9.45 หมื่นราย
    จากราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงอย่างหนัก ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของ 10 บริษัทข้างต้นหายไปถึง 2.28 แสนล้านบาท จากต้นปี (Year to date) โดย EA วูบมากสุดถึง 6.53 หมื่นล้านบาท ขณะที่ บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (CBG), บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) และ BEAUTY มาร์เก็ตแคปลดลงมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท 
    ขณะเดียวกันมีนักลงทุนรายย่อยติดหุ้นอยู่รวมถึง 94,556 ราย โดยถือ BEAUTY มากสุดถึง 19,803 ราย รองลงมาคือ EA ที่ 17,373 ราย และ TKN ที่ 10,110 ราย

*** หุ้นเครื่องสำอางสิ้นเสน่ห์กอดคอร่วง
     กลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเครื่องสำอางที่ราคาวิ่งขึ้นมาตามกันอย่าง BEAUTY, RS และ DDD กลับโดนผลกระทบพร้อมกันทั่วหน้าหลังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้มงวดปราบปรามเครื่องสำอางและอาหารเสริมเถื่อน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค จนมีคาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบต่อยอดขายและกำไรในไตรมาส 2 นี้
    โดย BEAUTY อาการหนักที่สุด เพราะถูกเทขายจนราคาล่าสุดเหลือเพียง 7.70 บาท ลดลงถึง 67.51% จากจุดสูงสุดที่ 23.70 บาท เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
    ขณะที่บรรดานักวิเคราะห์ พากันปรับลดราคาเหมาะสมอุตลุด เหลือเพียง 7- 15.5 บาท จากก่อนหน้าที่เคยให้ราคาเป้าหมายไว้ถึง 20.50-25 บาท เพราะแนวโน้มการเติบโตชะลอลงอย่างชัดเจน และอนาคตจะถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูง 
    "สุนทร ทองทิพย์" นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ระบุว่า BEAUTY ไม่ใช่หุ้น Growth Stock ในฝันอีกต่อไป โดยคาดว่ากำไรไตรมาส 2/61 จะอยู่ที่ 250 ล้านบาท ลดลง 11%QoQ และ 8%YoY พร้อมทั้งปรับลดประมาณการกำไรปี 61 ลง 20% เหลือ 1,195 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 3% พร้อมทั้งลดคำแนะนำจาก "ซื้อ" เป็น "ขาย" ปรับราคาเหมาะสมเหลือ 8 บาท จากเดิม 21 บาท
    ส่วน DDD จากระดับราคาหุ้นสูงสุดที่ 121 บาทเมื่อต้นปี ล่าสุดเหลือเพียง 48 บาท หลุดต่ำกว่าราคาไอพีโอที่ 53 บาทไปแล้ว โดยผลประกอบการที่เติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ส่งผลอย่างรุนแรงต่อราคาหุ้น จากที่ในปี 57 - 59 กำไรโตเฉลี่ยถึง 248.8% ต่อปี แต่ปี 60 กลับเติบโตได้เพียง 7% 
    "อำนาจ โงสว่าง" นักวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ”เป็น “ถือ” พร้อมปรับลดราคาเหมาะสมเหลือ 50 บาท จากเดิม 55 บาท ซึ่งมองว่าผลประกอบการจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะไตรมาส 2/61 โดยได้ปรับลดประมาณการกำไรลง 23.5% เหลือ 75 ล้านบาท ลดลง 49%YoY และ 33%QoQ 
    ด้าน RS ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ราคาหุ้นล่าสุดเหลือ 17.60 บาท ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 35.75 บาท ถึง 50.77% 
    "พรสุข อมรวดีกุล" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ปรับลดราคาเหมาะสมเหลือ 23 บาท จากเดิม 32 บาท สอดคล้องกับการปรับลดประมาณกำไรปี 61 ลง 23% สะท้อนกำไรไตรมาส 2/61 มีแนวโน้มจะต่ำกว่าที่คาด 

*** WORK-CBG-AU โดนแห่ปรับลดกำไร-ราคาเหมาะสม
    WORK ราคาร่วงจากราคาสูงสุด 105 บาท ลงมาเหลือเพียง 43.25 บาท ลดลงถึง 58.81% หลังเรทติ้งเริ่มตก รายได้โฆษณาชะลอตัว ถูกนักวิเคราะห์พร้อมใจหั่นประมาณการกำไรและราคาเหมาะสมลง 
    "นันทิกา เวียงเพิ่ม" นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ปรับลดราคาเหมาะสม WORK เหลือ 46 บาท จากเดิม 60 บาท พร้อมปรับลดคาดการณ์กำไรปีนี้ลง 10% เนื่องจากแนวโน้มธุรกิจยังไม่สดใสนัก การปรับขึ้นค่าโฆษณา และ Utilisation rate มีแนวโน้มต่ำกว่าประมาณการ และลดคำแนะนำจาก "ซื้อ" เป็น "ถือ" 
    ส่วน "พรสุข อมรวดีกุล" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ปรับลดประมาณกำไรปีนี้ลง 24% เป็น 824 ล้านบาท ลดลง 10% จากฐานสูงในปีก่อน เพราะได้อานิสงส์จากเรทติ้งรายการ The Mask Singer 1-2 ที่ทำไว้สูงมาก แต่ปีนี้ถูกละคร บุพเพสันนิวาศ ของช่อง 3 แย่งเรทติ้งไป ขณะที่แนวโน้มธุรกิจยังคงมีการแข่งขันสูง ปรับลดราคาเหมาะสมเหลือ 48 บาท จากเดิม 78 บาท แนะนำ "ถือ"

    ส่วนบทวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ปรับลดและ บล.เคจีไอ ก็ปรับลดประมาณการเช่นเดียวกัน ราคาเหมาะสมเหลือเพียง 50 บาท จาก 82 บาท และ 49.50 บาท จาก 67.50 บาท ตามลำดับโดยทั้ง 2 ค่ายแนะนำเพียง "ถือ"
    ด้าน CBG ที่เคยร้อนแรง ราคาหุ้นก็ปรับตัวลงถึง 56.68% โดยถูกนักวิเคราะห์สั่ง "ขาย" เพราะยอดขายเริ่มชะลอตัว แต่กลับมีต้นทุนการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลในประเทศอังกฤษ กดดันมาร์จิ้นให้ลดลง สะท้อนจากกำไรที่ลดลงตั้งแต่ไตรมาส 1/61
    บทวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี และ บล.ทิสโก้ แนะนำ "ขาย" ราคาเหมาะสม 51 บาท และ 52 บาท ตามลำดับ ขณะที่ บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) อยู่ระหว่างปรับลดประมาณการกำไร เพราะกำไรไตรมาส 1/61 คิดเป็นเพียงแค่ 14% ของทั้งปี 

    ด้าน AU ที่ใช้เวลาเพียง 1 ปีหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 15.40 บาท แต่หลังจากนั้นกลับกลายเป็นขาลงต่อเนื่อง เพราะถูกมองว่าแนวโน้มการเติบโตแรงเริ่มจำกัด
    โดย "นวลพรรณ น้อยรัชชุกร" นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ราคาหุ้นก่อนหน้านี้ได้สะท้อนพื้นฐานระยะยาวไปหมดแล้ว ขณะที่จากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (Same Store Sales Growth) กลับลดลงต่อเนื่องจากปี 57-59 ที่เติบโต 26.7%, 9.2% และ 7.7% เป็นพลิกติบลบ 3% เมื่อปี 60 ขณะที่ไตรมาส 1/61 เติบโตเพียง 1.5% ซึ่งมองว่าการเติบโตของกำไรต่อจากนี้จะไม่ทันกับ P/E ที่อยู่ระดับสูงมากกว่า 50 เท่า ประเมินราคาเหมาะสม 11 บาท แนะนำ เปลี่ยนตัวเล่น 

***ค่าธรรมเนียมฟรี ฉุดราคาหุ้น FSMART
    FSMART ปรับตัวลดลงจากราคาสูงสุดที่ 21.50 บาท เหลือเพียง 9.05 บาท ลงไปถึง 57.91% เพราะถูกมองว่าธุรกิจตู้เติมเงินจะไม่เติบโตโดดเด่นอีกต่อไป หลังธนาคารพาณิชย์ พร้อมใจประกาศฟรีค่าธรรมเนียม 
    "ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์" นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า แนวโน้มธุรกิจระยะยาวจะได้รับผลกระทบจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกบริการของตู้เติมเงิน ขณะที่ธุรกิจ Prepaid เริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งจะเริ่มสะท้อนไปที่ผลประกอบการในระยะถัดไป โดยอยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการ เบื้องต้นลดคำแนะนำจาก "ซื้อ" เป็น "Swich" ราคาเหมาะสม 11.40 บาท 

*** กังขาธุรกิจใหม่ กด EA ทรุด
    EA หุ้นพลังงานทดแทนที่กำไรนิวไฮทุกปี ผลักดันราคาหุ้นเป็นขาขึ้นมาตลอดหลายปีหลัง จนดีดขึ้นไปสร้างสถิติใหม่เมื่อต้นปีที่ 71.25 บาท หลังประกาศแผนเข้าลงทุนธุรกิจใหม่  แบตเตอร์รี่ และ รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถือปัจจัยบวกใหม่ที่มีนัยสำคัญ จนโบรกเกอร์ให้ราคาเหมาะสมสูงถึง 110 บาท 
    แต่ข่าวดีกลับอยู่ได้ไม่นาน เพราะหลังประกาศงบปี 60 กลับถูกนักวิเคราะห์ปรับลดประมาณการ หลังกำไรต่ำกว่าคาด จากค่าใช้จ่ายธุรกิจไบโอดีเซลที่สูงขึ้น และมีความเสี่ยงรับผลขาดทุนเพิ่มจากการถือหุ้น Amita ขณะที่ธุรกิจใหม่ก็ยังมีความเสี่ยงหลายด้าน และราคาหุ้นเกินมูลค่าธุรกิจโรงไฟฟ้าไปมากแล้ว เริ่มมีการแนะนำ "ขาย" ให้ราคาเหมาะสมต่ำสุดเพียง 27 บาท ซ้ำยังถูก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง เทขายทำกำไรเกลี้ยงพอร์ต ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาต่อนักลงทุนรายอื่นพากันถล่มขายตามกัน
    ขณะที่ช่วงต้นเดือนนี้ราคาหุ้นยังลงไปทดสอบจุดต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปีที่ 27.50 บาท  หากคิดจากจุดสูงสุดเท่ากับว่าราคาลดลงถึง 61.40%

*** TKN-SAWAD งบ Q1/61 เป๋ ฉุดความเชื่อมั่น
    TKN เป็นหุ้น Growth Stock ที่ราคาร่วง หลังงบไตรมาส 1/61 ปรับตัวลดลงทั้ง QoQ และ YoY จนถูกนักวิเคราะห์รุมหั่นราคาเหมาะสม หลังจากนั้นราคาก็ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาลงไปต่ำสุดรอบกว่า 2 ปีที่ 13.20 บาท โดยราคาล่าสุดอยู่ที่ 14.90 บาท ลดลงจากราคาสูงสุด 49.49%
    ส่วน SAWAD ประกาศกำไรไตรมาส 1/61 ลดลงถึง 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากหนี้เสียเพิ่มขึ้น รายได้ปรับตัวลดลง ถูกนักวิเคราะห์พร้อมใจปรับลดประมาณการ ราคาเหมาะสม และคำแนะนำการลงทุน ฉุดราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากจุดสูงสุดที่ 69.16 บาท เมื่อปลายปีก่อน ล่าสุดเหลือเพียง 35 บาท ลดลงถึง 49.39% ทั้งปี 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด