ประเด็นร้อน

โบรกฯหืดจับ วอลุ่มหาย-กำไรหด "ภัทร"ครองแชมป์มาร์เก็ตแชร์

โบรกฯหืดจับ วอลุ่มหาย-กำไรหด

        อุตสาหกรรมบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) มีการเปลี่ยนอันดับส่วนแบ่งการตลาด (Market share) อีกครั้ง ข้อมูล Year to date กลับเป็น บล.ภัทร ขึ้นที่ 1 เบียดแชมป์ปีก่อน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ตกไปอยู่อันดับ 4 โดย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ขึ้นมาอยู่อันดับ 2 และ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) อดีตแชมป์หลายสมัย ตกลงไปอยู่ในอันดับ 3 

 

มาร์เก็ตแชร์โบรกเกอร์ 10 อันดับแรก

บล.

% มาร์เก็ตแชร์ YTD

บล.

% มาร์เก็ตแชร์ ปี 61

ภัทร

6.55

ดีบีเอสฯ

6.81

ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี

6.21

เมย์แบงก์ฯ

6.06

เมย์แบงก์ฯ

6.09

เอเชีย เวลท์

5.75

ดีบีเอสฯ

5.95

ซีแอลเอสเอ

5.37

เครดิต สวิส

4.89

ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี

5.26

บัวหลวง

4.41

ภัทร

4.65

หยวนต้า

4.38

บัวหลวง

4.6

ซีแอลเอสเอ

4.3

เครดิต สวิส

4.41

ยูบีเอส

3.9

ฟินันเซียฯ

3.91

ฟินันเซียฯ

3.73

หยวนต้า

3.84

 

*** ต่างชาติเข้า-ดีลบิ๊กล็อต ดัน บล.ภัทร ขึ้นเบอร์ 1
    "พัชนี ลิ่มอภิชาต" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บล.ภัทร  ระบุว่า สาเหตุที่อันดับมาร์เก็ตแชร์ของบริษัทขึ้นมาเป็นอันดับ 1 มาจากปริมาณการซื้อขายช่วงต้นปีดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทุกกลุ่ม โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติ รวมถึงมีดีลบิ๊กล็อตของลูกค้าหลายรายการ
    "ต้นปีกลุ่มนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง ซึ่งเป็นฐานลูกค้าส่วนใหญ่เรา รวมถึงกลุ่มลูกค้าสถาบันในประเทศและนักลงทุนรายใหญ่ก็มีการซื้อขายเพิ่มขึ้น เรียกได้ว่าดีขึ้นทุกกลุ่ม เพราะช่วงต้นปีตลาดหุ้นเคลื่อนไหวเชิงบวกรับความชัดเจนเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีดีลบิ๊กล็อตของลูกค้าอีกหลายรายการ ทำให้ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ" พัชนี กล่าว
    ฟาก "ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ยอมรับว่า ช่วงต้นปีกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทจากประเทศสิงคโปร์ มีวอลุ่มเทรดลดลง เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาวตรุษจีน ขณะที่กลุ่มลูกค้ากลุ่มอื่นมีลักษณะการลงทุนระยะยาวมากขึ้น คือซื้อแล้วถือยาว ทำให้ความถี่ในการเทรดลดลง 

*** แจงตัวเลขมาร์เก็ตแชร์ไม่สะท้อนธุรกิจเสมอไป
    "ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ" กล่าวต่อไปว่า ตัวเลขมาร์เก็ตแชร์ในปัจจุบันไม่ได้สะท้อนธุรกิจเสมอไป เพราะธุรกิจโบรเกอร์ปัจจุบันมีสัดส่วนธุรกิจหลากหลายและต่างกัน เช่น บางแห่งเน้นนักลงทุนรายย่อย บางแห่งเน้นนักลงทุนสถาบันหรือต่างชาติ บางแห่งเน้นผลิตภัณฑ์การลงทุนทางเลือกอื่นอย่าง บล็อคเทรด หรือ DW รวมไปถึงบางแห่งเน้นลูกค้ากลุ่มเวลท์ ควรดูที่ผลประกอบการมากกว่า
    เช่นเดียวกับ "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ ก็มองไปในทิศทางเดียวกัน โดยให้ความเห็นว่า อุตสาหกรรมโบรกเกอร์ปัจจุบันแยกออกเป็นหลายแขนง แต่ละบริษัทมีแนวทางและจุดขายของตัวเอง ไม่เหมือนในอดีตที่เน้นการซื้อขายหุ้นเป็นหลัก 
    "ตัวเลขมาร์เก็ตแชร์ปัจจุบันไม่ได้สะท้อนอะไรมาก ของเราเองเลิกสนใจหรือตั้งเป้าตัวเลขนี้มานานแล้ว เน้นการบริการลูกค้าให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุดจากตลาดทุน มากกว่าเน้นดันวอลุ่มเพื่อชิงเป้าหมายมาร์เก็ตแชร์ นั่นเท่ากับต้องลงไปเล่นกับสงครามราคาค่าคอมมิชชั่นเพื่อดึงดูดให้นักลงทุนมาเทรด ซึ่งไม่ใช่นโยบายของบริษัท" ไพบูลย์ เสริม
    
*** ห่วงวอลุ่มหาย-แข่งค่าคอมฯ ฉุดผลกำไรโบรกฯ
    "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" เปิดเผยต่อไปว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยลดลงต่อเนื่อง จากครึ่งแรกปี 61 ที่เฉลี่ย 6.4 หมื่นล้านบาท/วัน ครึ่งหลังปี 61 เหลือเพียง 4.8 หมื่นล้านบาท/วัน ขณะที่ปีนี้เหลือเฉลี่ยเพียง 4.6 หมื่นล้านบาท/วัน  จะทำให้ผลการดำเนินงานของโบรกเกอร์ปรับตัวลดลง รวมไปถึงอีกประเด็นที่น่าห่วงคือการแข่งขันด้านราคาค่าคอมฯ ล่าสุดเหลือเฉลี่ยเพียง 0.11% จาก 2-3 ปีก่อนที่อยู่ระดับ 0.15% ซึ่งเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องตามการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น 
    "ค่าคอมฯ ที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้หลายบริษัทกำไรเริ่มลดลง บางบริษัทถึงกับพลิกขาดทุน เหมือนกับว่าแข่งขันค่าคอมเพื่อให้มีลูกค้ามาเทรดมากขึ้น แต่สุดท้ายบริษัทได้แค่ตัวเลขมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้น แต่กำไรลดลง ถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย และไม่เป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมในระยะยาว" 
    ทั้งนี้ "ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ" ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีได้มีการพูดคุยกันในสมาคมเกี่ยวกับค่าคอมฯ ว่าไม่ควรลดลงไปต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปัจจุบัน เนื่องจากหากต่ำกว่านี้จะกระทบต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยและจะรักษาระดับค่าคอมฯ ไม่ให้ต่ำเกินไป

*** พบ FSS พลิกขาดทุน-MBKET กำไรลดฮวบ
    ทั้งนี้เมื่อสำรวจงบการเงินปี 61 บล.ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์พบว่า บล.ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) พลิกขาดทุน 23.8 ล้านบาท ขณะที่ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (MBKET) กำไรลดลงเนื่อง เหลือเพียง 391.29 ล้านบาท จากปี 60 ที่ทำได้ 638.63 ล้านบาท ปี 59 ทำได้ 974.49 ล้านบาท และปี 59 ทำได้ 1,019.23 ล้านบาท
    ส่วน บล.อื่น ๆ ยังไม่ประกาศงบปี 61 แต่จากตัวเลขผลประกอบการ 9 เดือนปี 61 พบว่า ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรม 10 บริษัท กำไรสุทธิลดลงถึง 22.74% จากช่วงเดียวกันของปี 60 
    "ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ" เผยว่า สาเหตุที่กำไรของ บล.ลดลง นอกจากวอลุ่มที่ลดลง ยังเกิดจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ เพื่อรองรับยุคดิจิทัล ซึ่งมีต้นทุนค่อนข้างสูง คาดว่าจะส่งผลกระทบต่องบการเงินปี 61-62 
    "อดิสรณ์ มุ่งพาลชล" นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) มอง หุ้นกลุ่มยังเป็นขาลง เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นจากการแข่งขันค่าคอมฯ ที่รุนแรง รวมถึงวอลุ่มการซื้อขายเบาบาง จะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ให้จับตากลุ่มโบรกเกอร์ที่มีพอร์ตการซื้อขายหลักทรัพย์ (Prop. Trade) อาจจะมีผลขาดทุนจากภาวะตลาดที่ผันผวน โดยยังไม่มีคำแนะนำ "Not rate" สำหรับหุ้นกลุ่มนี้

*** เริ่มตัดต้นทุน-หาช่องทางรายได้ใหม่
    ขณะที่เริ่มเห็นการขยับของโบรกเกอร์เพื่อการอยู่รอด เช่น บล.เออีซี (AEC) ขายสาขาพร้อมโอนมาร์เก็ตติ้งทั้งหมดให้กับ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (UOBKH) และ บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี รวมจำนวน 9 สาขา มูลค่าราว 244 ล้านบาทเพื่อตัดภาระต้นทุน
    ฟาก "ธนพิศาล คูหาเปรมกิจ" ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บล.โกลเบล็ก เผยหลังปฏิเสธข่าวลือถูกเทคโอเวอร์โดย บล.หยวนต้า ว่า  ธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ปัจจุบันการแข่งขันค่าคอมฯ สูงมาก นักลงทุนรายย่อยก็ซื้อขายลดลง ส่งผลให้ธุรกิจค่อนข้างชะลอตัว ซึ่งเริ่มมองหาช่องทางอื่นเสริมรายได้และกระจายความเสี่ยง
    "เราปรับตัวเยอะ ได้เริ่มไปสู่ธุรกิจอื่นนอกเหนือจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น การเป็นที่ปรึกษาออกหุ้นกู้ในตลาดแรก และการเป็นตัวแทนขายหน่วยลงทุนให้กับกองทุน แต่ไม่ใช่การขายธุรกิจแน่นอน เต็มที่ก็อาจจะมีพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุน" ธนพิศาล กล่าว







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด