ประเด็นร้อน

ยุคเสื่อม"รีเสิร์ช" ไร้ความแม่นยำ-ซุกประโยชน์แอบแฝง!

ยุคเสื่อม

    ปัญหาเรื่องความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของบทวิเคราะห์หุ้น(รีเสิร์ช)กำลังมีนัยสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะในระยะหลังนักลงทุนเริ่มไม่ไว้ใจและลดทอนความสำคัญลงไป สะท้อนจากจำนวนนักลงทุนที่ตัดสินใจเลือกใช้บริการโบรกเกอร์ออนไลน์ที่มีค่าคอมมิชชั่นต่ำ-ไร้บทวิเคราะห์ มากขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่โบรกเกอร์พรีเมี่ยมที่อัดแน่นด้วยบทวิเคราะห์กลับได้รับความสนใจน้อยลง

*** นักวิเคราะห์ขาดแคลนฉุดมาตรฐาน
    "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนและประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ระบุว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากจำนวนนักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมมีน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปัจจุบัน โดยเหลืออยู่เพียง 280 ราย แต่มี บจ.ทั้งสิ้นถึง 757 บริษัท และมีหลักทรัพย์อื่นๆ ที่ซื้อขายในตลาดหุ้นไทย รวมถึง 2,478 หลักทรัพย์ ต่างจาก 10 ปีก่อน (2551) ที่มีนักวิเคราะห์ 340 ราย มี บจ. 546 บริษัท และหลักทรัพย์อื่น ๆ ที่ซื้อขายเพียง 629 หลักทรัพย์ 
    "นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมลดลงต่อเนื่อง แต่หลักทรัพย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ทำให้เกิดภาวะ Overload ส่งผลต่ออัตราการครอบคลุม และทำให้มาตรฐานลดลง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข" ไพบูลย์ กล่าว
    เช่นเดียวกับ "ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ" นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย มองว่า การที่จำนวนนักวิเคราะห์เติบโตช้ากว่าตลาดฯ ทำให้เกิดข้อจำกัดทางศักยภาพ เพราะนักวิเคราะห์หนึ่งรายต้องดูหลายบริษัทมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถเจาะลึกถึงข้อมูลได้อย่างละเอียดเหมือนสมัยก่อน ซึ่งมีผลต่อความแม่นยำ นักลงทุนจึงเริ่มให้ความสำคัญกับนักวิเคราะห์และบทวิเคราะห์ลดลง โดยหันไปใช้เทคโนโลยีในการคัดเลือกหุ้นมากขึ้น

*** เซียนหุ้นชี้อัตราคลาดเคลื่อนสูงลิบ
    "อนุรักษ์ บุญแสวง" หรือ "โจ ลูกอีสาน" นักลงทุนชื่อดังและอดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) ระบุว่า ปัจจุบันบทวิเคราะห์หุ้นมีอัตราความคลาดเคลื่อนสูง โดยเฉพาะการประเมินกำไรและราคาเหมาะสม ซึ่งโดยส่วนตัวจะเลือกวิเคราะห์และประเมินมูลค่าหุ้นด้วยตนเองมากกว่า 
    ขณะที่แหล่งข่าวนักลงทุนรายใหญ่เสริมว่า ราคาเป้าหมายของบทวิเคราะห์เป็นข้อมูลที่ "ไม่ควรให้ความสนใจ" มากที่สุด เพราะมีความน่าเชื่อถือต่ำมาก และมักมีการปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง ที่สำคัญราคาเป้าหมายของแต่ละโบรกเกอร์มีช่วงความแตกต่างกันค่อนข้างมาก
    ส่วน "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" นักลงทุน VI รุ่นใหญ่ ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของบทวิเคราะห์ว่า 1.บทวิเคราะห์มักมีเป้าหมายหลักคือกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายหุ้นบ่อยๆ เพราะรายได้หลักของโบรเกอร์คือค่าคอมมิชชั่น 2.มองพื้นฐานในระยะสั้นเกินไป เมื่อมีปัจจัยใดมากระทบจะต้องปรับเปลี่ยนประมาณการณ์บ่อยครั้ง ซึ่งมีผลต่อความน่าเชื่อถือ 3.มักจะประเมินในแง่ดีเกินไปและมักมองข้ามประเด็นที่อาจจะเป็นความเสี่ยงในระยะยาว 
    4.นักวิเคราะห์มักจะเชื่อผู้บริหารด้วยความเต็มใจและไม่มีคำถามที่อาจจะทำให้ผู้บริหารรู้สึกอึดอัดใจ ซึ่งเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างกันในแง่ผลประโยชน์ 5.มักออกบทวิเคราะห์แต่หุ้นที่อยู่ในกระแส ต้องมีความเห็นหรือมีคำแนะนำว่าจะซื้อหรือขายหุ้นทุกตัวและทุกช่วงเวลาในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงหรือมีคนเล่นกันมากทั้งๆที่ในความเป็นจริงมักจะมีหุ้นบางตัวที่ “คาดการณ์ไม่ได้” หรือประเมินราคายากมาก แต่ก็ต้องทำ ซึ่งนั่นนำมาซึ่งความผิดพลาดที่ค่อนข้างสูง

*** พบ 12 บจ.ถูกปรับเป้ากำไรสุดโต่ง
    ทั้งนี้ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลหุ้นทั้งหมดที่อยู่ใน (IAA Consensus) กว่า 200 บริษัท พบว่ามีมากกว่าครึ่งที่ถูกปรับประมาณการกำไรหลายรอบและแต่ละรอบตัวเลขค่อนข้างแตกต่างกัน ช่วงความต่างเฉลี่ย 5-10% แต่มี 12 บริษัทที่มีช่วงต่างการปรับเป้ากำไรมากกว่า 20% ทั้งเชิงลบและบวก ดังนี้

หุ้นที่ถูกปรับเป้ากำไรสุดโต่ง

ชื่อย่อหุ้น

ช่วงเวลาที่ปรับประมาณการณ์ (ลบ.)

มี..

มิ..

..

..

STA

1,715

1,323

1,398

680

SINGER

90

30

202

158

TASCO

2,711

1,855

1,277

3,235

TPIPL

363

2,311

61

1,086

VNG

1,244

665

78

1,398

TTCL

278

149

30

397

GUNKUL

1,014

962

598

1,260

MALEE

289

174

130

496

TRUE

21,832

21,193

10,735

568

THCOM

1,462

1,756

2,088

790

BEC

453

349

158

1,154

WORK

1,217

851

669

1,353

    จากตารางตัวเลขกำไรในการประเมินแต่ละช่วงผันผวนมากจากการประเมินครั้งแรก ที่เด่นชัดสุดคือ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) จากต้นปีประเมินที่ราว 2.1 หมื่นล้าน แต่ล่าสุดเหลือเพียง 568 ล้านบาท ลดลงถึง 97% หรือ บมจ.ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) ต้นปีประเมิน 2.7 พันล้านบาท แต่ช่วงเดือน ก.ย.ปรับลดเหลือ 1.2 พันล้านบาท แต่ล่าสุดกลับปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.2 พันล้านบาท และ บมจ.ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) ต้นปีประเมินกำไรที่ 363 ล้านบาท กลางปีปรับเพิ่มเป็น 2.3 พันล้านบาท แต่ช่วง ก.ย.ลดเหลือเพียง 61 ล้านบาท ล่าสุดปรับเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1 พันล้านบาท

*** 8 บจ.พลิกขาดทุน ทั้งที่ถูกคาดว่ามีกำไร
    ขณะเดียวกันพบว่ามี 8 บจ.ผลประกอบการ 9 เดือนกลับพลิกเป็นขาดทุน แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะมีกำไรในปีนี้ ประกอบด้วย

หุ้นที่ถูกคาดว่าปีนี้จะมีกำไร แต่ 9 เดือนยังขาดทุน

ชื่อย่อหุ้น

คาดการกำไร ล่าสุด (ลบ.)

กำไรสุทธิ 9M/61 (ลบ.)

SINGER

158

-99

TPIPL

1,086

-39

VNG

1,398

-218

SQ

112

-295

TTCL

397

-44

MALEE

496

-129

JMART

340

-140

BEC

1,154

-70

    จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าข้อมูลกำไรสุทธิ 9 เดือนของทั้ง 8 บริษัทค่อนข้างห่างไกลจากประมาณการของนักวิเคราะห์ค่อนข้างมาก ซึ่งมีโอกาสที่บทวิเคราะห์จะคลาดเคลื่อนสูงมาก

*** 14 บจ.ช่วงราคาเป้าหมายสุดโต่ง
    ขณะที่พบว่ามี 14 บจ.ที่ช่วงราคาเป้าหมายปีนี้ของแต่ละโบรกเกอร์แตกต่างกันค่อนข้างมากระหว่างราคาสูงสุดและต่ำสุด ดังนี้

หุ้นที่ช่วงราคาเป้าหมายต่างกันมาก

ชื่อย่อหุ้น

ช่วงราคาเป้าหมาย (.)

ราคาล่าสุด (.)

BEAUTY

12.20-26

10

TASCO

15.39-31

15.10

SQ

4.-9.

2.18

TTCL

5.60-23.80

8.05

EA

27-110

48.50

MALEE

16.25-46

8.10

DTAC

50-75

47

JMART

12.50-25

5.10

THCOM

9.75-24

8.10

BEC

7.70-17.50

5.20

RS

19-38

14.70

WORK

33.50-109

29.25

DDD

35-131

30.75

AAV

4.65-9

4.06

    โดยที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ช่วงราคากว้างระดับ 27-110 บาท โดยมีหลายบริษัทถูกปรับลดราคาเป้าหมายลงค่อนข้างมาก เช่น บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) จากต้นปีที่ช่วงราคาเป้าหมายอยู่ระดับ 80-109 บาท ล่าสุดเหลือเพียงเฉลี่ย 33.50 บาทในปัจจุบัน เช่นเดียวกับ บมจ.ดู เดย์ ดรีม (DDD) และ บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) 
    ทั้งนี้พบว่า 12 จาก 14 บจ.ในกลุ่มนี้ ราคาหุ้นล่าสุดต่ำกว่าราคาเป้าหมายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาสูงสุดหรือต่ำสุดที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ก็ตาม

*** ราคาเป้าหมายหุ้นไอพีโอสุดเพี้ยน 
    นอกจากนี้ หุ้นไอพีโอถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่บทวิเคราะห์มักตั้งราคาเป้าหมายสูงเกินไป และมักไม่สอดคล้องกับราคาหุ้นหลังเข้าซื้อขาย

ราคาเป้าหมายหุ้นไอพีโอปี 61

ชื่อย่อหุ้น

ราคาไอพีโอ (.)

ราคาล่าสุด (.)

ราคาเป้าหมาย (.)

NER

2.58

2.06

3.9-4.2

PR9

11.6

11.6

13

BGC

10.2

9.95

13-13.5

OSP

25

24

28.5

TEAMG

2.42

2.28

3.8-4.2

CMAN

3.84

2.9

6

TIGER

3.65

3.64

4.65-5.4

SONIC

1.95

1.49

3-3.5

KWM

1.3

1.07

1.74-2.4

TPLAS

1.48

1.5

1.66-2.44

MVP

1.9

1.9

2.49-2.5

DOD

9.3

14.1

12-14

CHAYO

2.88

4.7

3.5-3.88

ABM

1.8

1

2.1-2.51

    จากตารางพบว่า 12 จาก 14 บจ. ราคาหุ้นล่าสุดต่ำกว่าราคาเป้าหมาย ที่สำคัญ 9 บริษัทราคาล่าสุดต่ำกว่าราคาจองซื้ออีกด้วย
    "มงคล พ่วงเภตรา" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า บทวิเคราะห์หุ้นไอพีโอมักถูกจำกัดเฉพาะกลุ่มนักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ที่เป็นผู้รับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นไอพีโอและโบรเกอร์ที่ร่วมจัดจำหน่ายเท่านั้น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งอาจจะไม่สะท้อนกับราคาพื้นฐานที่แท้จริง 
    ขณะที่ แหล่งข่าวผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาการเงินรายใหญ่ เสริมว่า ราคาเป้าหมายที่กลุ่มอันเดอร์ไรท์เตอร์จัดทำมักมีความลำเอียง (Bias) เพื่อจูงใจในการขายหุ้นไอพีโอ ซึ่งหลังจากที่เข้าตลาดไปแล้วและนักวิเคราะห์ที่ไม่ใช้โบรกเกอร์ที่เป็นอันเดอร์ไรท์ฯเข้าไปประเมิน มักถูกปรับลดราคาเป้าหมายลง

*** บิ๊กตลาดทุนจับมือเร่งสางปัญหา
    "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รับเรื่องเป็นผู้สนับสนุนจัดทำหน่วยงานกลาง Investment Analyst Academy เพื่อสร้างนักวิเคราะห์รุ่นใหม่ เพิ่มความหลากหลายของบทวิเคราะห์ และผลิตงานวิเคราะห์ที่ได้มาตรฐานสากล ตลอดจนผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค รวมถึงสนับสนุนการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
    "สภาธุรกิจตลาดทุนได้คุยกับตลาดหลักทรัพย์ฯเรื่อง  Investment Analyst Academy  เรียบร้อยแล้ว และตกลงจะรับเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนในระยะ 3 ปีแรก โดยอยู่ระหว่างการกำหนดโครงสร้างต่าง ๆ คาดว่าจะได้ข้อสรุปไม่เกินต้นปีหน้า โครงการนี้จะยกระดับบทวิเคราะห์ได้อย่างมีนัยสำคัญ และจะมีการอุดช่วงโหว่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์หลักทรัพย์" ไพบูลย์ กล่าว
    ทั้งนี้รวมไปถึงการวิเคราะห์หุ้นไอพีโอก่อนเข้าซื้อขายด้วย โดยจะต้องมีนักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ที่ไม่ได้เป็นกลุ่มอันเดอร์ไรท์ฯเข้าทำบทวิเคราะห์ด้วย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และให้นักลงทุนมีข้อมูลในการตัดสินใจมากขึ้น
    ด้าน นางปะราลี สุคนธมาน ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างหารือร่วมกับสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เพื่อพิจารณาแนวทางที่จะส่งเสริมเรื่องการจัดทำบทวิเคราะห์ โดยเฉพาะหุ้นที่มีศักยภาพ ปัจจัยพื้นฐานดี แต่ปัจจุบันยังไม่มีบทวิเคราะห์รองรับ หรือมีน้อย ซึ่งรวมถึงกลุ่มหุ้นขนาดกลางและหุ้นขนาดเล็กด้วย    
    สำหรับประเด็นความแม่นยำหรือความแตกต่างของบทวิเคราะห์แต่ละโบรกเกอร์ มองว่า นักวิเคราะห์จะต้องประเมินราคาหุ้นโดยต้องมีข้อมูลและหลักวิชาการรองรับ หรือมีเหตุมีผลอย่างเพียงพอ ซึ่งปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การจัดทำบทวิเคราะห์ที่มีคุณภาพของสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนโดยต้องทำโมเดลทางการเงินประกอบการวิเคราะห์ มีการกำหนดสมมติฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ มีทฤษฎีและเหตุผลที่เป็นมาตรฐาน รวมถึงต้องมีระบบการตรวจสอบก่อนเผยแพร่เสมอ ซึ่งหากนักวิเคราะห์ไม่ปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ อาจเป็นการกระทำผิดและถูกพิจารณาลงโทษได้







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด