ประเด็นร้อน

24 บจ.ฐานะการเงินอ่อนแอ สะเทือนรายย่อย 1.3 แสนราย

24 บจ.ฐานะการเงินอ่อนแอ สะเทือนรายย่อย 1.3 แสนราย

    ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)เริ่มใช้เครื่องหมาย C (Caution) เพื่อเตือนนักลงทุนว่าบริษัทที่ถูกติดเครื่องหมายนี้อาจมีฐานะการเงินที่อ่อนแอ ซึ่งหลังการประกาศงบการเงินบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ไตรมาส 2/61 พบว่ามีบริษัทที่ถูกขึ้นเครื่องหมายดังกล่าวจำนวน 24 บริษัท
    สำหรับหลักเกณฑ์เบื้องต้นที่ ตลท.ใช้พิจารณาขึ้นเครื่องหมาย C ประกอบด้วย  1.ส่วนผู้ถือหุ้นต่ำกว่า 50% ของทุนจดทะเบียน 2.ถูกสั่งให้แก้ไขฐานะการเงินหรือการดำเนินงาน 3.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งแก้ไขงบการเงินหรือสั่งให้มีการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (Special Audit) 4.ผู้สอบบัญชี "ไม่แสดงความเห็น" หรือแสดงความเห็นว่า"งบการเงินไม่ถูกต้อง" 5.ศาลล้มละลายรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการหรือรับคำฟ้องล้มละลาย 6.เป็น Cash Company 
    โดยหุ้นที่โดนแขวนป้าย C จะต้องซื้อขายด้วยบัญชีเงินสด(Cash Balance)รวมไปถึงหลักทรัพย์ที่พ่วงกับตัวหุ้นนั้นด้วย เช่น วอร์แรนต์ และ DW เป็นต้น

*** ตลท.ประเดิมแขวนป้าย "C" จำนวน 24 บจ. 

    ณ สิ้นงวดผลประกอบการไตรมาส 2/61 มี บจ.ทั้งสิ้น 24 บริษัทที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย C ดังนี้

หุ้นที่ติดเครื่องหมาย C

ชื่อย่อหุ้น

ส่วนผถห. (ลบ.)

ขาดทุนสะสม

(ลบ.)

กระแสเงินสด

Q2/61

D/E

(เท่า)

ผถห.รายย่อย (ราย)

TSF

-128.89

-805.97

32.53

N/A

8,910

SPORT

-11.16

-764.94

-31.89

N/A

1,635

UMS

-10.88

-678.93

-24.25

N/A

1,445

NEWS

48.74

-4,152.47

-1.92

26.16

9,487

NBC

53.80

-1,308.54

12.52

12.75

1,524

MPG

76.59

-1,349.74

-9.54

1.20

2,728

PE

86.86

-312.00

-11.01

20.96

2,814

AS

110.39

-293.70

-30.88

2.15

2,262

HYDRO

167.34

-481.23

-81.65

1.97

2,182

TSI

188.57

-822.27

-76.15

7.22

1,556

T

269.30

-1,600.02

-13.92

2.51

6,197

DIGI

283.22

-604.64

0.95

2.34

5,367

FC

298.87

-2,158.25

-7.37

3.39

3,938

EFORL

315.09

-1,492.51

-8.97

10.64

16,571

TFI

359.10

-1,789.49

-45.66

4.34

2,265

NOK

458.40

-6,133.55

-1,638.77

14.45

9,246

MPIC

478.97

-1,232.76

-36.80

0.40

941

EIC

557.13

-681.53

-30.77

0.26

3,406

APEX

789.63

-909.89

-22.98

2.58

2,797

NEP

819.84

-971.73

150.28

0.14

3,677

EMC

1,635.67

-2,665.35

15.33

1.01

6,223

PACE

2,298.72

-8,443.26

1,384.05

9.29

6,092

AQ

3,633.56

-6,374.39

-499.70

0.91

17,961

GJS

13,968.97

-20,687.45

17.64

0.41

12,839

    24 บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ(SET) จำนวน 15 บริษัท และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) จำนวน 9 บริษัท โดยทั้งหมดมีส่วนผู้ถือหุ้นต่ำกว่า 50% ของทุนจดทะเบียน

*** TSF-SPORT-UMS ส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ
    ทั้งนี้ 3 ใน 24 บจ. มีส่วนผู้ถือหุ้นติดลบแล้ว ณ งบการเงินไตรมาส 2/61 ประกอบด้วย บมจ.ทรีซิกตี้ไฟว์ (TSF), บมจ.สยามสปอร์ต ซินดิเคท (SPORT) และ บมจ.ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS)  มีความเสี่ยงจะถูกพักการซื้่อขายและเข้าสู่กลุ่มฟื้นฟูงบการเงิน หากยังไม่สามารถแก้ไขให้ส่วนผู้ถือหุ้นกลับมาเป็นบวกได้
    ขณะที่มี 4 บจ.เหลือส่วนผู้ถือหุ้นไม่ถึง 100 ล้านบาท ได้แก่ บมจ.นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น (NEWS),บมจ.เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น (NBC), บมจ.เอ็มพีจี คอร์ปอเรชั่น (MPG) และ บมจ.พรีเมียร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ (PE) โดยมีโอกาสที่ส่วนผู้ถือหุ้นจะติดลบได้หากยังมีผลขาดทุนต่อเนื่องในอีก 2 ไตรมาสที่เหลือ

*** ขาดทุนสะสมรวม 6.7 หมื่นลบ.- 17 บจ.ขาดทุนต่อเนื่องมากกว่า 4 ปี 
    อีกตัวเลขที่น่าสนใจของ บจ.กลุ่มนี้ คือมีขาดทุนสะสมทุกบริษัท รวมถึง 66,714.61 ล้านบาท เนื่องจากส่วนใหญ่ขาดทุนต่อเนื่องหลายปี โดยมีถึง 17 บริษัทที่ขาดทุนติดต่อกัน 4 ปีขึ้นไป  ซึ่ง NEWS ขาดทุนติดต่อกันมากที่สุดถึง 9 ปี มีผลขาดทุนสะสมรวม 4,152.47 ล้านบาท ขณะที่ บมจ.จี เจ สตีล (GJS) มีผลขาดทุนสะสมสูงสุดถึง 20,687.45 ล้านบาท โดยขาดทุนต่อเนื่องมาถึง 8 ปี
    เท่ากับว่าผู้ถือหุ้นของบริษัทเหล่านี้แทบจะไม่เคยได้รับเงินปันผล และจากข้อมูลพบว่ามีผู้ถือหุ้นรายย่อยถึง 132,063 รายที่ถือหุ้น 24 บจ.ข้างต้น

*** สภาพคล่องฝืด เงินสดน้อย-หนี้สูง
    นอกจากนี้พบว่าบริษัทที่ถูขึ้นเครื่องหมาย C มีปัญหาด้านสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ เพราะส่วนใหญ่มีหนี้สินจำนวนมาก แต่กลับมีกระแสเงินสดต่ำหรือติดลบ ทั้งนี้ มีถึง 10 บริษัทที่มีหนี้สินต่อทุน (D/E) มากกว่า 3 เท่า โดย NEWS เป็นบริษัทที่มี D/E สูงสุดถึง 26.16 เท่า
    ขณะเดียวกัน 17 จาก 24 บริษัท มีกระแสเงินสด ณ ไตรมาส 2/61 ติดลบ โดย บมจ.สายการบินนกแอร์ (NOK) สิ้นไตรมาส 2/61 กระแสเงินสดติดลบสูงสุดถึง 1,638.77 ล้านบาท โดยมีหนี้สินต่อทุนสูงถึง 14.45 เท่า 

*** ตลท.ชี้ไม่กระทบภาพรวม-รอการชี้แจงจากบริษัท
    "ดร.ภากร ปีตธวัชชัย" กรรมการและผู้จัดการ ตลท. ระบุว่า การประกาศขึ้นเครื่องหมาย C ใน 24 บริษัทดังกล่าว จะไม่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อภาพรวม เนื่องจากคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากหากเทียบกับ บจ.ทั้งหมดกว่า 600 บริษัท
    "24 บริษัทอาจจะดูเหมือนมาก เพราะเป็นการประกาศครั้งแรก แต่จริงๆแล้วน้อยมากเมื่อเทียบกับบริษัททั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ฯ และเชื่อว่าตัวเลขจะลดลงในไตรมาสต่อๆไป เพราะการถูกขึ้นเครื่องหมาย C จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และฝ่ายบริหารของบริษัทที่เหลือจะระมัดระวังไม่ให้ตกเป็นหนึ่งในบริษัทเหล่านี้"
    ส่วนแนวทางช่วยเหลือหรือให้คำปรึกษา ต้องรอทางบริษัทชี้แจงถึงปัญหามาก่อน ซึ่งต้องรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯภายใน 15 วันหลังจากขึ้นเครื่องหมาย 
    "จุดมุ่งหมายของเครื่องหมาย C คือการเตือนให้นักลงทุนรับทราบว่าบริษัทเหล่านี้กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับงบการเงิน เพราะโดยปกตินักลงทุนส่วนมากมักไม่ให้ความสนใจ งบการเงิน แต่จะเชื่อคำแนะนำจาก โบรกเกอร์ มาร์เก็ตติ้ง หรือ กูรูทั้งหลาย ในการซื้อขายหุ้น"

*** บิ๊ก บจ. เตรียมชี้แจงแนวทางพ้น C ภายในเดือนนี้
    "ปิยะ ยอดมณี" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NOK ระบุว่า บริษัทจะมีการจัดประชุมเพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนและผู้เกี่ยวข้อง (Public Presentation) เพื่อชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการถูกขึ้นเครื่องหมาย C ภายในสัปดาห์นี้ 
    ทั้งนี้ สาเหตุของการขาดสภาพคล่อง เกิดจากผลกระทบในช่วงสั้น 3 ปัจจัยหลัก คือ 1. ต้นทุนของราคาน้ำมันอากาศยานที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญช่วงครึ่งแรกของปีนี้ 2. แผนการขยายเส้นทางบินใหม่ไปจีนและอินเดีย ล่าช้าจากเดิมที่วางไว้ 3.ได้รับผลกระทบจากเรือล่มที่ภูเก็ตทำให้เกิดการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีน ที่ผ่านมาต้องยกเลิกเที่ยวบินไปหลายเส้ทาง
    "วิโรจน์ วชิรเดชกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรีซิกตี้ไฟว์ (TSF) ชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาส่วนผู้ถือหุ้นติดลบว่า บริษัทมี 2 แนวทางในการแก้ไขปัญหา คือ การนำหุ้นเพิ่มทุนที่เหลือจากการเพิ่มทุนก่อนหน้านี้จำนวน 6,021.17 ล้านหุ้น ขายให้กับนักลงทุนเฉพาะเจาะจง (PP) ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัท ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างการเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 3 คดี จาก กรุงเทพมหานคร (กทม.) บริษัท หากชนะคดีสามารถบวกกลับค่าสิทธิและค่าปรับที่เคยตั้งสำรองไว้เป็นรายได้อื่นๆ รวม 521 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายกฎหมายของบริษัทประเมินว่ามีโอกาสชนะคดีสูง ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จะชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์เร็วๆนี้
    "ทรรศิน จงอัศญากุล" ประธานกรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บมจ.ที เอ็นจิเนียร์ริ่ง คอร์เปอร์เรชั่น (T ) เผยว่า อยู่ระหว่างการประชุมเพื่อเตรียมข้อมูลชี้แจงต่อ ตลท. คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนนี้ ส่วนแผนเบื้องต้นสำหรับการชดเชยสภาพคล่อง บริษัทจะมีการขายที่ดินในจังหวัดชลบุรี 75 ไร่ มูลค่า ราว 421 ล้านบาท ให้ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติแล้วเมื่อ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยจะนำเงินดังกล่าวมาชำระหนี้เงินกู้ยืมต่อสถาบันการเงิน และนำมาใช้เป็นทุนหมุนเวียนภายในบริษัท ซึ่งการจำหน่ายที่ดินดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบในทางลบต่อการดำเนินกิจการของบริษัทแต่อย่างใด
    ขณะที่ "อารักษ์ ราษฎร์บริหาร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NEWS ระบุว่า ภายในเดือนนี้จะมีการชี้แจงแผนการปรับกลยุทธ์ธุรกิจของบริษัท ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญที่พลิกฟื้นผลประกอบการให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะมีการจัด Public Presentation เพื่อให้นักลงทุนและผู้ถือหุ้นได้รับทราบที่มาของปัญหาและแนวทางในการแก้ไขปัญหา







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด