ประเด็นร้อน

ผลตอบแทนกองทุน Q1/62 พลิกบวกยกแผง กองหุ้นจีนผลงานสุดแจ่ม

ผลตอบแทนกองทุน Q1/62 พลิกบวกยกแผง กองหุ้นจีนผลงานสุดแจ่ม

    "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจภาวะอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยประจำไตรมาส 1/62 พบสัญญาณการฟื้นตัวอย่างเด่นชัด ผลตอบแทนพลิกบวกเกือบทุกกลุ่ม จากปีก่อนติดลบ หลังตลาดหุ้นไทย-ต่างประเทศฟื้น สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 3.5% เงินไหลเข้า 3.9 หมื่นล้านบาท เกินครึ่งของปีก่อนทั้งปี  ชี้ Q2/62 ยังเป็นขาขึ้น แต่ให้เน้นกองทุนหุ้นต่างประเทศ ส่วนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว( LTF) ยังซื้อรับสิทธิทางภาษีได้

*** ผลตอบแทนฟื้นยกแผง-สินทรัพย์สุทธิบวก 3.5%
    "ชญานี จึงมานนท์" นักวิเคราะห์กองทุน บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด เผยอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยไตรมาส 1/62 ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ผลตอบแทนเฉลี่ยเกือบทุกกลุ่มเป็นบวก ต่างจากไตรมาส 4/61 ที่ผลตอบแทนส่วนใหญ่ติดลบ โดยกองทุนน้ำมันให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด 24% รองลงมาคือกลุ่ม China Equity 18.3%, Global Technology 16.9%, Europe Equity 12.6% และ US Equity 12.3%
    ทั้งนี้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิทั้งอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.5% จากสิ้นปีก่อน อยู่ที่ 5.2 ล้านล้านบาท

*** เงินไหลเข้า 3.9 หมื่นลบ. เกินครึ่งของทั้งปี 61
    สำหรับไตรมาส 1/62 มีเงินไหลเข้าสุทธิรวม 3.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากปีก่อนทั้งปีที่มีเงินไหลเข้าสุทธิเพียง 7 พันล้านบาท โดยส่วนใหญ่ไหลเข้ากองทุนตราสารหนี้ 
    ขณะเดียวกันช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ มีกองทุนรวมเปิดใหม่ 30 กอง (ไม่รวม Term Fund) รวมเงินไหลเข้ากองทุนใหม่ทั้งหมด 1.9 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนหุ้น 15 กอง กองทุนผสม 11 กอง  กองทุนตราสารหนี้ 3 กอง และกองทุนตราสารตลาดเงิน 1 กอง

*** กองทุนหุ้นฟื้น ผลตอบแทนพุ่งแตะ 7.7% 
    สำหรับกองทุนหุ้นในไตรมาส 1/62 ผลตอบแทนเฉลี่ยปรับขึ้นมาอยู่ที่ 7.7% ฟื้นตัวจากสิ้นปีก่อนที่ติดลบ 11.9% ซึ่งในภาพรวมผลตอบแทนเป็นไปในทิศทางตรงข้ามกับปีก่อน โดยเฉพาะกองทุนหุ้นต่างประเทศที่บางกลุ่มฟื้นตัวดีและสามารถหักกลบผลตอบแทนติดลบของปีก่อนได้ เช่น กลุ่ม China Equity ปีก่อนผลตอบแทนเฉลี่ย -18.2% ส่วนปีนี้พลิกกลับมาเป็นบวกที่ 18.3% เช่นเดียวกันกับกลุ่ม US Equity ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12.3% ดีกว่าปีก่อนที่ -8.2% เป็นไปตามการฟื้นตัวของตลาดหุ้นโดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ และจีนจากหลายปัจจัย เช่น การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีนเรื่องการใช้ภาษีกับสินค้าของทั้ง 2 ประเทศ หรือการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)
    ด้านกองทุนหุ้นไทย (ไม่รวม LTF-RMF) มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% จากสิ้นปีก่อน โดยผลตอบแทนเฉลี่ยกองทุนกลุ่ม Equity Large-Cap ฟื้นตัวมาอยู่ที่ 4.4% จากสิ้นปีก่อนติลบ 10.7% และกลุ่มกองทุน Equity Small/Mid-Cap ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.8% จากสิ้นปีก่อนติดลบ 16.8% โดยสาเหตุเป็นไปตามทิศทางของดัชนี SET Index ที่ไตรมาส 1/62 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.8%

*** กองทุนหุ้นจีนผลตอบแทนพุ่ง
    กองทุนหุ้นจีนทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดในกลุ่มกองทุนต่างประเทศ โดย 7 ใน 10 อันดับแรกที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดของกองทุนหุ้นต่างประเทศ ลงทุนในตลาดหุ้นจีนทั้งหมด และ 6 ใน 7 ให้ผลตอบแทน 3 เดือน มากกว่า 20% สูงสุด 27.58% โดย 5 อันดับแรกที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ได้แก่

ผลตอบแทนกองทุนหุ้นต่างประเทศ

บลจ.

ชื่อกองทุน

% ผลตอบแทน

กรุงศรี

กรุงศรีไชน่าเอแชร์อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า

27.58

กสิกร

เค ไชน่า คอนโทรล โวลาติลิตี้

21.24

ทหารไทย

ทหารไทย China Equity Index

20.4

วรรณ

วรรณ ออล ไชน่า อิควิตี้

20.28

ไทยพาณิชย์

ไทยพาณิชย์ หุ้นจีนเอแชร์

20.26

*** เปิดโผ TOP 5 กองทุนหุ้นไทย
    สำหรับกองทุนหุ้นไทยที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดอยู่ในกลุ่ม  Equity Small/Mid-Cap โดยให้ผลตอบแทนมากสุดถึง 8.3% โดย 5 อันดับแรกได้แก่

กองทุน Equity Small/Mid-Cap

บลจ.

ชื่อกองทุน

% ผลตอบแทน

กรุงไทย

กรุงไทยหุ้น Mid-Small Cap

8.3

แอสเซทพลัส

แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้

6.12

ทาลิส

ทาลิส MID-SMALL CAP หุ้นทุน

5.99

ภัทร

ภัทร SMALL AND MID CAP EQUITY

5.21

ไทยพาณิชย์

ไทยพาณิชย์หุ้นทุน Mid/Small Cap

5.01

    จากตาราง กองทุนเปิด "กรุงไทยหุ้น mid-small Cap" ของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย ให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 8.3% โดยเน้นลงทุนในบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดกลางและขนาดเล็ก ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) 
    ทั้งนี้ พอร์ตการลงทุน ณ 1 ก.พ.62 มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่ม พลังงานและสาธารณูปโภค 17.7%, เงินทุนและหลักทรัพย์ 12.6%, พาณิชย์ 5.79%, วัสดุก่อสร้าง 3.03%, สื่อและสิ่งพิมพ์ 5.73% และอื่น ๆ 55.15%
    ขณะที่หุ้น 5 อันดับแรกในพอร์ตประกอบด้วย 1.ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) 13.01% 2.บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) 4.28% 3. บมจ. โอสถสภา (OSP) 4.28% 4.บมจ.คอมเซเว่น (COM7) 3.63% 5.บมจ.ทีทีดับบลิว (TTW) 3.44%
    ด้านกองทุนหุ้นกลุ่ม Equity Large-Cap ที่มีผลตอบแทนสูงสุด 3 เดือน 5 อันดับแรกดังนี้

กองทุน Equity Large-Cap

บลจ.

ชื่อกองทุน

% ผลตอบแทน

กรุงศรี

กรุงศรีเอ็นแฮนซ์เซ็ท 50

3.52

ทิสโก้

ทิสโก้ ไฮ ดิวิเดนด์ หุ้นทุน

3.46

ยูโอบี

ยูโอบี สมาร์ท แอคทีฟ เซท 100 ดิวิเดนด์

3.36

ยูโอบี

ยูโอบี สมาร์ท แอคทีฟ เซท 100

3.19

ธนชาติ

ธนชาต SET50

3.19

    จากตาราง 5 อันดับแรกของกองทุนในกลุ่ม  Large-Cap ผลตอบแทนถือว่าใกล้เคียงกัน เนื่องจากหุ้นที่มีสัดส่วนการถือครอง 5 อันดับแรกคล้ายกัน โดยทั้งหมดถือหุ้น บมจ.ปตท.(PTT), บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT), บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL), บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) 
    ทั้งนี้ กองทุนเปิด "กรุงศรีเอ็นแฮนซ์เซ็ท 50" ของ บลจ.กรุงศรี ให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ 3.52% 

*** LTF-RMF ผลตอบแทนฟื้น
    ผลตอบแทนกองทุนประหยัดภาษีส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาส 1/62 โดยกองทุน RMF-Equity ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเกือบ 8% จากที่ติดลบ 11.1% ในปีก่อน ส่วนกองทุน LTF มีผลตอบแทนเฉลี่ย 4.4% จากติดลบ 11.7% ในปีก่อน
    ทั้งนี้ สาเหตุที่กองทุน RMF-Equity ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า LTF นั้นเกิดจากของผลตอบแทนกองทุนหุ้นต่างประเทศที่เป็นกองทุน RMF 
    ด้านเงินไหลเข้า-ออกกองทุน LTF ในไตรมาส 1/62 มีเงินไหลออกสุทธิ 6.4 พันล้านบาท น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ไหลออก 1.4 หมื่นล้านบาท ส่วนกองทุน RMF นั้นมีเงินไหลเข้าสุทธิ 1.5 พันล้านบาท มาจาก RMF-Equity จำนวน 925 ล้านบาท และ RMF-Fixed Income จำนวน 511 ล้านบาท และมีการเปิดกองทุน RMF-Allocation อีกหนึ่งกอง
    ปัจจุบันกองทุน LTF มีจำนวนทั้งสิ้น 92 กอง รวมมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 3.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จากปีก่อน และ กองทุนกลุ่ม RMF มีจำนวน 212 กอง รวมมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 2.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% แบ่งออกเป็น RMF-Equity จำนวน 1.3 แสนล้านบาท หรือ 48.6% ของมูลค่ากองทุน RMF ทั้งหมด ตามมาด้วย RMF - Fixed Income มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 7.8 หมื่นล้านบาท หรือ 28.6% ของมูลค่ากองทุน RMF ทั้งหมด

*** เปิดโผ TOP 5 กอง LTF-RMF
    กองทุน LTF ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด 3 เดือนแรก ได้แก่

ผลตอบแทนกองทุน LTF

บลจ.

ชื่อกองทุน

% ผลตอบแทน

ทาลิส

ทาลิส DIVIDEND STOCKหุ้นระยะยาว ปันผล

7.54

กสิกร

เค มินิมั่ม โวลาติลิตี้ หุ้นระยะยาว

6.09

แอสเซทพลัส

แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคปอิควิตี้ หุ้นระยะยาว

5.85

ยูไนเต็ด

ยูไนเต็ด ไทย สมอล์ แอนด์ มิด แคป หุ้นระยะยาว

5.53

ทหารไทย

ทีเอ็มบี ไทย มิด สมอล ผันผวนต่ำหุ้นระยะยาว

5.45

    จากตาราง กองทุนเปิด "ทาลิส DIVIDEND STOCK หุ้นระยะยาวปันผล" ของ บลจ.ทาลิส ให้ผลตอบแทนสูงสุด 7.54% ซึ่งหุ้น 5 อันดับแรกในพอร์ตประกอบด้วย 1.บมจ.ศุภาลัย (SPALI) 8.01% 2.บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์(QH) 7.98% 3.บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) 7.89% 4.ธนาคารกรุงเทพ (BBL) 7.78% 5.บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) 6.99%
    ส่วนกองทุน RMF ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ได้แก่

ผลตอบแทนกองทุน RMF

บลจ.

ชื่อกองทุน

% ผลตอบแทน

ทหารไทย

ทหารไทย China Opportunity เพื่อการเลี้ยงชีพ

19.24

กรุงศรี

กรุงศรีโลกบอลเทคโนโลยีอิควิตี้เพื่อการเลี้ยงชีพ

16.7

บัวหลวง

บัวหลวงโกลบอลอินโนเวชั่นและเทคโนโลยีเพื่อการเลี้ยงชีพ

15.84

แอสเซทพลัส

แอสเซทพลัส โรโบติกส์ เพื่อการเลี้ยงชีพ

15.08

กสิกร

เค ยูโรเปียน หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ

14.19

    จากตาราง 5 อันดับแรกเป็นกองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศทั้งสิ้น ซึ่งผลตอบแทนปรับตัวขึ้นสูงตามการฟื้นตัวของตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะ จีน สหรัฐฯ และยุโรป ทั้งนี้ กองทุนเปิด "ทหารไทย China Opportunity เพื่อการเลี้ยงชีพ" ของ บลจ.ทหารไทย ให้ผลตอบแทนสูงสุด 19.24%

*** กองทุนหุ้นต่างประเทศยังเป็นขาขึ้น
    "สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล" ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายที่ปรึกษาการบริหารเงิน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินว่า แนวโน้มการลงทุนในไตรมาส 2/62  ยังคงให้เน้นกองทุนหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจจะส่งผลกระทบต่อหุ้นไทยได้
    สำหรับนักลงทุนที่จะซื้อกองทุน LTF ยังสามารถซื้อได้ เนื่องจากปีนี้ยังได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี แม้ปีหน้าอาจจะไม่มีการต่ออายุสิทธิประโยชน์ดังกล่าว ซึ่งต้องรอติดตามข้อสรุปที่แน่ชัดอีกครั้ง 
    อย่างไรก็ตามในแง่ของตลาดหุ้นไทยจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก หากมีการยกเลิก LTF เนื่องจากผู้ที่ซื้อ LTF ก่อนหน้านี้ต้องถือให้ครบ 5 ปี หรือ 7 ปีปฏิทิน ตามข้อกำหนด ซึ่งแต่ละคนมีช่วงเวลาการซื้อต่างกัน
    "ผมเชื่อว่าคนที่ลงทุน LTF มานาน ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนระยะยาว เพราะเงินที่ลงทุนจะถูกล็อกไว้ 5-7 ปี ซึ่งคงเป็นเงินเย็นที่ไม่ได้มีความจำเป็นจะใช้อะไรอยู่แล้ว ถึงได้มาลงทุนส่วนนี้ ถ้าขายออกมาแล้วเก็บไว้เฉยๆ ก็คงน่าเสียดายโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนในระยะยาว แถมต้องมานั่งคิดกันต่อว่าจะเอาไปลงทุนอะไรดี การที่ขาย LTF ออกมาแล้วต้องมานั่งคิดต่อแบบนี้สู้อยู่เฉยๆ และลงทุนกับ LTF ต่อไป ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หรือถ้าขายออกมาจริง ผมก็เชื่อว่าด้วยเงินที่มีแนวโน้มจะเก็บระยะยาวอยู่แล้ว สุดท้ายก็จะมีบางส่วนไหลกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ไม่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนตรงในหุ้นเองเลย หรือผ่านกองทุนรวมหุ้นไทย" สานุพงศ์ กล่าว







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด