สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ประเด็นร้อน

| 18 มิถุนายน 2561 | 10:23

กองทุนลุยปรับพอร์ต! ถล่มขาย 17 หุ้น ล็อคกำไร-ตุนเงินสด

กองทุนลุยปรับพอร์ต! ถล่มขาย 17 หุ้น ล็อคกำไร-ตุนเงินสด

    การซื้อขายหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มักได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากมีอิทธิพลด้านนัยทางพื้นฐาน และมีผลต่อราคาหุ้น ยิ่งหากเป็นการขายออกในปริมาณมากหรือขายหมดพอร์ต ราคาหุ้นมักจะตอบรับเชิงลบ และหลายครั้งจะมีแรงขายตามจากนักลงทุนประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะรายย่อย เพราะคิดว่าอาจจะมีปัจจัยลบเกิดขึ้นในหุ้นนั้นๆ

*** พบ  6 กองทุนขายหุ้น 17 บริษัท 
    "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลการซื้อขายหุ้นของ บลจ. จากต้นปีถึงปัจจุบันพบว่ามี 6 บลจ.ทำการขายหุ้นไปถึง 17 บริษัท ดังต่อไปนี้

หุ้นที่ถูก บลจ.ขายตั้งแต่ต้นปี

บลจ.

ชื่อย่อหุ้น

% ที่ขายออก

% ถือครองหลังการขาย

บัวหลวง

BAFS

8.03

0.00

PF

4.56

4.82

EA

3.74

0.00

TU

0.98

9.32

TSE

0.70

4.47

SCN

0.67

9.76

BGRIM

0.16

4.97

GLOBAL

0.07

4.99

อเบอรดีน

MFC

0.20

4.98

AEONTS

0.14

4.99

SCC

0.07

4.94

กรุงศรี

AAV

0.07

4.95

MODERN

0.03

4.97

กสิกรไทย

SPALI

0.05

4.98

ERW

0.04

5.00

กรุงไทย

RML

6.99

0.00

ยูโอบี

SEAFCO

0.28

4.75

    จากตาราง บลจ.บัวหลวง เป็นผู้ที่ขายหุ้นมากที่สุดถึง 8 บริษัท รองลงมาคือ บลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) ขายไป 3 บริษัท และ บลจ.กรุงศรี กับ บลจ.กสิกรไทย ขายไปรายละ 2 บริษัท
    ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวมาจากแบบ 246-6 ซึ่งจะรายงานการซื้อขายหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงทุก 5% ผ่านสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักททรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยอาจจะมี บลจ.อื่นขายหุ้นอีก แต่ไม่เข้าเงื่อนไขที่ต้องรายงาน

*** 3 บริษัทโดนกองทุนถล่มขายเกลี้ยงพอร์ต
    ขณะที่มี 3 บริษัท ถูกกองทุนขายหุ้นออกทั้งหมดที่ถืออยู่ ได้แก่ 1.บมจ.บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ (BAFS)ถูกขายทั้งหมดที่ บลจ.บัวหลวง ถืออยู่สัดส่วน 8.03%
    2.บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ถูกขายจาก บลจ.บัวหลวง เช่นกัน สัดส่วนหุ้นทั้งหมด 3.74% 
    3.บมจ.ไรมอน แลนด์ (RML) ถูก บลจ.กรุงไทย ขายทั้งหมดที่ถืออยู่ 6.99%

*** บิ๊ก บลจ.ชี้แค่ปรับพอร์ต กำเงินสดรับตลาดหุ้นขาลง
    "พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"ว่า เป็นการปรับพอร์ตตามปกติ หุ้นหลายบริษัทถึงจุดที่ต้องขายเพื่อทำกำไร บางบริษัทขายเพราะแนวโน้มการเติบโตต่ำกว่าที่คาด 
    "ตลาดหุ้นไทยเริ่มเข้าภาวะ Sideway down เราจึงได้เพิ่มสัดส่วนการถือเงินสดไว้สำหรับเข้าลงทุนหุ้นตัวอื่น จากเดิมถือเงินสด 6% เพิ่มมาเป็น 9-10% อย่างตอนที่ขาย EA เรามองว่าราคาตอบรับข่าวในอนาคตไปไกลจนเริ่มแพง จึงขายทำกำไรน่าจะเหมาะสมกว่า หรืออย่าง BAFS มองว่าอัตราการเติบโตต่ำกว่าที่คาด และราคาก็ขึ้นมาหลายปีแล้ว จึงตัดสินใจขายออก
    ส่วน PF ถือมากว่า 5 ปี และมีคนมาขอซื้อในราคาพรีเมี่ยมที่ตั้งไว้ 1.10 บาท จึงตัดสินใจขายเพื่อล็อกกำไร 
    รวมๆแล้วจากต้นปีถึงปัจจุบันขายหุ้นได้เงินสดมาประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท แต่เป็นแค่การปรับพอร์ตปกติ เพราะหากเทียบกับเม็ดเงินที่เราบริหารกว่า 2 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 5% ด้วยซ้ำ"

    ขณะที่ "โชติช่วง ธีรขจรโชติ" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต ระบุว่า ได้ทยอยปรับพอร์ตการลงทุนมาระยะหนึ่งแล้ว เพื่อถือเงินสดมากกว่าระดับปกติ เนื่องจากดัชนีหุ้นไทยไม่ค่อยปรับขึ้น และมีความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย
    เช่นเดียวกับ "ชาคริต พืชพันธ์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายบริหารกองทุน บลจ.เอ็มเอฟซี เสริมว่า กลุ่มนักลงทุนสถาบันเริ่มมีการปรับพอร์ต เพราะแม้จะมีปัจจัยบวกจากการลงทุนภาครัฐคอยหนุน แต่ในเชิงปฏิบัติมีความล่าช้าเกินไป โดยมีปัจจัยภายนอกคอยกดดันตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง ทั้งสงครามการค้า ราคาน้ำมัน เป็นต้น

*** วงการแข่งดุ บลจ.หันเล่นสั้น ดันผลตอบแทนดูดลูกค้า
    นอกจากนี้ แหล่งข่าวผู้จัดการกองทุน เปิดเผยว่า สาเหตุที่ บลจ.มีการขายหุ้น เนื่องจากต้องปรับนโยบายการลงทุน เพราะภาวะการแข่งขันเริ่มสูงขึ้น 
    "ตอนนี้ต้องเข้าซื้อและขายออกเร็วกว่าปกติ เพื่อหาโอกาสในการทำกำไร โดยเลือกขายหุ้นในพอร์ต ส่วนที่ลงทุนมานานและได้กำไรพอสมควรแล้ว เพื่อเร่งสร้างผลงาน เพราะภาวะการแข่งขันของอุตสาหกรรมกองทุนที่สูงมากขึ้น ลูกค้าทุกระดับมีสิทธิเลือกใช้บริการ บลจ. โดยเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ ทั้งกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยิ่งเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งให้ความสำคัญกับผลการดำเนินงานมากเป็นพิเศษ"

*** 6 บริษัทราคาดิ่งกว่า 20% หลังกองทุนขาย
    ทั้งนี้ เมื่อสำรวจราคาหุ้นล่าสุดของบริษัทที่ถูกกองทุนขาย พบว่ามี 6 บริษัทราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดเมื่อช่วงต้นปี
    โดย EA ปรับตัวลดลงสูงสุดจากที่เคยขึ้นไปทำนิวไฮที่ 71.25 บาท หลังจากนั้นก็ถูกเทขาย และราคาปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที 36.75 บาท หรือลดลง 48.42%
    รองลงมาคือ บมจ.ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) ปรับตัวลดลง 31.63% และ BAFT ลดลง 27.37%

หุ้นที่ราคาลงหลังกองทุนขาย

ชื่อย่อหุ้น

ราคาสูงสุดของปีนี้ (.)

ราคาล่าสุด (.)

เปลี่ยนแปลง (%)

EA

71.25

36.75

-48.42

TSE

4.30

2.94

-31.63

BAFS

47.50

34.50

-27.37

BGRIM

33.00

24.10

-26.97

AEONTS

194.00

149.00

-23.20

SCN

5.25

4.18

-20.38

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด