ประเด็นร้อน

พี/อีหุ้นไทยพุ่งนิวไฮเฉียด 30 เท่า พบ 23 บจ.ทะลุ 100 เท่า

พี/อีหุ้นไทยพุ่งนิวไฮเฉียด 30 เท่า พบ 23 บจ.ทะลุ 100 เท่า

หุ้นไทยวิ่งสวนทางกำไร บจ. ดันพี/อีพุ่งเฉียด 30 เท่า สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จับตาต่างชาติ-สถาบัน เริ่มขายย้ายหาตลาดฯที่ถูกกว่า ผงะ!พบ 23 บจ. พี/อีสูงระดับ 112-2,921 เท่า กูรูชี้"เลี่ยงได้เลี่ยง" คาดผลงานยังไม่ฟื้น อาจโดนแรงเทขาย


*** พี/อีหุ้นไทยทุบสถิติสูงสุดเฉียด 30 เท่า


"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลสถิติตลาดหุ้นไทยต้นปี 64 พบว่า ล่าสุด (5 ก.พ.64) อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (พี/อี) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อยู่ที่ 29.88 เท่า สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มากกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง (59-63) ที่อยู่ระดับเฉลี่ย 20.12 เท่า 

ทั้งนี้ พี/อี หุ้นไทยเริ่มทะลุระดับ 20 เท่าเมื่อเดือน ก.ค.63 ครั้งแรกในรอบ 46 เดือน (ครั้งสุดท้าย ต.ค.59) และปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ในระดับสูงสุดเป็นสถิติใหม่ในเดือน ก.พ.64

"วัชเรนทร์ จงยรรยง" ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)โกลเบล็ก เปิดเผยว่า สาเหตุที่ทำให้พี/อีของตลาดหุ้นไทย ทะยานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ส่วนใหญ่ปรับตัวลง จากผลกระทบโควิด-19 สวนทางกับภาพรวมดัชนีที่ปรับตัวขึ้นตั้งแต่ปลายปีก่อนต่อเนื่องถึงต้นปีนี้ เพราะนักลงทุนคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 

ด้าน "วิน พรหมแพทย์" ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) พรินซิเพิล เสริมว่า การลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกตั้งแต่ช่วงปลายปี 63 ถึงต้นปีนี้ เป็นขาขึ้นรับข่าววัคซีนป้องกันโควิด-19 และจากสภาพคล่องที่ล้นระบบ แต่ผลประกอบการ บจ.ยังอยู่ในช่วงของการรับรู้ผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลให้ในแง่ Valuation ขยับตัวอยู่ในระดับตึงตัวแทบทุกตลาด โดยดัชนี MSCI AC World ปี 64 มี Forward P/E ที่ 20 เท่า สะท้อนว่าตลาดหุ้นโลกอยู่ในระดับแพงที่สุดในรอบ 18 ปี เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยที่พี/อีขึ้นไปสูงสุดเป็นประวัติการณ์


*** จับตาเม็ดเงินเริ่มไหลออก


"วัชเรนทร์ จงยรรยง" ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)โกลเบล็ก ประเมินต่อไปว่า Valuation ของหุ้นไทยที่แพงเกินไป อาจจะส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) รวมถึงนักลงทุนสถาบันไหลออก เพื่อย้ายไปยังตลาดหุ้นอื่นที่มีอัพไซด์สูงกว่า 

ทั้งนี้ เมื่อสำรวจการซื้อขายหุ้นไทยแยกตามกลุ่มผู้ลงทุนพบว่า ตั้งแต่ต้นปี (YTD) มีเพียงนักลงทุนภายในประเทศที่มีสถานะเป็นซื้อสุทธิ 3.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 1.9 หมื่นล้านบาท ส่วนนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 1.1 หมื่นล้านบาท และ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 408.76 ล้านบาท 


*** พบ 23 บจ. พี/อี เกิน 100 เท่า


ทั้งนี้ เมื่อสำรวจข้อมูลสถิติพี/อีในหุ้นรายตัวพบว่ามีถึง 67 บจ.มีพี/อีมากกว่า 50 เท่า และมี 23 บจ.ที่พี/อีเกิน 100 เท่า ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในรอบ 5 ปี (ช่วงเดียวกันปีก่อนมี 18 บจ.และสิ้นปี 63 มี 20 บจ.) ประกอบด้วย
 

23 หุ้น P/E เกิน 100 เท่า

ชื่อย่อหุ้น

ราคาล่าสุด (บ.)

%chg 6M

%chg 3M

%chg YTD

P/E (เท่า)

OTO

6.05

94

66

17

2,921

COMAN

2.84

33

34

19

784

HPT

0.79

8

7

-12

546

TWZ

0.07

0

17

0

365

BIG

0.62

11

32

9

355

OCC

9.55

10

4

-7

322

APCS

4.88

-23

-6

-6

310

EASON

1.37

16

11

3

306

FN

1.23

-5

6

4

213

SKY

12

-19

-4

0

212

AOT

64

29

13

3

212

PK

1.59

-2

3

0

205

THG

25.75

36

39

0

190

PLAT

2.64

6

29

7

152

CCET

2.42

26

7

12

141

EMC

0.17

21

13

-6

138

SMT

4.4

64

40

65

125

VRANDA

6.1

5

11

2

120

NRF

8.35

N/A

44

35

117

PLANB

6.65

23

20

6

116

GULF

32.75

-3

5

-4

115

KCM

0.57

6

33

16

114

UV

3.66

21

55

24

112

ที่มา  : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ข้อมูล ณ 5 ก.พ.64


23 บจ.ข้างต้นจดทะเบียนใน SET จำนวน 18 บริษัท และ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)  จำนวน 4 บริษัท โดยมีถึง 6 บริษัทเป็นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปเกินหมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อสำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มนี้พบว่าส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยผลตอบแทนราคาหุ้น 6 เดือนหลังอยู่ที่ 21.62% ส่วน 3 เดือนหลังอยู่ที่ 20.8% และตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่เฉลี่ย 8.2% แต่ผลประกอบการ ณ สิ้นงวด 9 เดือนปี 63 ส่วนใหญ่กำไรปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บางบริษัทพลิกขาดทุน 

ขณะที่พบว่ามีถึง 11 บริษัทที่มีพี/อีมากกว่า 200 เท่า โดย บมจ.วันทูวัน คอนแทคส์ (OTO) มีพี/อีสูงสุดถึง 2,921 เท่า 

ส่วนหุ้นใหญ่ใน SET50 อย่าง บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) และ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) มีพี/อีสูงระดับ 212 เท่า และ 115 เท่า ตามลำดับ


*** กูรูแนะเลี่ยง เสี่ยงโดนแรงขาย


"ธีรศักดิ์ ธนวรากุล" รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ระบุว่า กลุ่มหุ้นที่พี/อีสูง ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจจะมีแรงขายหากผลประกอบการยังปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยให้เลือกลงทุนหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่มีแนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัว และราคาหุ้นไม่แพงเกินไป

ส่วน "วัชเรนทร์ จงยรรยง" ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำว่า นักลงทุนที่มีหุ้นในกลุ่มดังกล่าว หากผลตอบแทนเป็นบวกให้ขายทำกำไร หรือ หากผลตอบแทนเป็นลบอาจจะต้องยอมตัดขาดทุน ไปก่อน  เพราะส่วนใหญ่แนวโน้มผลประกอบการยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่ควรจะเป็น 

แต่สำหรับนักลงทุนที่สามารถถือหุ้นระยะยาว 2-3 ปี ได้ ไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะระยะยาวคาดว่าผลประกอบการของหุ้นดังกล่าวจะฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ เมื่อการแพร่ระบาดโควิด-19 จบลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม หุ้นขนาดเล็กบางบริษัทในกลุ่มนี้ไม่มีบทวิเคราะห์รองรับ และผลประกอบการไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจน รวมถึงราคาหุ้นมีความผันผวน ให้ระมัดระวังการลงทุน

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด