ประเด็นร้อน

อันเดอร์ไรท์ฯกุมขมับ! ไอพีโอขายไม่ออก เล็งปรับกลยุทธ์เอาตัวรอด

อันเดอร์ไรท์ฯกุมขมับ! ไอพีโอขายไม่ออก เล็งปรับกลยุทธ์เอาตัวรอด

    เข้าสู่ขาลงของหุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(ไอพีโอ)อย่างเต็มรูปแบบ เพราะนอกจากหุ้นที่เข้าซื้อขายช่วงนี้จะหลุดจองเป็นว่าเล่นแล้ว กระแสทิ้งหุ้นจองหรือขายไอพีโอไม่หมด จนต้องตกเป็นภาระของผู้รับประกันการจัดจำหน่าย(อันเดอร์ไรท์เตอร์)ต้องรับไว้เองเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนที่ปรึกษาทางการเงินและอันเดอร์ไรท์เตอร์ต้องแห่ปรับกลยุทธ์ในการเลือกบริษัทเข้าตลาดและเลือกกลุ่มนักลงทุนที่จะจัดสรรหุ้นให้

*** บล.ทรีนีตี้ ขาย SAAM ไม่หมด รับเองเต็มกำมือ
    เหตุการณ์เกิดขึ้นที่หุ้นไอพีโอบริษัทแรกของปีนี้ "บมจ.เอสเอเอเอ็ม เอ็นเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ (SAAM)" โดยพบรายชื่อ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและอันเดอร์ไรท์เตอร์ ถือหุ้นใหญ่เป็นอันดับ 3 จำนวน 6.83 ล้านหุ้น หรือ 2.28% โดยก่อนเสนอขายไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้น
    จึงสอบถามไปที่ "ชาญชัย กงทองลักษณ์" กรรมการอำนวยการ บล.ทรีนีตี้ จึงได้คำตอบว่า เกิดจากการขายไม่หมด เพราะนักลงทุนที่ได้รับการจัดสรรเปลี่ยนใจไม่ชำระราคา ซึ่งในฐานะเป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายจึงต้องรับเข้าพอร์ต
    "นักลงทุนเปลี่ยนใจไม่ยอมชำระราคาหุ้นในวันจองซื้อ น่าจะมาจากความกังวลภาวะหุ้นไอพีโอไม่ดีจากปลายปีก่อน ที่เปิดต่ำจองหลายบริษัทติดต่อกัน เราจึงจำเป็นต้องรับไว้เอง อย่างไรก็ตามยืนยันว่าไม่ได้ขายหุ้นออกวันแรกและเป็นสาเหตุทำให้หุ้นต่ำจอง โดยต้องรอดูสักระยะ ไม่รีบขาย เพราะขายก็ขาดทุน" ชาญชัย กล่าว 

*** อันเดอร์ไรท์ เล็งปรับกลยุทธ์เลือก บจ.-นักลงทุน
    แหล่งข่าวผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ ระบุว่า หากสถานการณ์หุ้นไอพีโอยังเป็นขาลงต่อเนื่อง อาจจะต้องมีการปรับกลยุทธ์เลือกรับลูกค้ามากขึ้น เน้นบริษัทที่มีพื้นฐานดี ธุรกิจมีความน่าสนใจ เพราะถือว่ามีความเสี่ยงต่อการขายหุ้นไอพีโอไม่หมดและต้องรับซื้อไว้เอง 
    "ตอนนี้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อหุ้นไอพีโอ ขนาดบางบริษัทธุรกิจดี มีแนวโน้มการเติบโตสูง ราคาหุ้นยังต่ำจอง ซึ่งจะส่งผลต่อการขายหุ้นของอันเดอร์ไรท์ เพราะเริ่มมีสัญญาณการปฏิเสธรับการจัดสรรหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเราอาจจะต้องเข้มงวดในการพิจารณาการรับงานมากขึ้น เลือกบริษัทมีพื้นฐานโดดเด่น เพราะหากต้องรับเข้าพอร์ต ก็สามารถถือลงทุนระยะยาวได้" แหล่งข่าว กล่าว
    ด้าน "เอกจักร บัวหภักดี" กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด ในเครือ บล.โกลเบล็ก เผยว่า ช่วงที่หุ้นไอพีโอยังผันผวนในขณะนี้ การเลือกกลุ่มนักลงทุนในการกระจายหุ้นมีความสำคัญมาก โดยจะเน้นไปที่กลุ่มนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ เป็นหลัก เพราะนักลงทุนรายย่อยมักจะอ่อนไหวต่อภาวะที่เป็นลบ และอาจจะเปลี่ยนใจไม่ชำระราคาหุ้นที่ได้รับการจัดสรร 
    "ส่วนใหญ่เป็นรายย่อยที่มักทิ้งหุ้นจองที่ได้รับการจัดสรร ซึ่งช่วงที่หุ้นไอพีโอยังซบเซาแบบนี้ ก็คงต้องปรับกลยุทธ์ไปกระจายหุ้นให้นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่มากขึ้น เพราะเป็นกลุ่มที่มักจะลงทุนระยะกลางถึงยาว ไม่ค่อยอ่อนไหวต่อภาวะความผันผวนที่เกิดขึ้นในระยะสั้น" เอกจักร เผย
    เช่นเดียวกับ "ชาญชัย กงทองลักษณ์" ที่เพิ่มเติมว่า จากนี้ไปต้องทบทวนการกระจายหุ้นไปยังกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่หรือนักลงทุนสถาบันมากขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงเกี่ยวกับการทิ้งหุ้นจอง
    ขณะที่ "รัฐชัย ธีระธนาวัฒน์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมสายงานวาณิชธนกิจ-ด้านตลาดทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) เสริมว่า จากนี้การกระจายหุ้นจองต้องมีการติดตามยืนยันกับนักลงทุนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย 
    "ที่จริงการที่นักลงทุนทิ้งหุ้น อาจจะเกิดจากความผิดพลาด เรื่องการส่งเอกสารไม่ทัน หรือเกิดเหตุฉุกเฉินด้านการเงินกะทันหันมากกว่า ไม่ใช่แค่ตอนนี้ ช่วงภาวะหุ้นดี ๆ ก็เป็น โดยเพาะรายย่อยที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งเราก็ต้องติดตามใกล้ชิด ให้เจ้าหน้าที่คอยตามเช็ค ตาม Confirm ช่วงวันจองซื้อ" รัฐชัย กล่าว

*** เปิดสถิติ 4 ปี อันเดอร์ไรท์รับหุ้นไว้เอง 6 บริษัท
    ทั้งนี้ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลรายงานผลการขายหุ้นไอพีโอตั้งแต่ปี 58 พบว่ามี 6 บริษัท ที่อันเดอร์ไรท์รับหุ้นไว้เอง ดังนี้ 

อันเดอร์ไรท์ที่รับซื้อหุ้นไอพีโอไว้เองตั้งแต่ปี 58

ชื่อย่อหุ้น

จำนวน

สัดส่วน (%)

บล.

SAAM

6.83 ล.หุ้น

2.28

ทรีนีตี้

TIGER

1 แสนหุ้น

0.08

เคทีบี

OSP

2,000 หุ้น

0.003

โนมูระ

TPIPP

5.5 แสนหุ้น

0.02

เมย์แบงก์

TKN

98,600 หุ้น

0.03

เอเซีย พลัส

TFG

59.19 ล.หุ้น

5.38

เคที ซีมิโก้

    จากตารางจะเห็นได้ว่าในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาอันเดอร์ไรท์ต้องรับซื้อหุ้นไว้เองมีไม่บ่อยนัก ส่วนใหญ่เป็นจำนวนที่ไม่มากนัก ซึ่งอาจจะเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิค
    แต่ บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) ซึ่งตอนนั้นเข้าตลาดด้วยเกณฑ์มาร์เก็ตแคป และมีกระแสว่านักลงทุนไม่รับหุ้น เพราะหุ้นที่เข้าด้วยเกณฑ์ดังกล่าวมักจะต่ำจอง ซึ่งปรากฏว่า ขายไม่หมดจริง โดย บล.เคที ซีมิโก้ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ต้องรับหุ้นไว้เองถึง 59.19 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสักส่วนถึง 5.38% 
    จนมาถึงกรณี SAAM ซึ่งอยู่ในช่วงที่ภาวะหุ้นไอพีโอขาลง ดังนั้นอาจจะสะท้อนว่าช่วงที่นักลงทุนไม่ให้ความเชื่อมั่นต่อหุ้นไอพีโอ จะส่งผลต่อการจำหน่ายหุ้นได้

*** แนะหากธุรกิจไม่เจ๋งจริงอย่าเพิ่งขายไอพีโอ
    "วีณา เลิศนิมิตร" ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสาย Primary Distribution ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ระบุว่า ช่วงนี้ที่ปรึกษาทางการเงินจะต้องคัดเลือกบริษัทที่มีความพร้อมในการเข้าจดทะเบียนจริง เช่น ธุรกิจมีการเติบโต มีจุดแข็ง จุดเด่นที่ทำให้บริษัทมีกำไรโตต่อเนื่อง แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี สามารถอธิบายกับนักลงทุน นักวิเคราะห์ให้มีความเข้าใจและมั่นใจลงทุนได้ แต่หากบริษัทไหนมีกำไรไม่ดี อาจจะต้องรอให้บริษัทมีความพร้อมก่อน หรือภาวะตลาดกลับมาดี 
    ทั้งนี้หากบริษัทไหนที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินในการขยายธุรกิจไม่สามารถรอเวลานานได้ ก็ต้องมีการตั้งราคาให้เหมาะสมกับภาวะตลาด ยิ่งตลาดไม่ดีต้องยอมให้ส่วนลดนักลงทุนมากขึ้น เพื่อให้นักลงทุนสบายใจสามารถถือยาวไม่ต้องรีบขายออกมาในวันแรก หรือที่ปรึกษาทางการเงินอาจจะต้องมีการแนะนำทางเลือกช่องทางระดมทุนแหล่งอื่นก่อน
    นอกจากนี้การจัดสรรหุ้นจะต้องมีการ กระจายหุ้นเหมาะสม ทั้งนักลงทุนระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งหากเป็นหุ้นขนาดใหญ่ อาจจะจัดสรรหุ้นให้นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนเน้นคุณค่า ( VI) มากกว่า นักลงทุนระยะสั้น เพื่อให้ราคาหุ้นมีเสถียรภาพ และที่สำคัญจะต้องมีการให้ข้อมูลแก่นักวิเคราะห์เพื่อให้ นักวิเคราะห์มีการจัดทำบทวิเคราะห์เพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน

*** เซียนหุ้นแหยง เลี่ยงไอพีโอ
    "เสี่ยปู่" หรือ สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล นักลงทุนรายใหญ่ เผยว่า ช่วงนี้หุ้นไอพีโอเริ่มไม่น่าสนใจ ตลาดขาดความเชื่อมั่น หลายบริษัทตั้งราคาแพงเกินไป โดยส่วนตัวไม่ลงทุนในหุ้นไอพีโอมาประมาณ 6 เดือนแล้ว
    "ผมไม่รับหุ้นไอพีโอมาประมาณครึ่งปีแล้ว เพราะหุ้นตัวอื่น ๆในตลาดที่มีพื้นฐานดีราคาถูกลงจำนวนมาก แต่หุ้นไอพีโอกลับแพงเกินไป ขณะเดียวกันไอพีโอระยะหลัง มักจะถูกขายออกมาในวันแรก เพราะภาวะไม่ดี นักลงทุนถึงกับยอมขายขาดทุน ซึ่งหากเป็นแบบนี้จะไม่สามารถถือนานได้ เพราะหากยิ่งถือนานจะยิ่งขาดทุนสูง บางตัววันแรกขาดทุน 10% ผ่านไปสักระยะกลับขาดทุนเพิ่มเป็น 30-40%" เสี่ยปู่กล่าว
    ด้าน เสี่ยยักษ์ "วิชัย วชิระพงศ์" ระบุว่า ได้ชะลอการลงทุนหุ้นไอพีโอไปก่อน เพราะภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย แต่ธุรกิจที่น่าสนใจกลับลดลง ราคาจองซื้อก็แพงเกินไป มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเรื่อย หุ้นไอพีโอต้องเป็นหุ้นพื้นฐานดีจริงและตั้งราคาสมเหตุสมผล ถึงจะเลือกลงทุน
     ขณะที่ "อนุรักษ์ บุญแสวง" หรือ โจ ลูกอีสาน ได้ปฏิเสธการรับหุ้นไอพีโอไปหลายบริษัท เนื่องจากมองว่าราคาจองซื้อแพงเกินไป ขณะที่ธุรกิจไม่ได้โดดเด่นหรือมีลักษณะพิเศษมากนัก 
         "ผมได้รับประสบการณ์หุ้นไอพีโอต่ำจองมาแล้วเมื่อปลายปีก่อน ยอมรับเลยว่าเข็ด เกิดบทเรียน และเลือกมากขึ้น ซึ่งถือว่าคิดถูก ส่วนต่อไปคงต้องพิจารณาเป็นรายบริษัท และคงปรับลดสัดส่วนการรับหุ้น เช่นเสนอมา 100% อาจจะรับเพียง 20-30% เพื่อป้องกันความเสี่ยง" โจ ลูกอีสาน กล่าว







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด