ประเด็นร้อน

บจ.หนี้พุ่งนิวไฮรอบกว่า 10 ปี พบ 29 บริษัทสภาพคล่องเริ่มตึงตัว

บจ.หนี้พุ่งนิวไฮรอบกว่า 10 ปี พบ 29 บริษัทสภาพคล่องเริ่มตึงตัว

บจ.ไทยหนี้สินต่อทุน(D/E)พุ่งสูงสุดรอบกว่า 10 ปี พบ 76 บริษัทมีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยเกิน 2 เท่า หุ้นบิ๊กแคปติดโผเพียบ รับผลกระทบมาตรฐานบัญชีใหม่ ตะลึง 29 บริษัท หนี้สูง-สภาพคล่องเริ่มตึงตัว ด้านตลท.มองสถานะการเงินบจ.พ้นจุดต่ำสุดแล้ว เหตุธุรกิจเริ่มฟื้นต้วจากโควิด ด้านกูรูแนะเลี่ยงเก็งกำไรกลุ่มสภาพคล่องฝืด
 

*** บจ.หนี้พุ่งในรอบกว่า 10 ปี 


"แมนพงศ์ เสนาณรงค์" รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ข้อมูลฐานะการเงินบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไม่รวมกลุ่มอุตสาหกรรมการเงิน ปี 2563 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) เฉลี่ย 1.58 เท่า เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่ระดับ 1.35 เท่า หรือเป็นระดับสูงสุดรอบกว่า 10 ปี

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ บจ.ไทย มีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อผลการดำเนินงานและสภาพคล่อง ทำให้มีความต้องการสำรองเงินทุนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการปรับมาตรฐานบัญชีใหม่ที่เริ่มใช้ช่วงต้นปี 63 ด้วย

ทั้งนี้ เมื่อสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า สิ้นปี 63 มีถึง 76 บจ.มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนผู้ถือหุ้น (IBD/E) เกิน 2 เท่า สูงสุดในรอบกว่า 10 ปี เช่นกัน โดยปี 59-62 มี บจ.ที่ IBD/E เกิน 2 เท่าอยู่ที่ 45 บริษัท, 41 บริษัท, 55 บริษัท และ 66 บริษัท ตามลำดับ


*** พบหุ้นบิ๊กแคปหนี้พุ่ง เฉลี่ย 100% รับผลกระทบมาตรฐานบัญชีใหม่


ทั้งนี้ พบว่า กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) เกิน 1 หมื่นล้านบาท ติดโผ บจ.ที่มี IBD/E เกิน 2 เท่า เพิ่มขึ้่นเป็น 23 บริษัท จากปี 62 ที่มีเพียง 14 บริษัท ประกอบด้วย
 

23 หุ้นบิ๊กแคปที่อัตรส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (IBD/E) เกิน 2 เท่า

ชื่อย่อหุ้น

IBD/E (เท่า)

%chg YoY

มาร์เก็ตแคป

JAS

22.75

960

24,575

CENTEL

2.27

278

44,550

PTG

3.78

154

34,736

TRUE

4.86

131

110,115

ERW

4.44

127

11,077

MINT

3.55

127

157,046

AAV

3.25

112

13,386

CPALL

3.26

86

606,359

ESSO

2.77

71

30,109

BAFS

2.06

68

17,850

SINGER

2.09

60

17,979

STARK

3.47

53

50,721

BANPU

2.85

38

55,313

S

2.23

37

13,365

BGRIM

2.93

31

121,221

ADVANC

2.39

24

506,991

SUPER

2.42

24

26,255

JMART

4.85

19

34,200

SSP

2.67

14

14,475

GULF

2.34

10

401,860

DTAC

4.95

10

78,730

GUNKUL

2.42

-2

27,891

NOBLE

2.06

-24

11,229

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


จากตารางหุ้นกลุ่มพลังงานติดโผสูงสุด 9 บริษัท รองลงมาคือกลุ่ม เทคโนโลยีสารสนเทศและการ จำนวน 5 บริษัท โดยมีหุ้นมาร์เก็ตแคปเกิน 1 แสนล้านบาท ถึง 8 บริษัท เพิ่มขึ้นจากปี 62 ที่มีเพียง 4 บริษัท 

ขณะที่พบว่า IBD/E หุ้นกลุ่มนี้เพิ่้มขึ้นจากปี 62 เฉลี่ยถึง 100% โดยมีเพียง 2 บริษัทหนี้สินลดลง ส่วนที่เหลือเพิ่มขึ้นระดับ 7 - 960% ซึ่งมีถึง 7 บริษัทที่ IBD/E เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% 

บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 22.75 เท่า จากปี 62 ที่เพียง 2.15 เท่า หรือเพิ่มขึ้น 960% 

ด้าน บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) เป็นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปสูงสุดในกลุ่มนี้ระดับ 6 แสนล้านบาท โดยมี IBD/E ที่ 3.26 เท่า

ทั้งนี้ส่วนใหญ่หุ้นในกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากมาตรฐานบัญชีใหม่ที่เริ่มใช้ต้นปี 63 ประกอบด้วย มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (TFRS9) และ มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 (TFRS16) 

โดยเฉพาะ TFRS16 ที่เกี่ยวกับ "สัญญาเช่า" ซึ่้งผู้เช่าต้องรับรู้สินทรัพย์และหนี้สินที่เกิดจากสัญญาเช่าทุกสัญญาที่มีอายุเกิน 1 ปีเข้ามาในงบการเงิน ส่งผลให้ต้องรับรู้สินทรัพย์และหนี้สินเพิ่มขึ้น มีผลต่อเนื่องถึงอัตราส่วนทางการเงินและความสามารถในการทำกำไรระยะสั้นที่อาจลดลง

อย่างไรก็ตาม TFRS16 จะไม่กระทบต่อกระแสเงินสดจริงที่บริษัทต้องจ่ายออกไปในแต่ละปี แต่จะมีผลต่ออัตราส่วนทางการเงินที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะธุรกิจที่มีสัญญาเช่าดำเนินงานจำนวนมาก อาทิ กลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร, การบิน, สื่อสิ่งพิมพ์,สื่อสาร, ค้าปลีก, อสังหาฯ, เกษตร-อาหาร, นิคมอุสาหกรรม และ พลังงาน 

ขณะเดียวกัน บจ.จะเปลี่ยนการรับรู้ "ค่าเช่า" ในงบกำไรขาดทุนตามมาตรฐานบัญชีเดิม มาเป็น การรับรู้ค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่าย ตามอายุสัญญาคงเหลือ โดยจะกระทบต่องบกำไรขาดทุนในช่วงปีแรก ๆ และจะลดลงตามสัญญาเช่า

นอกจากนี้ TFRS16 จำทำให้บริษัทมี EBITDA สูงขึ้น เนื่องจากค่าเช่าที่เคยถูกบันทึกใน SG&A จะเปลี่ยนเป็นค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายแทน ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ใน EBITDA


*** ตะลึง 29 บจ.หนี้สูง-สภาพคล่องเริ่มตึงตัว


ขณะเดียวกัน เมื่อสำรวจ บจ.ที่มีหนี้สูงและสภาพคล่องต่ำ โดยคัดกรองจากบริษัทที่มี IBD/E เกิน 2 เท่า, อัตราส่วนสภาพคล่องต่ำกว่า 1 เท่า,อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ต่ำกว่า 1 เท่า และ อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ยต่ำกว่า 1 เท่า พบว่ามีทั้งสิ้น 29 บริษัท ประกอบด้วย
 

29 บจ.หนี้สูง-สภาพคล่องต่ำ

ชื่อย่อหุ้น

อัตราส่วนฐานะการเงิน

IBD/E (เท่า)

สภาพคล่อง (เท่า)

ความสามารถชำระหนี้ (เท่า)

ความสามารถชำระดอกเบี้ย (เท่า)

HYDRO

81.29

0.81

-0.47

-4.87

PPPM

19.96

0.2

-0.09

-2.88

JCKH

17.11

0.18

0.15

-3.92

JUTHA

14.22

0.11

0

-3.49

CHOW

11.01

0.92

0.03

-0.82

ACAP

9.28

0.1

-0.11

-343.24

NMG

8.63

0.45

-0.01

-3.72

SDC

8.23

0.56

0.09

-0.3

TRC

5.78

0.89

-0.14

-18.92

M-CHAI

4.93

0.26

0.17

0.02

ITD

4.81

0.84

0.14

0.71

KKC

4.74

0.53

-0.01

-2.12

ERW

4.44

0.7

-0.1

-2.39

DTC

3.98

0.48

0.07

-1.5

CGD

3.53

0.67

0.02

0.54

MALEE

3.49

0.6

0.05

-2.79

BC

3.41

0.71

-0.46

-2.1

AAV

3.25

0.15

-0.07

-4.18

GRAND

3.01

0.7

-0.06

-1.35

ESSO

2.77

0.65

-0.23

-26.85

SOLAR

2.77

0.3

-0.72

-9.86

KWG

2.45

0.78

-0.08

-3.51

UMS

2.43

0.47

0

-1.24

KBS

2.31

0.57

0.09

-2.08

IT

2.28

0.86

0.37

-0.09

EFORL

2.26

0.52

-0.36

-9.12

TRUBB

2.18

0.47

0.07

0.45

MILL

2.09

0.64

0.05

0.42

CHO

2.07

0.81

-0.02

-0.65

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


29 บจ.ข้างต้นเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จำนวน 21 บริษัท และ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) จำนวน 8 บริษัท 

บมจ.ไฮโดรเท็ค (HYDRO) มี IBD/E สูงสุดถึง 81.29 เท่า โดยมีอัตราส่วนสภาพคล่อง 0.81 เท่า, อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ -0.47 เท่า ต่ำสุดในกลุ่มนี้ และ อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย -4.87 เท่า

ด้าน บมจ.เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป (ACAP) มีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ยต่ำสุดถึง -343.24 เท่า โดยมี IBD/E ระดับ 9.28 เท่า, อัตราส่วนสภาพคล่อง 0.1 เท่า และ อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ 0.11 เท่า
    


*** วงการชี้เลี่ยงกลุ่มหนี้สูง-ผลประกอบการขาลง

"วิจิตร อารยะพิศิษฐ" ผู้อำนวยการนักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) แนะนำว่า ให้ระมัดระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ เพราะหลายบริษัทผลประกอบการยังอยู่ในช่วงขาลง ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจอาจจะยังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไปอีกระยะ 

“หุ้นที่หนี้สูงมาก ๆ และสภาพคล่องต่ำ มักไม่ค่อยน่าลงทุนอยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มที่ผลประกอบการยังอยู่ในช่วงขาลง นักลงทุนต้องระมัดระวังและศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ โดยเฉพาะการเข้าไปเก็งกำไรควรหลีกเลี่ยง"

ด้าน "ณัฐชาต เมฆมาสิน" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่า บริษัทที่มีหนี้สูงอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ดูหน้าเป็นห่วงมากนัก หากความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตยังดี มีสภาพคล่องเพียงพอ และธุรกิจยังมีการเติบโต 

แต่ต้องระวังกลุ่มหุ้นที่มีหนี้สูง แต่สภาพคล่องต่ำ และทิศทางธุรกิจไม่สดใส โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดทุนต่อเนื่อง เพราะอาจจะส่งผลต่อกระแสเงินสดในการนำมาชำระหนี้ได้

อย่างไรก็ตาม "แมนพงศ์ เสนาณรงค์" รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประเมินว่า กลุ่ม บจ.ที่มีหนี้สูงสภาพคล่องต่ำ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยหากมีข้อมูลที่อาจจะส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นจะต้องชี้แจงให้นักลงทุนทราบทันที 

แต่ในภาพรวมยังไม่น่ากังวลมากนัก เพราะมองว่าหลายธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดจากโควิด-19 ไปแล้วช่วงไตรมาส 2/63 สะท้อนจากผลประกอบการครึ่งหลังปี 63 ที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และ บจ.ส่วนใหญ่ปรับกลยุทธ์ดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้วิถีชีวิตแบบใหม่ (New Normal) มากขึ้น

หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลงบการเงินจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มิได้มีเจตน่าชี้นำว่าบริษัทข้างต้นจะผิดชำระหนี้แต่อย่างใด
สูตรการคำนวณอัตราส่วนฐานะการเงิน : 
1.อัตราส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนผู้ถือหุ้น (IBD/E) คำนวณจาก = (รวมหนี้สินหมุนเวียน - เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น + หนี้สินระยะยาวสุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดชำระในหนึ่งปี) / รวมส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัท --- ค่านี้ยิ่งต่ำยิ่งดี
2.อัตราส่วนสภาพคล่อง : วัดความสามารถใช้คืนหนี้ระยะสั้น คำนวณจาก = รวมสินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน --- ค่านี้ยิ่งสูงยิ่งดี
3.อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ : วัดความสามารถการชำระหนี้ คำนวณจาก = (กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนการเงินและภาษีเงินได้ต้นทุนการเงิน + ค่าเสื่อมราคาและค่าจัดจำน่าย ) (12 เดือน) / (รวมหนี้สินหมุนเวียน - เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น) --- ค่านี้ยิ่งสูงยิ่งดี
4.อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย : วัดความสามารถชำระดอกเบี้ยเงินกู้ โดยวิเคราะห์จากค่ากำไรจากการเนินงานต่อดอกเบี้ยจ่าย คำนวณจาก = กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนการเงินและภาษีเงินได้ / ต้นทุนการเงิน --- ค่านี้ยิ่งสูงยิ่งดี







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด