ประเด็นร้อน

เปิดโผ 10 บจ.ผลงานทรุด กูรูรุมหั่นเป้ากำไร 12-98%

เปิดโผ 10 บจ.ผลงานทรุด กูรูรุมหั่นเป้ากำไร 12-98%

    เมื่อเข้าสู่ช่วงของการประกาศงบการเงินประจำไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำคือการปรับประมาณการจากนักวิเคราะห์ เพื่อเป็นการอัพเดทข้อมูลพื้นฐานเข้าไปใหม่ เพราะช่วงเวลา 6 เดือนแรกที่ผ่านไปอาจจะมีปัจจัยบวกหรือลบเพิ่มเข้ามา และส่งผลต่อการประเมินมูลค่าของแต่ละบริษัท
    ทั้งนี้ "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทยและนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ระบุว่า แนวโน้มของการปรับประมาณการครึ่งปีหลังจะเป็นเชิงปรับลดมากกว่าปรับเพิ่ม จากภาวะตลาดที่ผันผวนรุนแรง และแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังเติบโตช้า ขณะที่บางบริษัทบางอุตสาหกรรม ถูกปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐานอย่างรวดเร็ว 
    "เดิมช่วงต้นปีภาวะตลาดค่อนข้างดี จึงเห็นการใช้ระดับราคาต่อ P/E สูงๆในการประเมิน แต่พอเศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าที่คาด และตลาดฯ ผันผวนแรงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ความแม่นยำของบทวิเคราะห์ที่เคยทำไว้ลดลง น่าจะเริ่มเห็นการปรับบทวิเคราะห์ให้เหมาะสมกับภาวะปัจจุบันมากขึ้น คาดว่าหลังจากนี้นักวิเคราะห์จะเริ่มทยอยลดประมาณการกำไรและมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นลง"

*** เปิดโผ 10 บจ. โดนหั่นกำไรสูงสุด
    "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"
สำรวจข้อมูล บจ.ที่ถูกปรับลดประมาณการกำไรเฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ (IAA Consensus) สูงสุด 10 อันดับแรกมีดังนี้

10 หุ้นถูกปรับลดประมาณการกำไรมากสุดจาก IAA Consensus

ชื่อย่อหุ้น

ประมาณการกำไร

30 มิ.. (ลบ.)

ประมาณการกำไร

25 .. (ลบ.)

ลดลง (%)

GGC

1,318.6

27

-98

DTAC

2,311

1,721.3

-25.5

BR

503.6

377.2

-25.1

BEC

348.6

276.1

-20.8

TTCL

148.9

120.9

-18.8

TASCO

1,855

1,526

-17.7

BEAUTY

1,609.9

1,352.3

-16

CKP

468.8

405.6

-13.5

RS

806

702

-12.9

DDD

554

486.2

-12.2

 

*** GGC วัตถุดิบหาย ฉุดงบพลิกขาดทุน
    บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) ถูกปรับลดกำไรสูงสุดถึง 98% จาก 30 มิ.ย. ที่มีประมาณการกำไรเฉลี่ย 1,318.60 ล้านบาท ล่าสุด ณ 25 ก.ค. เหลือเพียงเฉลี่ย 27 ล้านบาท ทั้งนี้แม้ประมาณการกำไรเฉลี่ยจะยังคงมีกำไร 27 ล้านบาท แต่บทวิเคราะห์หลายค่ายคาดว่าอาจจะถึงพลิกขาดทุน
    ฟากนักวิเคราะห์ ประเมินว่า วัตถุดิบที่หายไปจากคลังมูลค่าสูงถึง 2,100 ล้านบาท จะทำให้บริษัทต้องตั้งสำรองและรับรู้ผลขาดทุนในไตรมาส 2/61 และจะส่งผลกระทบให้งบปีนี้บริษัทจะพลิกขาดทุน  เพราะแม้ บทวิเคราะห์ “บล.ทิสโก้” จะประเมินกำไรปีนี้ปกติปีนี้ที่ 963 ล้านบาท หรือ  นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ประเมินกำไรไว้ถึง 1,492 ล้านบาท แต่เมื่อหักการตั้งสำรอง 2,100 ล้านบาท ก็จะทำให้ขาดทุนระดับ 600-1,000 ล้านบาท ขณะที่กรณีนี้เกิดจากการฉ้อโกง บริษัทประกันไม่น่าจะรับผิดชอบ
    “แนะนำ หลีกเลี่ยงลงทุน เพราะกรณีดังกล่าวสะท้อนถึงธรรมาภิบาลของบริษัท อาจเป็นความเสี่ยงต่อเนื่องในอนาคต และจะไม่ประเมินมูลค่าพื้นฐานจนกว่าจะมีความชัดเจนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมีความมั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อเนื่องไปยังรายการอื่น ๆ ทั้งในอดีตและอนาคต” นลินรัตน์ กิตติกำไพลรัตน์ นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส เสริม

*** DTAC-BR-BEC ถูกปรับลดกำไรมากกว่า 20%
    นอกจาก GGC ยังมีอีก 3 บจ.ที่ถูกปรับลดประมาณการกำไรมากกว่า 20% ประกอบด้วย
    1.บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) จากเดิมอยู่ที่เฉลี่ย 2,311 ล้านบาท เหลือ 1,721.30 ล้านบาท ลดลง 25.5% หลังประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 2/61 ที่ 179 ล้านบาท ลดลง 86% จากไตรมาส 1/61 และ ลดลง 76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้ค่าบริการและยอดขายมือถือลดลง และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการเช่าคลื่น 2300MHz จาก TOT อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังแนะนำ "ซื้อ" เนื่องจากปันผลงวดครึ่งปีให้ผลตอบแทนประมาณ 2.5% ราคาเหมาะสม 46-68 บาท
    2.บมจ.บางกอกแร้นช์ (BR) ถูกหั่นกำไรปีนี้เหลือเฉลี่ย 377.20 ล้านบาท จากเดิมคาดไว้ที่เฉลี่ย 503.60 ล้านบาท ลดลง 25.1% โดยนักวิเคราะห์ต่าง ปรับลดคำแนะนำการลงทุนจากเดิม "ซื้อ" และ "ถือ" เป็น "ขาย" และ "เปลี่ยนตัวเล่น" เพราะแนวโน้มกำไรปีนี้มีโอกาสต่ำกว่าปีก่อนมากกว่า 30%  จากภาวะราคาขายเป็ดในประเทศตกต่ำ ขณะที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น กดดันมาร์จิ้นลดลง ราคาเหมาะสมถูกปรับลดเหลือ 5.40 – 6.60 บาท จากเดิม 6.85 – 8.60 บาท 
    3.บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) ถูกปรับลดกำไรลง 20.8% เหลือกำไรเฉลี่ยปีนี้ 276.1 ล้านบาท จากเดิม 348.6 ล้านบาท เป็นไปตามภาพรวมอุตสาหกรรมที่ยังเป็นขาลง ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าไตรมาส 2/61 จะยังคงขาดทุนต่อเนื่องจากไตรมาส 1/61 แต่จะขาดทุนลดลง และจะเริ่มฟื้นช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจสื่อ ขณะเดียวกันจะได้อานิสงส์จากกระแส Asian Game ซึ่งจะเริ่มใน ส.ค. ส่งผลให้ผู้ประกอบการเริ่มใช้งบโฆษณามากขึ้น โดยสื่อทีวียังคงเป็นสื่อหลักที่ Agency เลือกลงโฆษณา ราคาเหมาะสมถูกปรับลดเหลือ 8-8.6 บาท จากเดิม 10.50 – 13.50 บาท

*** กลุ่มเครื่องสำอางอดีต "Growth Stock" ติดโผครบ
    ขณะเดียวกันกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเครื่องสำอางที่ราคาวิ่งพุ่งขึ้นแรงตั้งแต่ปีก่อนจนถูกขนานนามเป็น "Growth Stock" ก็ติดโผโดนปรับลดประมาณการกำไรครบทั้ง บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY), บมจ.อาร์เอส (RS) และ บมจ.ดู เดย์ ดรีม (DDD) ซึ่งโดนผลกระทบจากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้มงวดปราบปรามเครื่องสำอางและอาหารเสริมเถื่อน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค
    ทั้งนี้ BEAUTY ถูกลดประมาณการกำไรเฉลี่ยเหลือ 1,352.3 ล้านบาท จากเดิม 1,609.9 ล้านบาท ลดลง 16% พร้อมถูกลดราคาเหมาะสมเหลือเพียง 7 - 15.5 บาท จากก่อนหน้าที่มีราคาเหมาะสมระดับ 20.50-25 บาท
    ส่วน RS โดนหั่นกำไรปีนี้ลง 12.9% เหลือเฉลี่ย 702 ล้านบาท จากเดิม 554 ล้านบาท ขณะที่ราคาเหมาะสมเหลืออยู่ช่วง 18.30 - 26.50 บาท จากช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่เฉลี่ยมากกว่า 30 บาท
    ด้าน DDD ถูกปรับลดประมาณการกำไรเหลือเฉลี่ย 486.2 ล้านบาท จากก่อนหน้านี้ที่ 554 ล้านบาท ลดลง 12.2% ขณะที่ราคาเหมาะสมล่าสุดอยู่ช่วงระหว่าง 50-79 บาท ลดลงจากช่วงประกาศงบไตรมาส 1/61 อยู่ที่ 87-105 บาท
    อย่างไรหุ้นทั้ง 3 บริษัทยังไม่ถูกปรับลดคำแนะนำการลงทุน และส่วนใหญ่ยังแนะนำ “ซื้อ”

*** โบรกฯสั่ง "ขาย" TASCO-TTCL 
    บมจ.ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) และ บมจ.ทีทีซีแอล (TTCL) เป็น 2 บริษัทในกลุ่มนี้ที่ถูกคำแนะนำการลงทุนส่วนใหญ่เป็น "ขาย"
    โดย TASCO ถูกปรับลดประมาณการกำไรลง 17.7% หลังไฟไหม้ที่เก็บน้ำมันบริษัทย่อยในมาเลเซีย เกิดความเสียหายความจุไป 1.01 แสนตัน จากความจุรวม 3.5 แสนตัน นักวิเคราะห์มองว่า แม้จะมีประกันความเสียหายครอบคลุม แต่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ประมาณ 8 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย ประเด็นดังกล่าวอาจกระทบการผลิตและบริหารจัดการสต็อก ขณะที่ยอดขายในประเทศยังคงชะลอตัว ส่วนต่างประเทศมีมาร์จิ้นลดลง ถูกปรับลดราคาเหมาะสมเหลือ 9-14 บาท จากเดิมที่ 14-19 บาท
    ขณะที่ TTCL ยังเผชิญปัจจัยลบอย่างต่อเนื่องหลังจากผลประกอบการพลิกขาดทุนตั้งแต่ไตรมาส 1/61 โดยยังมีความเสี่ยงจากการเพิ่มทุน, การขายหุ้นของผู้ถือหุ้นใหญ่, การตั้งสำรองของโครงการ Rocksalt ที่ลาว, การยกเลิกโรงไฟฟ้า 1,280 เมกะวัตต์ของรัฐบาลเมียนมาที่รัฐ Kayin, โครงการใหม่ๆ มาช้ากว่าคาด และงานในมือที่ต่ำ ด้านแผนการนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดฯ ยังมีความล่าช้า จึงยังคงมีความเสี่ยงด้านการเงินและการระดมทุนหากต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม  ราคาเหมาะสมเหลือเพียง 5.60 – 8.70 บาท จากเดิมที่อยู่ระหว่าง 11.10 – 15.65 บาท







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด