ประเด็นร้อน

เปิดโผ 24 บจ.กำไรปี64 จ่อทำนิวไฮ-พบอัพไซด์สูงสุด 67%

เปิดโผ 24 บจ.กำไรปี64 จ่อทำนิวไฮ-พบอัพไซด์สูงสุด 67%

เปิดโผ 24 บจ. แนวโน้มกำไรปี 64 ลุ้นทำนิวไฮ พบหุ้นบิ๊กแคปติดโผเพียบ ส่วนใหญ่ยังเหลืออัพไซด์สูงเฉลี่ย 22% มากสุด 67% กูรูชี้ลงทุนได้ แต่ต้องประเมินแนวโน้มผลงาน-มูลค่าหุ้น ให้รอบคอบ


*** 4 โบรกชี้เป้า 15 บจ.กำไรปี 64 ทำนิวไฮ


"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์จาก 4 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เกี่ยวกับหุ้นที่กำไรสุทธิปี 64 จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (New High) โดยพบว่ามี ทั้งสิ้น 15 บริษัท ดังนี้
 

15 หุ้น กำไรปี 64 จ่อทำนิวไฮ

บล.

ชื่อย่อหุ้น

กำไรปี 64 (ลบ.)*

%chg YoY

ราคาเป้าหมาย (บ.)

%อัพไซด์**

หยวนต้า

PRM

1,643

9

12.5

66.67

BCH

1,387

9

20.2

39.31

SFLEX

204

55

7.75

33.62

RS

767

46

26.2

13.91

MTC

6,118

16

69.5

5.70

เอเชีย พลัส

STA

15,089

77.1

50

66.67

STGT

24,844

91

65

63.52

RS

763

38

26

13.04

COM7

1,537

13

46

6.36

SAWAD

5,058

20

70

4.48

ฟินันเซียฯ

SISB

434.39

49

12

34.83

STGT

19,061

71

48

20.75

MTC

6,230

19

78

18.63

JMT

1,339

45

42

13.51

SAWAD

5,459

25

72

7.46

CBG

4,195

17

150

3.09

เคทีบี

CBG

4,762

28

181

24.40

MTC

6,055

16

80

21.67

MEGA

1,552

13

49

20.99

RS

803

40

27

17.39

KTC

6,388

20

70

7.69

TNP

146

15

4.3

4.37

CHAYO

223

35

11

-3.5

* คาดการณ์จากโบรกเกอร์

** เทียบราคาปิด 29 ม.ค.64


15 บจ.ข้างต้น เป็นหุ้นในดัชนี SET100 ถึง 11 บริษัท ขณะที่หุ้นนอกดัชนี SET100 ติดโผเข้ามา 4 บริษัท โดยกลุ่มธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ ติดโผสูงสุด จำนวน 4 บริษัท รองลงมาคือกลุ่มธุรกิจพาณิชย์ จำนวน 3 บริษัท

บมจ.อาร์เอส (RS) และ บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) เป็นหุ้นที่ถูกโบรกเกอร์ คาดการณ์ตรงกันสูงสุด 3 แห่ง โดยประเมินว่า RS จะมีกำไรสุทธิปี 64 ระหว่าง 763 – 803 ล้านบาท เติบโตขึ้น 38 – 46% จากปี 63 ส่วน  MTC ถูกคาดหมายว่าจะรายงานกำไรสุทธิปี 64 ระดับ 6,055 -  6,230 ล้านบาท เติบโตขึ้น 16 -19% จากปี 63

ด้าน บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) หรือ STGT ถูกคาดว่าปี 64 จะรายงานกำไรสุทธิสูงที่สุดระดับ 1.9 - 2.48 หมื่นล้านบาท เติบโต 71 - 91% จากปี 63


*** พบอัพไซด์สูงเฉลี่ย 22% สูงสุด 67%


ขณะที่เมื่อตรวจสอบราคาเป้าหมายที่นักวิเคราะห์ประเมินในหุ้นทั้ง 15 บริษัท พบว่า เทียบกับราคาปิด ณ 29 ม.ค.64 มีอัพไซด์เฉลี่ย 22% โดยมีถึง 6 บจ.อัพไซด์สูงเกิน 30%

บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) และ บมจ.พริมา มารีน (PRM) เป็น 2 บริษัทที่ราคาหุ้นมีอัพไซด์สูงสุด 66.67% เท่ากัน ส่วน บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) หรือ STGT มีอัพไซด์ระดับ 63.52%

อย่างไรก็ตามมี 6 บจ.ที่อัพไซด์ต่ำกว่า 10% และมี 1 บจ.ที่ราคาล่าสุดเกินราคาเป้าหมายไปแล้ว


*** เปิดโผ 9 บจ.ผู้บริหารมั่นใจกำไรนิวไฮ


ขณะที่เมื่อสำรวจ บจ.ที่ผู้บริหารประกาศแผนดำเนินงานปี 64 ว่ากำไรสุทธิจะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีถึง 9 บริษัท ประกอบด้วย


1."ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม" กรรมการผู้จัดการ บมจ.ศุภาลัย (SPALI) คาดปีนี้รายได้และกำไรจะเติบโตเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์โดยตั้งเป้ารายได้รวมอยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เนื่องจากจะรับรู้การโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมีเนียม 3 โครงการ มูลค่ารวม 14,290 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมียอดขายเฉลี่ยเกือบ 90% และยังทยอยรับรู้ยอดโอนจากโครงการคอนโดมีเนียมขนาดใหญ่อีก 1 โครงการต่อเนื่องจากปลายปีก่อนเข้ามาเสริม และรับรู้รายได้จากโครงการแนวราบที่สร้างเสร็จพร้อมโอนในปีนี้ โดยกำไรสูงสุดที่บริษัทฯ เคยทำได้คือ 5,812.05 ล้านบาทในปี 60 และรายได้ที่เคยทำสูงสุด 25,809.53 ล้านบาทในปี 61 

ทั้งนี้ ณ 31 ธ.ค.63 บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) มูลค่ารวม 37,564 ล้านบาท จะทยอยรับรู้ในปี 64 ประมาณ 16,192 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขาย (Presale) ในปี 64 ที่ 2.7 หมื่นล้านบาท  ขณะที่มีแผนเปิดตัว 31 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวม 3.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงการประเภทแนวราบ 27 โครงการ และโครงการคอนโดมิเนียม 4 โครงการ และปีนี้กำหนดงบประมาณการจัดซื้อที่ดินไว้ที่ 8,000 ล้านบาท
    

2."จิตติพร จันทรัช" กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอ็กโซติค ฟู้ด (XO) เปิดเผยว่า คาดกำไรปี 64 จะเติบโต 20-25% ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องจากปี 63 โดยจะเห็นทิศทางที่ดีของผลประกอบการตั้งแต่ไตรมาส 1/64 เป็นต้นไป หลังมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าเข้ามาตั้งแต่ปลายปี 63 เนื่องจากบริษัทฯ มีพื้นที่การขายและลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มสินค้ารสชาติใหม่ๆวางจำหน่ายมากขึ้นโดยเฉพาะสินค้ากลุ่มซอส ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่มที่มีมาร์จิ้นสูง

ขณะที่บริษัทฯ อยู่ระหว่างการบุกตลาดยุโรปและจีนเพิ่มเติมตามแผน โดยจะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงไตรมาส 3/64 เป็นต้นไป ซึ่งแผนดังกล่าวจะสนับสนุนทั้งยอดขาย และกำไรให้เติบโตจาก Economy of Scale 


3."วรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้กำไรปี 64 เติบโต 20% ทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องจากปี 63 ตามการจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) เพิ่มอีก 2 โครงการ แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนาม กำลังการผลิตติดตั้งและเสนอขายตามสัญญา 48 เมกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ได้ภายในเดือน ต.ค.64 และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น กำลังการผลิตติดตั้ง 26 เมกะวัตต์ และปริมาณขายตามสัญญา 20 เมกะวัตต์ คาดจะ COD ได้ภายในเดือน ส.ค.64 ส่งผลทำให้ปีนี้ SSP จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าในมือเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 200 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 143 เมกะวัตต์ 

"ปีนี้เราจะสามารถ COD เพิ่มเติมได้อีก 2 โครงการ ทำให้รายได้ก็น่าจะเติบโตมากขึ้นตามเมกะวัตต์ และจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปี 65 เนื่องจาก 2 โครงการในญี่ปุ่นและเวียดนามจะสามารถรับรู้รายได้เข้ามาเต็มปีในปีหน้า ซึ่งบริษัทฯ ก็ตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี ส่วนกำไรสุทธิก็เติบโตไปตามรายได้" นายวรุตม์ กล่าว


4."ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) เปิดเผยว่า ปี 64 จะเป็นอีกปีที่ดีมาก ซึ่งประเมินปริมาณยอดขายยางพาราอยู่ที่ระดับ 410,000 ตัน ส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ารายได้รวม 2.2 หมื่นล้านบาท อ้างอิงราคายางพารา 55 บาท หากราคาขายปรับเพิ่มขึ้นอีก รายได้และกำไรก็จะดีเกินที่คาดการณ์ไว้ 

โดยมีปัจจัยบวกดังนี้ 1.การขยายกำลังและเดินเครื่องผลิตด้วยกำลังการผลิตทั้งหมด 465,000 ตัน ที่ส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of scale) และมีค่าเสื่อมต่ำมาตั้งแต่ไตรมาส 3/63 หนุนรายได้และกำไรสุทธิมากขึ้น 2.วางกลยุทธ์ความเสี่ยงค้าขายสินค้าแบบ Matching “ซื้อมาขายออกล็อกราคา” ทั้งลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ เพื่อทำการส่งมอบสินค้าล่วงหน้า 3-5 เดือน จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องความผันผวนราคาขาย ด้วยอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 11-15%


5. “สุทธิพร จันทวานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.นวนคร (NNCL) คาดปี 64 กำไรสุทธิจะทำสถิติสูงสุดใหม่ จากการลดต้นทุนต่อเนื่อง รวมถึงรายได้จากการให้บริการและรายได้ค่าเช่า (Recurring income) เพิ่มขึ้น และรับรู้รายได้โรงผลิตไฟฟ้า NNEG เฟส 2 เต็มปี รวมถึงมีรายได้จากการจำหน่ายน้ำให้แก่การประปาส่วนภูมิภาค ตามสัญญาซื้อขายน้ำประปา 5 ปี จะต้องขายน้ำขั้นต่ำ 10,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยจะรับรู้รายได้เต็มปีในปีนี้ ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างเดินหน้าแผนลงทุนต่อเนื่อง คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในระยะถัดไป


6."วสันต์ อิทธิโรจนกุล" กรรมการผู้จัดการ บมจ.ไพโอเนียร์ มอเตอร์ (PIMO) คาดว่า กำไรสุทธิในปี 64 จะทำได้มากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ ต่อเนื่องจากปี 63 ที่คาดว่าจะมีกำไร 85-90 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดดจากปี 62 ที่มีกำไร 28 ล้านบาท หลังจากงวด 9 เดือนแรกของปี 63 มีกำไรสุทธิ 63 ล้านบาท 

ทั้งนี้ คาดรายได้จะเติบโตอย่างน้อย 20-25% โดยมาจากการส่งออกที่คาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 49% จาก 15% ปี 63 จากนั้นในปี 65 ก็จะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 60% หลังจากได้รับคำสั่งซื้อเข้ามาแล้วจากลูกค้าในประเทศสหรัฐอเมริกา 


7."กิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) เปิดเผยว่า ปี 64 ตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อเพิ่มขึ้น 50% แตะ 1 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการขยายพอร์ตสินเชื่อรถทำเงิน (Car for cash) เป็นหลัก

“ทุกอย่างเรามีการเติบโตที่ล้อกันไป กำไร รายได้ พอร์ตลูกหนี้ โดยปีนี้เชื่อว่ากำไรจะนิวไฮต่อเนื่อง เพราะเรามีการขยายพอร์ตแบบก้าวกระโดดเกือบเท่าตัว” นายกิตติพงศ์ กล่าว


8."สุพจน์ สิริกุลภัสสร์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท (J) ระบุว่า ปี 64 กำไรมีแนวโน้มทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องจากปี 63 เนื่องจากบริษัทจะปิดการขายโครงการคอนโดฯ ในส่วนที่เหลือ และทยอยรับรู้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ อีกทั้งจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ JAS GREEN VILLAGE คู้บอน ที่เปิดใหม่อย่างเป็นทางการช่วงก.ย.64 จาก ปัจจุบันเปิดให้ผู้ประกอบการเช่าแล้ว 65% ซึ่งโครงการดังกล่าวเริ่มทยอยสร้างและเปิดให้บริการส่วนแรก เช่น ปั๊มน้ำมัน ร้านค้า ไดร์ททรู คาดว่าโครงการ JAS GREEN VILLAGE จะมียอดจองพื้นที่เช่า100% เต็ม ทั้งนี้โครงการดังกล่าวใช้งบลงทุนรวมประมาณ 300 ล้านบาท


9."สุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) คาดว่า กำไรสุทธิปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ทำสถิติใหม่ต่อเนื่องจากปี 63 จากต้นทุนพอร์ตกองหนี้เก่าที่ลดลง หลังมีการตัดมูลค่าเงินลงทุนครบเต็มจำนวนในช่วงปลายไตรมาส 2/63 จึงทำให้บริษัทสามารถทยอยรับรู้รายได้เต็มที่มากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถคงยอดเก็บหนี้ลูกค้าเดิม แม้จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และยอดเก็บหนี้ลูกค้าใหม่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่คาดว่า หากหมดมาตรการพักชำระหนี้ของภาครัฐฯ จะเริ่มเห็นสัญญาณหนี้เสียในระบบที่ทยอยออกมาเพิ่มสูงขึ้น เป็นโอกาสของบริษัทในการเข้าซื้อหนี้มาบริหารเพิ่มเติม


*** ส่วนใหญ่อัพไซด์จำกัด-ไร้บทวิเคราะห์


อย่างไรก็ตามเมื่อสำรวจราคาหุ้นและราคาเป้าหมายของทั้ง 9 บจ.ที่ผู้บริหารมั่นใจว่ากำไรสุทธิปีนี้จะทำนิวไฮ พบว่า มีเพียง 3 บริษัทที่มีอัพไซด์สูงระดับ 12-40% แต่ที่เหลืออัพไซด์เริ่มจำกัด หรือราคาเกินมูลค่าพื้นฐานไปแล้ว รวมถึงมีบางบริษัทที่ไม่มีบทวิเคราะห์รองรับ ดังนี้
 

ราคาป้าหมาย-อัพไซด์ หุ้นที่ผู้บริหารมั่นใจกำไรนิวไฮ

ชื่อย่อหุ้น

ราคาปิด 29 ม.ค.(บ.)

ราคาเป้าหมาย (บ.)*

%อัพไซด์**

XO

11.2

15.65

40

PIMO

2.38

3.2

34

SPALI

20

22.4

12

SINGER

27.5

30

9

NER

4.54

4.93

9

JMT

37

37

0

SSP

14.6

11.94

-18

J

1.82

N/A

N/A

NNCL

2.38

N/A

N/A

* ราคาเป้าหมายจาก IAA Consensus ณ 29 ม.ค.64


*** กูรูแนะประเมินมูลค่าก่อนลงทุน


“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า หุ้นกลุ่มนี้สามารถเข้าลงทุนได้ แต่ต้องประเมินความเป็นไปได้และแนวโน้มการเติบโต รวมถึงมูลค่าเหมาะสมให้รอบคอบ 

"หุ้นที่แนวโน้มกำไรเติบโตดีระดับนิวไฮ ถือว่ามีความน่าสนใจเข้าลงทุน แต่ต้องประเมินข้อเท็จจริงและความเป็นไปได้ต่างๆ ให้รอบคอบ และหุ้นกลุ่มนี้บางบริษัทราคามักจะวิ่งนำมูลค่าพื้นฐาน จนทำให้อัพไซด์เริ่มจำกัด โดยอาจต้องรอจังหวะซื้อในช่วงที่ราคาอ่อนตัว อาทิ การประกาศผลประกอบการรายไตรมาสของบางบริษัทที่กำไรสุทธิอาจจะเติบโต แต่ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ ก็สามารถทำให้เกิด Sell on fact ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงได้ ซึ่งเป็นจังหวะในการเข้าซื้อเพราะระยะยาวผลประกอบการที่เติบโต ยังเป็นปัจจัยบวกหนุนราคาหุ้น" นักวิเคราะห์ กล่าว

ด้าน “วิลาสินี บุญมาสูงทรง” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก เสริมว่า หุ้นกลุ่มนี้ที่ไม่มีบทวิเคราะห์รองรับ นักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ เพราะหากผลประกอบการไม่ออกมาตามคาดการณ์ของผู้บริหาร อาจจะมีแรงขายได้ 

ส่วนหุ้นที่มีบทวิเคราะห์รองรับ แต่ราคาใกล้เต็มมูลค่า แนะนำนักลงทุนรอซื้อเมื่อราคาปรับตัวลงตามดัชนีหุ้นไทย (SET Index) หรือปัจจัยลบที่กระทบราคาหุ้นชั่วคราว

ขณะที่นักลงทุนที่มีหุ้นอยู่แล้ว แนะนำ พิจารณาอัตราเงินปันผล ว่ามีความน่าสนใจหรือไม่ หากพึงพอใจก็ยังสามารถเลือกถือหุ้นเพื่อรอรับเงินปันผลได้ ขณะที่แนวโน้มกำไรสุทธิของบริษัทยังคงเติบโต ก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้ในระยะต่อไป

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด