ประเด็นร้อน

เช็กฝีมือกองทุนหุ้นไทย พบครึ่งปีแรกผลตอบแทนติดลบสูงสุด 24.37%

เช็กฝีมือกองทุนหุ้นไทย พบครึ่งปีแรกผลตอบแทนติดลบสูงสุด 24.37%

    "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยครึ่งแรกปี 61 พบว่าส่วนใหญ่ผลตอบแทนติดลบมากกว่าดัชนีฯ "กองทุนหุ้นไทยขนาดกลาง-เล็ก" ติดลบถ้วนหน้า เฉลี่ย 12.71% ส่วน "กองทุนหุ้นไทยขนาดใหญ่" ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย 8.41% มีเพียง 12 จาก 300 กองทุนที่ผลตอบแทนเป็นบวก สูงสุดเพียง 3.56% แต่วงการกลับมองบวก เป็นจังหวะเข้าสะสมกองทุนหุ้นไทย-LTF ระบุดัชนีผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว พร้อมตั้งฐานเป็นขาขึ้นรอบใหม่ หลังตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศ-ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนสดใส

*** ผลตอบแทนกองทุนหุ้นไทยติดลบมากกว่าดัชนีฯ 
    
"มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)" รายงานว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยของ "กองทุนหุ้นไทย" ครึ่งปีแรกปรับตัวลงทิศทางเดียวกันกับ SET Index ซึ่งติดลบ 7.34% โดย "กองทุนหุ้นไทยขนาดใหญ่" ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 8.41% และ "กองทุนหุ้นไทยขนาดกลาง-เล็ก" ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 12.71% ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยทิ้งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีรวมมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาท โดยแรงเทขายนั้นเกิดจากความกังวลเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และการประกาศขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)
    ขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF)ช่วงครึ่งปีแรกก็ติดลบเช่นกัน โดย "กอง LTF หุ้นขนาดใหญ่" ติดลบเฉลี่ย 8.38% และ "กอง LTF หุ้นขนาดกลาง-เล็ก" ติดลบเฉลี่ย 12.62%
    อย่างไรก็ตามกองทุนหุ้นต่างประเทศเกือบทุกตลาดก็ทำผลตอบแทนติดลบแทบทั้งสิ้น ได้แก่ ASEAN Equity ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 9.32%, Emerging Market Equity ติดลบ 8.40%, India Equity ติบลบ 7.96%, Asia Pacific ex-Japan Equity ติดลบ 6.57%, China Equity ติดลบ 3.93%, Japan Equity ติดลบ 3.35% และ Europe Equity ติดลบ 0.45% มีเพียงตลาดหุ้นสหรัฐเท่านั้นที่มีผลตอบแทนเป็นบวก
    ส่วนกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดครึ่งแรกของปีนี้คือ กองทุนประเภท Commodities Energy ผลตอบแทนเฉลี่ย 21.81% ตามด้วยกองทุน Global Health Care ที่ 3.71%  และกองทุน US Equity ที่ 3.18% 

*** พบ 12 กองทุนหุ้นไทยมีผลตอบแทนเป็นบวก
    ทั้งนี้ เมื่อสำรวจข้อมูลกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยพบว่ามีเพียง 12 กองทุนเท่านั้นที่มีผลตอบแทน 6 เดือนแรกปีนี้เป็นบวก จากทั้งหมด 300 กอง ได้แก่

กองทุนหุ้นไทยที่ผลตอบแทนครึ่งปีแรกเป็นบวก

ชื่อกองทุน

ผลตอบแทน (%)

บลจ.

เอ็มเอฟซี เซ็ท 50

3.56

เอ็มเอฟซี

JUMBO 25

2.11

ทหารไทย

JUMBO 25 เพื่อการเลี้ยงชีพ

1.9

ทหารไทย

JUMBO 25 ปันผล หุ้นระยะยาว

1.88

ทหารไทย

ธนชาตหุ้นปันผล

1.85

ธนชาต

ธนชาตหุ้นปันผล 2

1.62

ธนชาต

ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ดัชนีธุรกิจพลังงาน-ปิโตรฯ

1.49

ซีไอเอ็มบีฯ

JUMBO PLUS ปันผล หุ้นระยะยาว

1.4

ทหารไทย

เอ็มเอฟซีอิสลามิกหุ้นระยะยาว

1.31

เอ็มเอฟซี

ทิสโก้ หุ้นบิ๊ก

0.92

ทิสโก้

ไทยพาณิชย์ หุ้นธรรมาภิบาลไทย

0.16

ไทยพาณิชย์

แมนูไลฟ์ สเตร็งค์ คอร์ หุ้นระยะยาว

0.01

แมนูไลฟ์

    จากตารางกลุ่มกองทุนทั้งหมดมาจาก "กองทุนหุ้นขนาดใหญ่" ทั้งสิ้น เนื่องจาก "กองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก" ทุกกองผลตอบแทน 6 เดือนติดลบ 
    โดย "กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี เซ็ท 50" ให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ 3.56% บริหารโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) เอ็มเอฟซี (MFC) ซึ่งมีนโยบายเน้นการลงทุนในหุ้นไทยที่จะสร้างผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับดัชนี SET50 ปัจจุบันถือหุ้นทั้งสิ้น 98.80% อยู่ในกลุ่ม พลังงาน 26.21%, ธนาคาร 17.54%, พาณิชย์ 11.18%, ขนส่ง 8.24%, ไอที 8.23% และอื่นๆอีก 28.6% ซึ่งหุ้น 5 อันดับแรกในพอร์ตประกอบด้วย บมจ.ปตท. (PTT) สัดส่วน 14.01%, บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) สัดส่วน 8.77%, บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) สัดส่วน 6.67%, บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส(ADVANC) สัดส่วน 5.85% และ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) สัดส่วน 5.78%

*** PTT-ADVANC-AOT หุ้นฮิตติดพอร์ต
    ขณะที่เมื่อสำรวจรายละเอียดพอร์ตการลงทุนของทั้ง 12 กองทุน พบว่าเกือบทั้งหมดจะมีหุ้น 5 อันดับแรก คล้ายกัน โดย PTT เป็นหุ้นอันดับ 1 ของทุกกอง รองลงมาคือ ADVANC มีอยู่ 9 กอง และ AOT มีอยู่ 8 กอง

*** ส่อง 5 กองทุนผลตอบแทนติดลบสูงสุด
    ส่วนกองทุนที่มีผลตอบแทนติดลบสูงสุดอยู่ในกลุ่ม "กองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก" ทั้งสิ้น 5 อันดับแรกได้แก่

5 กองทุนหุ้นไทยผลตอบแทนครึ่งปีแรกติดลบสูงสุด

ชื่อกองทุน

ผลตอบแทน (%)

บลจ.

ธนชาตพริวิเลจ

-24.37

ธนชาต

กรุงไทยหุ้น Mid-Small Cap

-22.08

กรุงไทย

กรุงศรีไทยสมอล-มิดแคปอิควิตี้

-17.54

กรุงศรี

กรุงศรีหุ้นระยะยาวไทยสมอล-มิดแคปปันผล

-17.31

กรุงศรี

เอ็มเอฟซี มิด สมอล แค็ป

-17.1

เอ็มเอฟซี

    กองทุนเปิดธนชาตพริวิเลจ ของ บลจ.ธนชาต ผลตอบแทนติดลบสูงสุดถึง 24.37% โดยมีนโยบายคัดเลือกหุ้นไทย 10-12 บริษัทที่มีพื้นฐานดีและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง โดยลงทุนในหุ้นกลุ่ม เงินทุนและหลักทรัพย์ 22.74%, พาณิชย์ 10.81%, อาหารและเครื่องดื่ม 10.37%, ขนส่งและโลจิสติกส์ 9.52%, อสังหาริมทรัพย์ 9.27% และอื่นๆ 37.29% ซึ่งหุ้น 5 อันดับแรกของพอร์ต ประกอบด้วย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY) สัดส่วน 13%, CPALL สัดส่วน 10.45%, บมจ.แพลน บี มีเดีย(PLANB) สัดส่วน 9.9%, บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL)สัดส่วน 9.19% และ บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) สัดส่วน 9.03%
     อย่างไรก็ตามทั้ง 5 กองทุนมีลักษณะเฉพาะในการเลือกลงทุน จึงไม่มีหุ้นซ้ำกันยกเว้น กองทุนเปิดกรุงศรีไทยสมอล-มิดแคปอิควิตี้ และ กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวไทยสมอล-มิดแคปปันผล ของ บลจ.กรุงศรี ที่มีหุ้น 5 อันดับแรกเป็นชุดเดียวกัน

*** กูรูชี้ได้จังหวะทยอยซื้อ "กองทุนหุ้นไทย-LTF"
    "สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล" นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า ขณะนี้เป็นจังหวะเข้าซื้อกองทุนหุ้นไทย โดยให้น้ำหนักในการลงทุนหุ้นไทยมากกว่า 50% ของพอร์ต แม้ครึ่งปีแรกผลตอบแทนส่วนใหญ่จะติดลบ แต่เกิดจากปัจจัยภายนอก ขณะที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ในประเทศออกมาค่อนข้างดี ส่วนตลาดหุ้นไทยปัจจุบันถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบปีก่อนหรือต้นปีที่ผ่านมา 
    "กองทุนหุ้นไทยยังน่าซื้อสะสมลงทุนระยะยาว และตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ทยอยออกมาค่อนข้างสดใส ซึ่งจะส่งผลให้ Sentiment การลงทุนช่วงครึ่งปีหลังดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งนักลงทุนสามารถทยอยซื้อได้ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมองหา LTF และ RMF"
    สำหรับกองทุนแนะนำได้แก่ 1. กองทุนเปิดวรรณเอเอ็ม SET50 สำหรับนักลงทุนระยะเริ่มต้นเน้นผลตอบแทนเกาะดัชนี และนักลงทุนที่รับความเสี่ยงและความผันผวนระหว่างทางได้ 
    2. กองทุนเปิดบัวหลวงทศพล ที่เลือกหุ้นคุณภาพสิบตัว เหมาะกับการลงทุนระยะยาว
    3. กองทุนเปิดกรุงศรี Gloal Healthcare ซึ่งเป็นกองที่ลงทุนหุ้นกลุ่ม Healthcare ทั่วโลก เป็นประเภทกองทุนที่มีผลตอบแทนชนะตลาด เหมาะสำหรับมีติดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง
    ส่วน "สาห์รัช ชัฎสุวรรณ" ผู้อำนวยการสายการตลาด บลจ.ทิสโก้ เสริมว่า "ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มยืนได้และทยอยฟื้นตัว หลังจากนักลงทุนลดความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาจากความกังวลสงครามการค้าโลก และแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ทำให้ Valuation ตลาดเริ่มกลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ทยอยประกาศออกมายังคงแข็งแกร่ง ด้านแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติก็เริ่มคลี่คลายลงตามคาด และกลับเป็นขาซื้อในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ถือว่าผ่านจุดต่ำสุดของปีไปแล้ว พร้อมตั้งฐานขาขึ้นรอบใหม่ นอกจากนี้ยังมีลุ้นปัจจัยบวกสำคัญคือการเลือกตั้งในปีหน้า ซึ่งหากมีความชัดเจนเชื่อว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนตลาดทุนไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ"
    ด้าน "มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)" แนะนำ ให้ทยอยสะสมกองทุน LTF โดยกองที่ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีดีที่สุด คือ 1.กองทุนเปิด ยูโอบี หุ้นระยะยาว ผลตอบแทน 19.21% 2.กองทุนเปิด แอล เอช สมาร์ท หุ้นระยะยาว ผลตอบแทน 18.53% 3.กองทุนเปิด แอล เอช แอคทีฟ หุ้นระยะยาว ชนิดสะสมมูลค่า ผลตอบแทน 17.93% 
    กองทุน LTF ที่มีผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปีดีที่สุด ได้แก่ 1.กองทุนเปิดเค 20 ซีเล็คท์ หุ้นระยะยาวปันผล  ผลตอบแทน 9.88% 2.กองทุนเปิด ยูโอบี หุ้นระยะยาว ผลตอบแทน 9.82% 3.กองทุนเปิดภัทร หุ้นระยะยาวปันผล ผลตอบแทน 9.67%







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด