สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ประเด็นร้อน

| 19 กุมภาพันธ์ 2561 | 10:05

10 บจ.เตรียมดัน บ.ย่อยเข้าตลาดฯ ทึ่ง 3 ปีหลัง เกินครึ่งราคาฉิวทั้งบ.แม่-ลูก

10 บจ.เตรียมดัน บ.ย่อยเข้าตลาดฯ ทึ่ง 3 ปีหลัง เกินครึ่งราคาฉิวทั้งบ.แม่-ลูก

     Spin-off  หรือ การแยกเอาบริษัทย่อยเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังคงเป็นที่นิยมของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นรูปแบบการปรับโครงสร้างทางธุรกิจให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญมักจะเกิดประโยชน์ต่อทั้งบริษัทแม่และบริษัทลูกในแง่ของมูลค่าและการจัดการ 
    "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลบจ.ที่แยกบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ช่วง 3 ปีหลัง (2558-2560) พบว่ามีถึง 15 บริษัท มูลค่าการระดมทุนรวมถึง 6.5 หมื่นล้านบาท
    ขณะเดียวกันพบว่ายังมี บจ.ที่เตรียม Spin off บริษัทย่อยเข้าตลาดฯ อีกจำนวนมาก

*** 10 บจ.เตรียมดัน 9 บ.ลูก เข้าตลาดฯ
    ข้อมูลล่าสุดพบว่า ขณะนี้มีบจ.ที่เตรียมนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ถึง 10 ราย ดังนี้

ตารางแสดงบริษัทที่เตรียม Spin off บริษัทลูก

บริษัทแม่

บริษัทลูก

ธุรกิจ

สัดส่วนถือหุ้น (%)

EPCO

อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป

โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน

75.00

TAKUNI

ซี เอ แซด (ประเทศไทย)

รับเหมาก่อสร้าง

51.30

MODERN

โมเดอร์นฟอร์มเฮล์ทแอนด์แคร์

ผลิต จำหน่าย นำเข้า

บริการซ่อมแซม สินค้าเพื่อสุขภาพ

95.00

TRITN

สเตรกา

รับเหมาขุดเจาะวางท่อ ใต้ดิน

84.21

SAMART

สามารถ ทรานส์โซลูชั่น

บริการควบคุมการจราจร

99.00

JMART

เจ ฟินเทค

สินเชื่อ

90.00

SUPER

ซุปเปอร์ โซลาร์ เอ็นเนอยี

โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน

100.00

LOXLEY

ล็อกซเล่ย์ เพาเวอร์ ซิสเต็มส์

งานบริการรวมระบบ 

99.00

ล็อกซเล่ย์ ไวร์เลส ซิสเต็ม อินทิเกรเตอร์

รับเหมาติดตั้งงานด้านสื่อสารโทรคมนาคม

85.00

BCP

บีบีจีไอ

ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

60.00

KSL

40.00

     โดย 10 รายข้างต้น ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้ว 3 ราย ได้แก่
     1.บมจ.โรงพิมพ์ตะวันออก (EPCO) จะส่ง บมจ.อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป (EP) ที่ปัจจุบันถือหุ้นสัดส่วน 75% เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET)
     "ยุทธ ชินสุภัคกุล" ประธานกรรมการ EPCO ระบุว่า จะขายหุ้นไอพีโอจำนวน 600 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ซึ่งหลังจากการขายไอพีโอบริษัทจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ลดสัดส่วนลงเหลือ 60% 
     "เป้าหมายของการ Spin off บ.ย่อยครั้งนี้ เพื่อระดมทุนขยายฐานธุรกิจพลังงานทดแทน และเป็นการปรับโครงสร้างทางการเงินและการบริหาร"
     ทั้งนี้ปัจจุบัน "อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป" ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าทั้งสิ้น 435.5 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความ ร้อนขนาดกำลังการผลิต 360 เมกะวัตต์ และไอน้ำกำลังการผลิตรวม 90 ตันต่อชั่วโมง และโครงการโรงไฟฟ้าโซล่าร์ฟาร์มและโซล่าร์รูฟ ท็อป จำนวน 75.5 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นในประเทศ 24 เมกะวัตต์ และประเทศญี่ปุ่น 45 เมกะวัตต์ และโซล่าร์รูฟท็อป 6.5 เมกะวัตต์ 
    2.บมจ.ทาคูนิ กรุ๊ป (TAKUNI) จะส่ง บมจ.ซี เอ แซด (ประเทศไทย) (CAZ) ที่ถือหุ้นอยู่ 51.30% เข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ  (mai) 
    "นิตา ตรีวีรานุวัฒน์" รองกรรมการผู้จัดการ TAKUNI เผยว่า จะขายหุ้นไอพีโอ 80 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ซึ่งหลังจากการขายไอพีโอ บริษัทจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 36.61% แต่ยังคงมีสถานะเป็นแม่ต่อไป
    บมจ.ซี เอ แซด (ประเทศไทย) ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแก๊สและน้ำมัน เป้าหมายการระดมทุนเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ ชำระคืนเงินกู้ยืมเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน ซึ่งการเข้าจดทะเบียนในตลาดฯ จะทำให้ บมจ.ซี เอ แซด (ประเทศไทย) มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น เพิ่มความแข็งแกร่ง ส่งเสริมภาพลักษณ์ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
    3.บมจ.โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป (MODERN) จะนำ บริษัท โมเดอร์นฟอร์มเฮล์ทแอนด์แคร์ จำกัด (MHC) เข้าจดทะเบียนใน mai ซึ่งหลังจากการขายหุ้นไอพีโอจะลดสัดส่วนการถือหุ้นเหลือ ประมาณ 61.96% จาก 95% โดยบริษัทย่อยดังกล่าวดำเนินธุรกิจ ผลิต จำหน่าย นำเข้า บริการซ่อมแซม สินค้าเพื่อสุขภาพ

***วงการ ระบุ Spin off สร้างความแข็งแกร่งทั้ง บ.แม่-บ.ลูก 
     ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาการเงินรายใหญ่ ระบุว่า การ Spin-off จะสร้างความแข็งแกร่งทั้ง 2 บริษัท เนื่องจากจะลดภาระในการดูแลบริษัทลูก เช่น เงินทุนที่บริษัทแม่ต้องสนับสนุนเป็นประจำ เพราะบริษัทลูกไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนได้เอง ขณะเดียวกันบริษัทลูกมีราคาหุ้นอ้างอิงในตลาด ทำให้บริษัทแม่สะท้อนมูลค่าหุ้นได้ดีมากขึ้น
    ส่วนบริษัทลูก หลังจากทำการ Spin-off จะทำให้มีอิสระในการบริหารงานมากขึ้น อนาคตสามารระดมทุนได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากบริษัทแม่ ลดการทับซ้อนในแง่ของการบริหารงานลงได้ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดียิ่งขึ้น ที่สำคัญจะเกิดความโปร่งใส่ด้านการตรวจสอบมากขึ้น 
    ด้านนักวิเคราะห์ บล.เออีซี เสริมว่า จากในอดีตที่ผ่านมาส่วนใหญ่การ Spin-off จะเพิ่มมูลค่าในระยะยาวให้ทั้งบริษัทแม่และบริษัทลูก โดยจะสะท้อนไปที่ราคาหุ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเชิงบวก
    อย่างไรก็ตามแนะนำว่าก่อนตัดสินใจเลือกลงทุนหุ้นในกลุ่มนี้ต้องคำถึง 4 องค์ประกอบสำคัญได้แก่
    1.ผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน เพราะการลดสัดส่วนการถือหุ้น จะสูญเสียส่วนแบ่งกำไร ต้องไปดูรายละเอียดว่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัทแม่อย่างไร
    2.ก่อนบริษัทลูกที่จะ Spin-off จะต้องออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อทำ IPO เข้าตลาดฯ ทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมในบริษัทแม่ได้รับผลกระทบจากจำนวนหุ้นหลังการเพิ่มทุนเพิ่มเข้ามา ส่งผลให้ เกิด Dilution Effect ราคาจะถูกลดทอนค่าลง ส่งผลต่อผู้ถือหุ้นเดิมโดยตรง 
    3.บริษัทลูกที่จะ Spin-off ออกมา จะต้องมีลักษณะธุรกิจที่ไม่เป็นคู่แข่งระหว่างกัน แบ่งแยกขอบข่ายการทำงานให้ชัดเจน
    4.สินทรัพย์จะต้องแยกออกจากกันโดยชัดเจน และมีความเป็นอิสระทั้งทางด้านการบริหาร บุคคลากร นโยบายการจัดการทั้งด้านการเงินและบัญชี

*** เปิดสถิติ 3 ปีย้อนหลัง เกินครึ่งหุ้นวิ่งฉิวทั้งบ.แม่-บ.ลูก
    ขณะที่ เมื่อสำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นทั้งบริษัทแม่และบริษัทลูก หลังทำการ Spin off พบว่าตั้งแต่ปี 58-60 จากจำนวน 15 บริษัทที่แยกบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีถึง 9 บริษัท ที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้ง 2 บริษัท ดังนี้

ตารางแสดงการ Spin-off ของ บริษัทจดทะเบียนไทยตั้งแต่ปี 2558-2560

 

การเปลี่ยนแปลง

ราคาหุ้น บ.แม่

การเปลี่ยนแปลง

ราคาหุ้น บ.ลูก

 บ.ลูก

บ.แม่

 

ซื้อขาย

วันแรก

ตลาด

มูลค่า

ระดมทุน

(ลบ.)

ราคา ณ วันที่.ลูกเข้าซื้อขาย

(บาท)

ราคาปัจจุบัน

(บาท)

เปลี่ยนแปลง

(%)

ราคาไอพีโอ

(บาท)

ราคาปัจจุบัน

(บาท)

เปลี่ยนแปลง

(%) 

TPCH

TPOLY

8ม.ค.58

mai

1,140.49

3.57

4.18

17.09

12.75

14.50

13.73

PMTA

TTA

6พ.ค.58

SET

145.80

13.30

8.65

-34.96

18.00

18.90

5.00

SLP

SALEE

7พ.ค.58

mai

648.00

1.73

1.29

-25.43

2.16

1.13

-47.69

GPSC

PTT

18พ.ค.58

SET

10,035.06

360.00

486.00

35.00

27.00

80.00

196.30

J

JMART

10พ.ย.58

SET

333.48

6.18

23.10

273.79

2.77

2.26

-18.41

SPRC

PTT

8ธ.ค.58

SET

2,096.00

241.00

486.00

101.66

9.00

17.20

91.11

AMATAV

AMATA

16ธ.ค.58

SET

1,247.77

12.70

26.50

108.66

7.50

8.65

15.33

NETBAY

INET

16มิ.ย.59

mai

160.00

4.05

4.24

4.69

4.00

37.50

837.50

ITEL

ILINK

14ก.ย.59

mai

2,600.00

21.10

9.55

-54.74

5.20

4.90

-5.77

BCPG

BCP

28ก.ย.59

SET

5,900.00

30.75

39.75

29.27

10.00

25.00

150.00

BPP

BANPU

28ต.ค.59

SET

13,618.34

18.50

21.70

17.30

21.00

29.40

40.00

TPIPP

TPIPL

5เม.ย.60

SET

17,500.00

2.54

2.06

-18.90

7.00

7.95

13.57

WHAUP

WHA

10เม.ย.60

SET

6,024.38

3.12

4.22

35.26

5.25

7.20

37.14

MM

SST

11เม.ย.60

mai

1,107.65

11.73

7.40

-36.91

5.25

4.40

-16.19

GGC

PTTGC

2พ.ค.60

SET

2,762.67

74.25

93.75

26.26

11.20

15.50

38.39

     ทั้งนี้ คู่บริษัทแม่-ลูก ที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่นได้แก่ บมจ.ปตท.(PTT)  และ บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) โดย ณ วันที่ SPRC เข้าซื้อขาย ราคา PTT อยู่ที่ 241 บาท ปัจจุบันอยู่ที่ 486 บาท เพิ่มขึ้น 245 บาท หรือ 101.66% ด้าน SPRC ราคาไอพีโออยู่ที่  9 บาท ปัจจุบัน 17.20 บาท เพิ่มขึ้น 8.2 บาท หรือ 91.11%
    โดย บริษัทแม่ที่ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดคือ บมจ.เจ มาร์ท (JMART) ณ วันที่ บ.ย่อย คือ บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท (J) เข้าซื้อขายวันแรกเมื่อ 10 พ.ย.58 ราคาหุ้น JMART อยู่ที่ 6.18 บาท ปัจจุบันราคาอยุ่ที่ 23.10 บาท เพิ่มขึ้น 16.92 บาท หรือ 273.79% 
    ด้านบริษัทลูกที่ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดได้แก่ บมจ.เน็ตเบย์ (NETBAY) จากราคาไอพีโอที่ 4 บาท ปัจจุบันราคาหุ้นอยู่ที่ 37.50 บาท เพิ่มขึ้น 33.5 บาท หรือ 837.50%

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด