สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ประเด็นร้อน

| 2 กรกฎาคม 2561 | 10:36

เปิดโผ 14 หุ้น"Over Sold" กำไรยังโต-พี/อี ลดฮวบ!

เปิดโผ 14 หุ้น

    ผ่านพ้นครึ่งแรกปี 61 ดัชนีหุ้นไทยปิดที่  1,595.58 จุด (ราคา ณ 27 มิ.ย.) เป็นราคาปิดที่ต่ำสุดของปีนี้และในรอบ 10 เดือน โดยจากต้นปีถึงปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีผลตอบแทนติดลบ 9.02% จากครึ่งแรกปี 60 ที่บวก 2.06% ขณะที่ปี 59 บวกถึง 8.33%
    ในช่วงเวลา 2 ที่ผ่านมา หุ้นไทยดิ่งไปมากกว่า 250 จุด หุ้น 587 บริษัทราคาปรับตัวลดลง แม้จะเป็นหุ้นพื้นฐานดีหรือกำไรจะเติบโตอย่างไรก็เอาไม่อยู่ โดนเทขายจนราคาร่วงระนาวทั่วหน้า
 
    อย่างไรก็ตามบรรดานักวิเคราะห์เริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง โดยประเมินว่าดัชนีปัจจุบันลงมาอยู่ในระดับต่ำพอสมควรแล้ว และเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป(Over Sold)
 
*** ตลาดเข้าภาวะ Over Sold ดิ่งใกล้สะเด็ดน้ำ
    "วิจิตร อารยะพิศิษฐ" นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยถูกขายมากเกินไปแบบไม่สมเหตุสมผล เพราะพื้นฐานในประเทศไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ เกิดจากแรงขายตื่นตระหนก (Panic) ตามการขายของนักลงทุนต่างชาติมากกว่า 
    "ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับสำคัญที่ 1,550 จุด เชื่อว่าไม่น่าหลุด เพราะจะไม่สมเหตุสมผลกับพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ตอนนี้ควรเริ่มทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาลงแรงก่อนหน้านี้ อย่างน้อยสัก 20% ของพอร์ต เพราะหลายบริษัทกำไรยังมีการเติบโต ขณะที่กองทุนในประเทศเริ่มถือเงินสดมากขึ้น หากกลุ่มนี้กลับมาซื้อเมื่อไหร่ มีโอกาสเห็นหุ้นไทยรีบาวด์แรงมากกว่า 100 จุด ได้ในระยะเวลาสั้น ๆ "

    ด้าน "มยุรี โชวิกรานต์" รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เสริมว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับฐานลงมาเร็วและแรงในรอบนี้ เป็นผลจากปัจจัยต่างประเทศ ไม่เกี่ยวกับปัญหาในประเทศ เป็นการปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบันต่างชาติ หลังทิศทางค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงปัญหาสงครามการค้า     
    ตลาดหุ้นไทยรับข่าวไปมากแล้ว ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศยังแข็งแกร่ง ตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวชัดเจน และกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยจะยังเติบโตได้ดี เพราะนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่ปรับลดประมาณการ ในแง่ Valuation ปัจจุบันดัชนีตลาดหุ้นไทย P/E ต่ำกว่า 14 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปีที่ซื้อขายบน P/E ระดับ 15.20 เท่า  เชื่อว่าเป็นจังหวะเข้าทยอยซื้อหุ้นสะสม เพราะพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนไปทางลบ หากมองผลตอบแทนการลงทุนในหุ้นไทย 10 ปีที่ผ่านมา มีผลตอบแทนเฉลี่ยกว่า 7.5% หากรวมเงินปันผลด้วยจะเพิ่มเป็น 11.6% แม้ว่าในบางช่วงเวลาจะปรับฐานไปบ้าง แต่ในภาพรวมเป็นขาขึ้นมาโดยตลอด
    "ย้อนไป 10 ปี นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยหนักสุดเพียง 3 ครั้งเท่านั้น คือรอบแรกในปี 2008 ขายสุทธิ 1.62 แสนล้านบาท รอบที่สองคือปี 2013 ขายสุทธิ 1.94 แสนล้านบาท และครั้งที่สามล่าสุดปีนี้ที่ต่างชาติขายสุทธิไปแล้วกว่า  1.8 แสนล้านบาท โดยในเชิงโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจไทย กำไรบริษัทจดทะเบียนยังเติบโต การปรับพอร์ตต่างชาติรอบนี้ใกล้จบแล้ว  มองการปรับลงแรงครั้งนี้เป็นแค่ภาวะ Error ชั่วคราวเท่านั้น สำหรับคนที่ติดหุ้นที่ดัชนีฯ สูงกว่า 1,700 จุด ก็ต้องมาพิจารณาว่าหุ้นตัวนั้นมีพื้นฐานกำไรเติบโตได้ดีจริงหรือไม่ หากกำไรยังโตมีปันผลก็ต้องกัดฟันแล้วถือต่อไป แต่คนที่มีเงินสำรอง ในช่วงนี้มองเป็นโอกาสแล้ว เพราะวิกฤตคือโอกาสเสมอในการลงทุนสินทรัพย์ประเภทใดๆ ก็ตาม"
    ขณะที่ "ณัฐชาต เมฆมาสิน" ผู้ช่วยกรรมการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า สัญญาณบวกสำหรับหุ้นไทย ณ ขณะนี้คือปัจจัยพื้นฐานของ บจ. ที่ล่าสุดยังคงทรงตัวอยู่ได้ ประมาณการณ์ EPS ปี 61 และ 62 ที่ 109.60 บาท และ 120.20 บาท ตามลำดับ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับเพิ่มประมาณการณ์ในหุ้นขนาดใหญ่ จึงทำให้ในเชิง Valuation จูงใจอย่างมาก ล่าสุดซื้อขายที่ Forward P/E ปี 62 ที่ 13.3 เท่า เหมาะสมกับการเข้าลงทุน เพราะสถิติในอดีตพบว่าที่ P/E ระดับ 12.3-14.1 เท่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะ 3 และ 6 เดือนข้างหน้า 4-6% 

*** เปิดกลยุทธ์เลือกหุ้นเข้าสะสม
    "มงคล พ่วงเภตรา" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะนำเลือกหุ้นในกลุ่ม SET100 ที่ราคาลงแรงมากกว่า 10% ขึ้นไปช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เพราะจะเพิ่มยีลด์เมื่อรวมกับเงินปันผล โดยต้องเป็นบริษัทที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตตามเศรษฐกิจในประเทศ และราคาหุ้นต้องมีอัพไซด์มากกว่า 20% เช่น SCC, BH และ CPN โดยหุ้น Over sold ที่น่าเข้าลงทุน ต้องเป็นหุ้นที่มี P/E ลดลงตามราคาหุ้นด้วย 
    "การเลือกหุ้นลักษณะนี้ต้องดู P/E ด้วย เพราะหากหุ้นลง แต่ P/E ไม่ลด จะสะท้อนว่ากำไรเริ่มมีปัญหา ดังนั้น Price กับ Earning ต้องสอดรับกันอย่างสมเหตุผล"

    ส่วน "ณัฐชาต เมฆมาสิน" ให้เลือกเข้าลงทุนหุ้นกลุ่มบลูชิพ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานที่ราคาลงแรง เช่น TOP, SCC, PTTGC, PTT, SPRC, IRPC, BCH และ TCAP ซึ่งมองว่าแรงขายของนักลงทุนต่างชาติช่วงถัดไปจะเริ่มลดลง เพราะ Earning Yield Gap และ Dividend Yield Gap ของหุ้นไทยเริ่มปรับสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่น่าสนใจแล้ว
    ขณะที่ "รักพงศ์ ไชย์ศุภรากุล" นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) มองว่าหุ้นที่ราคาปรับตัวลงแรงช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา Valuation เริ่มน่าสนใจ ยิ่งหากเป็นหุ้นที่มีปันผลดี มีโอกาสเห็นการรีบาวด์แรง ๆ  เช่น AMATA และ COM7 
    นักวิเคราะห์ บล.เออีซี แนะนำ ทยอยซื้อ หุ้นกลุ่มที่ราคาลงแรง จนเข้าขั้น Oversold  และ เป็นหุ้นยอดนิยมของกองทุนในประเทศ เพราะอาจจะมีแรงซื้อเข้ามาผลักดันราคาหุ้นให้รีบาวด์แรงได้ เช่น ADVANC, AOT, CPALL และ BEAUTY เพราะราคาหุ้นเหล่านี้เริ่มมี Valuation และอัพไซด์จากราคาปัจจุบันมากกว่า 20%

*** พบ 14 หุ้นเป้าหมายได้เวลาเก็บเข้าพอร์ต
    "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" รวบรวมหุ้นแนะนำจากนักวิเคราะห์ 8 โบรกเกอร์ ได้จำนวนหุ้นทั้งสิ้น 41 บริษัท แต่บางบริษัทไม่เข้าเงื่อนไข เช่นราคาหุ้นไม่ได้ปรับตัวลดลงหรือลดลงเล็กน้อย บางบริษัทมีอัพไซด์ต่ำกว่า 20% ขณะที่บางบริษัทกำไรมีแนวโน้มลดลง
    โดยคัดกรอง 14 บริษัทที่ราคาลดลงมากกว่า 10% ขึ้นไป เป็นหุ้นที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ยังแนะนำซื้อ เพราะมีแนวโน้มกำไรเติบโต และมีค่า P/E ลดลงตามราคาหุ้น และมีอัพไซด์มากกว่า 20% ขึ้นไป ซึ่งมี 14 บริษัทที่เข้าข่าย ดังนี้

หุ้นพื้นฐานดีที่เข้าภาวะ Oversold

ชื่อย่อหุ้น

% เปลี่ยนแปลง

(23 ..-27 มิ..)

P/E

(เท่า)

P/E ลดลง (%)

P/E กลุ่ม (เท่า)

ราคาเหมาะสมเฉลี่ยจาก

IAA Consensus (บาท)

อัพไซด์

(%)

EPS Growth (%)

Div. Yield

(%)

BEAUTY

-47.19

27.94

-55.32

29.45

24.00

96.72

30.00

3.00

PTTGC

-29.13

8.55

-6.66

10.61

108.80

49.04

12.90

5.90

MINT

-17.72

28.81

-27.32

19.08

46.29

42.43

6.00

1.20

AMATA

-12.21

12.69

-16.02

16.22

26.58

42.14

23.20

3.40

BH

-23.27

30.26

-15.66

32.29

235.00

41.14

8.50

1.70

BJC

-14.41

35.50

-38.40

29.45

68.50

35.64

23.50

1.40

IRPC

-22.15

10.09

-40.23

12.27

7.85

35.34

20.00

6.20

CPALL

-15.52

32.11

-13.26

29.45

95.92

30.50

19.00

1.80

COM7

-14.43

30.00

-16.76

29.45

21.50

29.52

44.10

2.70

ASAP

-42.33

25.89

-40.35

19.18

6.95

27.52

31.80

1.90

TCAP

-13.43

7.46

-23.09

11.16

59.00

26.20

8.80

5.10

ADVANC

-10.63

18.08

-8.18

21.90

227.00

22.70

10.30

4.20

AOT

-10.00

39.69

-15.50

39.81

76.29

21.10

20.20

1.50

CPN

-12.81

22.99

-19.11

16.22

84.00

20.43

3.00

1.50

    จากตารางหุ้นที่มีอัพไซด์สูงสุดคือ บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) โดยมีราคาเหมาะสมเฉลี่ยจากความเห็นนักวิเคราะห์ (IAA Consensus) ที่ 24 บาท ราคาปัจจุบัน 12.20 บาท หรือมีอัพไซด์ถึง 96.72% ซึ่ง 6 โบรกเกอร์แนะนำ "ซื้อ" ให้ราคาเหมาะสมสูงสุด 26 บาท ต่ำสุด 21 บาท ประเมินกำไรปีนี้โตเฉลี่ย 40% ขณะที่ ณ ราคาล่าสุดซื้อขาย P/E ที่ 27.94 เท่า ลดลงจากสิ้นปี 60 ที่ 62.53 เท่า จนต่ำกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ระดับ 29.45 เท่า ขณะที่คาดว่า Dividend Yield ปีนี้ระดับ 3%
    ขณะที่ บมจ.คอมเซเว่น (COM7) มีแนวโน้มกำไรเติบโตสูงสุด โดยประมาณการณ์เฉลี่ยความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ให้ไว้ถึง 44.10% ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันมีอัพไซด์สูงถึง 29.52%
    ส่วน บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) เป็นบริษัทที่ถูกคาดว่าจะมีอัตราการจ่ายปันผลปีนี้สูงถึง 6.20% โดยมีแนวโน้มกำไรเติบโต 20% ราคาหุ้นมีอัพไซด์ถึง 35.34%
    นอกจากนี้พบว่ามี 2 บริษัท P/E ปัจจุบันต่ำกว่า 10 เท่า หลังราคาปรับลงแรงช่วงกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา   บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ซื้อขาย P/E ที่ 8.55 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มปิโตรเคมีที่ 10.61 เท่า และบมจ.ทุนธนชาต (TCAP) มีค่า P/E ที่ 7.46 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มธนาคารที่ 11.16 เท่า

 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด