สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ประเด็นร้อน

| 7 พฤษภาคม 2561 | 10:46

ตรวจสุขภาพ บจ.ไทย พบหุ้นเล็กขาดทุนเรื้อรัง-หนี้ท่วม-ส่วนทุนจ่อติดลบ

ตรวจสุขภาพ บจ.ไทย พบหุ้นเล็กขาดทุนเรื้อรัง-หนี้ท่วม-ส่วนทุนจ่อติดลบ

    “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ตรวจสอบสุขภาพฐานะการเงินบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET)และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ(mai) พบ 21 บริษัทขาดทุนเรื้อรัง ผงะ 12 รายส่วนผู้ถือหุ้นจ่อติดลบ และอีก 16 รายหนี้บาน-สภาพคล่องฝืด วงการมองส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลาง-เล็ก รับผลกระทบเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ฟื้นจริง
       
*** ตะลึง! 21 บจ.ขาดทุน 5 ปีติด แบกขาดทุนสะสมรวม 4.37 หมื่นลบ.
    ทั้งนี้ พบว่า ปัจจุบันมี 21 บริษัทขาดทุนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 56 หรือ 5 ปีติด มีผลขาดทุนสะสมรวมกันสูงถึง 4.37 หมื่นล้านบาท มาจาก SET จำนวน 15 บริษัท และ mai จำนวน 6 บริษัท
    โดย บมจ.ฟู้ด แคปปิตอล(FC)เป็นบริษัทที่ขาดทุนเพิ่มขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปี 56-60 ที่ 88.13 ล้านบาท 251.87 ล้านบาท 279.69 ล้านบาท 423.36 ล้านบาท และ 943.33 ล้านบาท ตามลำดับ มีผลขาดทุนสะสม 2,197.57 ล้านบาท
    ส่วนบริษัทที่มีขาดทุนสะสมสูงสุดในกลุ่มนี้คือ บมจ.จี สตีล (GSTEL)ระดับ 2.23 หมื่นล้านบาท 

บจ.ที่ขาดทุน 5 ปีติด

ชื่อย่อหุ้น

ตลาด

กำไรปี 56

(ล้านบาท)

กำไรปี 57

(ล้านบาท)

กำไรปี 58

(ล้านบาท)

กำไรปี 59

(ล้านบาท)

กำไรปี 60

(ล้านบาท)

ส่วนผู้ถือหุ้นล่าสุด

(ล้านบาท)

กำไรสะสม

(ล้านบาท)

UMS

mai

-375.74

-22.11

-371.23

-57.63

-90.99

17.64

-650.40

TSF

mai

-320.24

-483.21

-729.73

-281.44

-258.86

83.07

-556.53

HYDRO

mai

-10.34

-177.63

-88.54

-130.55

-59.81

202.01

-446.32

JUTHA

SET

-30.15

-28.41

-35.82

-117.11

-209.38

259.27

-72.35

NEWS

mai

-197.42

-559.97

-605.71

-1,502.25

-567.67

283.62

-3,981.11

B

SET

-235.64

-46.97

-42.54

-53.57

-56.13

351.03

-47.18

FC

mai

-88.13

-251.87

-279.69

-423.36

-943.33

424.60

-2,197.57

DIGI

SET

-127.65

-52.10

-73.32

-108.68

-168.96

425.88

-400.82

KDH

SET

-60.28

-32.48

-43.65

-24.51

-22.20

428.36

-138.06

SPACK

SET

-48.42

-91.03

-36.08

-35.12

-17.54

446.51

-131.87

SAWANG

SET

-0.36

-16.40

-3.11

-19.46

-31.99

456.78

154.73

MPIC

SET

-246.55

-183.26

-100.10

-82.98

-155.63

549.34

-1,183.88

EIC

SET

-13.29

-323.10

-195.54

-134.64

-131.52

552.06

-686.60

GREEN

SET

-98.59

-82.23

-113.44

-106.19

-56.51

649.10

-690.15

NEP

SET

-52.73

-216.76

-123.22

-70.90

-30.13

668.28

-956.99

NPP

SET

-34.70

-75.32

-139.26

-137.81

-367.67

861.83

-478.86

GRAMMY

SET

-1,282.71

-2,314.01

-1,145.48

-520.15

-384.26

949.84

-4,719.27

EMC

SET

-1,348.54

-203.69

-297.65

-271.73

-673.76

1,629.42

-2,672.91

GSTEL

SET

-1,250.84

-1,870.08

-3,223.38

-1,043.27

-387.68

1,973.06

-22,334.93

EVER

SET

-9.67

-18.11

-96.24

-94.92

-278.91

2,509.61

-563.83

UPA

mai

-65.17

-64.63

-402.41

-47.80

-181.73

2,776.02

-914.86

    นอกจากนี้ ยังพบว่ามี บจ.ที่ขาดทุนต่อเนื่อง 4 ปี (57-60) จำนวน 43 บริษัท ขาดทุนต่อเนื่อง 3 ปี (58-60) จำนวน 67 บริษัท และขาดทุนต่อเนื่อง 2 ปี (59-60) สูงถึง 95 บริษัท

*** 12 บจ.ส่วนผู้ถือหุ้นจ่อติดลบ
    ขณะที่พบว่า มี 12 บริษัท ที่ส่วนผู้ถือหุ้น(ส่วนทุน)เริ่มมีปัญหา ซึ่งส่วนใหญ่จะขาดทุนมาอย่างน้อย 4 ปีต่อเนื่อง และหากยังขาดทุนต่อในปีนี้มีโอกาสที่ส่วนผู้ถือหุ้นจะติดลบได้ ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือ หากไม่เพิ่มทุน ก็จะต้องถูกพักการซื้อขายและเข้าไปอยู่ในกลุ่มบริษัทที่ต้องแก้ไขผลการดำเนินงานหรืออาจลุกลามไปถึงการเข้าข่ายบริษัทที่จะถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ
    โดย บมจ.ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS) เหลือส่วนผู้ถือหุ้นต่ำสุดที่ 17.64 ล้านบาท และผลประกอบการปีที่ผ่านมาขาดทุนระดับ 90.99 ล้านบาท ซึ่งมีลุ้นผลประกอบการติดลบตั้งแต่ ไตรมาส 1-2 นี้ หากผลประกอบการยังไม่ดีขึ้น
    ด้านบริษัทที่ส่วนผู้ถือหุ้นเหลือสูงสุดในกลุ่มคือ บมจ.สายการบินนกแอร์ (NOK) จำนวน 1,315.02 ล้านบาท แต่ผลประกอบการปี 59-60 ขาดทุนระดับ 2,795.09 ล้านบาท และ 1,854.30 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งมากกว่าส่วนทุนที่เหลืออยู่ และหากปีนี้ยังไม่ดีขึ้น ก็มีความเสี่ยงสูงที่ส่วนผู้ถือหุ้นจะติดลบ

บจ.ที่ส่วนผู้ถือหุ้นใกล้ติดลบ

ชื่อย่อหุ้น

ตลาด

ส่วนผถห.

(ล้านบาท)

กำไรปี 57

(ล้านบาท)

กำไรปี 58

(ล้านบาท)

กำไรปี 59

(ล้านบาท)

กำไรปี 60

(ล้านบาท)

HOTPOT

mai

33.38

-54.45

-94.99

-148.23

-222.30

PE

SET

63.00

-81.43

-154.85

-262.42

-24.68

SPORT

SET

88.44

-133.86

-33.89

-358.04

-200.01

TSF

mai

83.07

-483.21

-729.73

-281.44

-258.86

UMS

mai

17.64

-124.79

-371.23

-57.63

-90.99

EFORL

mai

131.42

240.73

210.39

-614.45

1,163.11

FC

mai

424.60

-251.87

-279.69

-423.36

-943.33

NBC

mai

121.68

10.71

-20.56

-275.46

-916.24

NEWS

mai

283.62

-559.97

-605.71

-1,502.25

-567.67

NOK

SET

1,315.02

-471.66

-726.10

-2,795.09

-1,854.30

POST

SET

355.99

-168.11

-251.76

-215.33

-358.83

SDC

SET

459.05

710.29

37.16

-719.64

-1,924.82

*** 16 บจ.หนี้ท่วม สภาพคล่องต่ำ
    นอกจากนี้ พบว่า ปัจจุบันมี 16 บริษัทที่มีหนี้สินต่อทุนสูง(D/E) และมีสภาพคล่องที่ต่ำมาก สุ่มเสี่ยงต่อการผิดชำระหนี้
    โดยคัดกรองด้วยอัตราส่วนทางการเงิน คือ 1.บริษัทที่มีอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนหรืออัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) ต่ำกว่า 1 เท่า โดยคำนวณจาก สินทรัพย์หมุนเวียน/หนี้สินหมุนเวียน ซึ่งค่านี้ใช้วัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น
    2.อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio or Acid Test Ratio) ต่ำกว่า 1 เท่า คำนวณจาก (สินทรัพย์หมุนเวียน-สินค้าคงเหลือ)/หนี้สินหมุนเวียน ซึ่งเป็นการวัดส่วนของสินทรัพย์ที่ได้หักค่าสินค้าคงเหลือที่เป็นสินทรัพย์ระยะสั้นและมีความคล่องตัวในการเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ต่ำสุดออก เพื่อให้ทราบถึงสภาพคล่องที่แท้จริงของกิจการ
    3.หนี้สินต่อทุนเกิน 3 เท่า
    4.อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งค่านี้คำนวณจาก (กำไรสุทธิ+ภาษีเงินได้-ดอกเบี้ยจ่าย)/ดอกเบี้ยจ่าย โดยใช้วัดความสามารถของธุรกิจในการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ โดยปกติหากมากกว่า 1 เท่าแสดงว่าธุรกิจของผู้ประกอบการมีความสามารถที่จะจ่ายชำระค่าดอกเบี้ยได้ทั้งหมด แต่หากต่ำกว่า 1 เท่า แสดงว่าธุรกิจมีความสามารถในการจ่ายชำระดอกเบี้ยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น และถ้าหากผลลัพธ์ที่ได้ออกมามีค่าเท่ากับ 0 หรือติดลบ เท่ากับว่าธุรกิจของผู้ประกอบการไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยได้เลย ซึ่งจะพัฒนากลายเป็นปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินในที่สุด
    ปรากฏว่า บมจ.ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS) เป็นบริษัทที่มีหนี้สินต่อทุนสูงถึง 40.58 เท่า แถมยังมีอัตราส่วนสภาพคล่องต่ำ โดยมี Current Ratio เพียง 0.18 เท่า Quick Ratio แค่ 0.16 เท่า ขณะที่ บมจ.ทรีซิกตี้ไฟว์ (TSF) เป็นบริษัทที่มีอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยต่ำสุดคือ ติดลบ 2,818.63 เท่า ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงในการขาดสภาพคล่องหรือผิดชำระหนี้ เพราะธุรกิจมีผลประกอบการขาดทุนมาตลอด 4 ปีหลัง

บจ.หนี้สูง-สภาพคล่องต่ำ

ชื่อย่อหุ้น

ตลาด

D/E (เท่า)

Current Ratio

(เท่า)

Quick Ratio

(เท่า)

Interest Coverage Ratio (เท่า)

UMS

mai

40.58

0.18

0.16

-1.70

EFORL

mai

30.29

0.52

0.23

-12.93

HOTPOT

mai

14.97

0.22

0.03

-15.36

SPORT

SET

14.59

0.42

0.36

-1.98

PACE

SET

13.42

0.72

0.06

-5.17

SDC

SET

12.71

0.80

0.63

-11.65

THAI

SET

7.80

0.49

0.26

0.39

TSF

mai

7.18

0.66

0.65

-2,818.63

JUTHA

SET

5.28

0.09

0.01

-3.81

POST

SET

5.10

0.49

0.33

-5.00

NOK

SET

5.05

0.84

0.81

-28.76

DNA

mai

4.12

0.70

0.41

-22.76

TFI

SET

4.11

0.49

0.26

-0.27

NEWS

mai

3.91

0.61

0.32

-2.86

*** วงการมอง เศรษฐกิจฟื้นช้า กระทบกำไรบจ.กลาง-เล็ก
    "ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานค้าหลักทรัพย์บุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง ระบุว่า บจ.ส่วนใหญ่ข้างต้นเป็นบริษัทขนาดกลาง-เล็ก ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศเป็นหลัก โดยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว แม้จะมีสัญญาณที่ดีบ้าง แต่ยังเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างช้า  
    “ผลประกอบการของ บจ.เหล่านี้สะท้อนได้ถึงสภาพเศรษฐกิจในประเทศ ที่เหมือนจะดีขึ้น แต่ไม่ชัดเจนและยังเติบโตช้ากว่าที่ควรจะเป็น
    ส่วนปีนี้ก็ยังคงคาดหวังได้ยาก อาจจะต้องรอดูตัวเลขทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกก่อน หากเศรษฐกิจออกมาดีก็อาจผลักดันให้หุ้นขนาดกลาง-เล็กกลับมาฟื้นตัวได้บ้าง"
    ด้าน "เกศรา มัญชุศรี" กรรมการและผู้จัดการ ตลท. เพิ่มเติมว่า  ปัญหาในกลุ่ม บจ.ข้างต้นต้องดูรายละเอียดเป็นรายบริษัทว่าเกิดจากการบริหารผิดพลาดหรือเกิดจากอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวช่วงหลายปีหลัง 
    อย่างไรก็ตามโดยเฉลี่ยผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเมื่อเทียบกับระดับเศรษฐกิจในประเทศ หลายบริษัทยังมีเงินสดเหลือ และหลายบริษัทมีการขยายธุรกิจใหม่ หรือพันธมิตรใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อต่อยอดธุรกิจ
    "การกระจายความเสี่ยงถือว่าสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ หากบริษัทใดไม่มีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม แล้วไปอยู่ในอุตสาหกรรมขาลง ผลประกอบการจะออกมาไม่ดีแน่นอน ดังนั้นควรกระจายรายได้ของตัวเองให้สมดุล หรือพยายามขยายธุรกิจใหม่ให้เกิดการกระจายความเสี่ยง
    นอกจากนี้ ตลท. พยายามเข้าไปดูแลบริษัทที่มีผลขาดทุน มีคณะทำงานดูแลบริษัทจดทะเบียน โดยมีแนวทางการช่วยเหลือ คือ ช่วยจับคู่ธุรกิจ หรือสร้างโอกาสการทำธุรกิจใหม่ๆ และหาวิธีการให้เขาปรับตัวได้ แต่ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด"

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด