สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ประเด็นร้อน

| 25 มิถุนายน 2561 | 09:51

10 หุ้นบลูชิพโดนฝรั่งถล่มขาย เดือนเดียวมาร์เก็ตแคปวูปกว่า 4 แสนลบ.

10 หุ้นบลูชิพโดนฝรั่งถล่มขาย เดือนเดียวมาร์เก็ตแคปวูปกว่า 4 แสนลบ.

    นักลงทุนต่างชาติยังกระหน่ำขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 22 มิ.ย.61 มียอดขายสุทธิสูงถึง 1.77 แสนล้านบาท ขยับเข้าใกล้กับสถิติยอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติเมื่อปี 56 ทั้งปีที่ 1.94 แสนล้านบาท ทั้งที่ผ่านมาเพียง 6 เดือนกว่าเท่านั้น กดดัชนีตลาดหุ้นไทยดิ่งลงจากต้นปีที่เคยขึ้นไปทำนิวไฮใหม่ที่ 1,852.51 จุด เหลือเพียง 1,634.98 จุด วูบไปกว่า 200 จุด 
    ขณะที่ในรอบ 30 วันทำการล่าสุด  (11 พ.ค.-22 มิ.ย.61) ถือว่าพีคมาก มียอดขายสุทธิถึง 8.19 หมื่นล้านบาท เกือบครึ่งของยอดขายรวม โดยกดขายลากยาวติดต่อกันมาถึง 15 วันทำการหลัง สูงสุดต่อวันที่ระดับ 9,643.35 ล้านบาท เมื่อ 14 มิ.ย.61

    ที่น่าสนใจคือหุ้นบริษัทไหนบ้างที่โดนนักลงทุนต่างชาติเทขาย จนมีผลต่อดัชนีขนาดนี้ ?
    ซึ่งเครื่องมือที่สะท้อนการซื้อขายหุ้นของต่างชาติมากที่สุดก็คือใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย (NVDR) จัดตั้งขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างประเทศที่สนใจลงทุนในบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ไทย แต่ไม่สามารถลงทุนในหลักทรัพย์นั้นได้ เพราะมีการควบคุมสัดส่วนการถือครองหลักทรัพย์ของคนต่างด้าว 
    โดยปัจจุบัน NVDR มีสัดส่วนถึง 45% เทียบกับยอดการซื้อขายตราสารทุนไทยทุกประเภทของนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด

*** เปิดโผ 10 หุ้นไทยโดนฝรั่งเทสูงสุด
    "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลการซื้อขายหุ้นของ NVDR  ผ่านโปรแกรม eFin Stock Pick Up พบว่าในรอบ 30 วันทำการที่ผ่านมา NVDR ขายสุทธิหุ้นมากกว่า 50 บริษัท โดย 10 อันดับแรกที่ถูกขายมากที่สุดประกอบด้วย  

หุ้นที่ NVDR ขายสูงสุดในรอบ 30 วัน

ชื่อย่อหุ้น

มูลค่าขายสุทธิ (ลบ.)

ราคาหุ้นลดลง (%)

มาร์เก็ตแคปลดลง (ลบ.)

% ถือหุ้นลดลง

% ถือหุ้นคงเหลือ

PTT

4,850.88

-14.29

-228,503.97

0.18

7.51

KBANK

4,454.73

0.52

2,393.26

0.64

26.64

BBL

2,063.21

2.94

10,498.64

0.69

33.19

BEAUTY

2,036.82

-31.16

-20,132.44

2.98

10.04

PTTGC

1,594.30

-12.63

-52,978.98

0.18

14.67

IVL

1,391.14

-7.50

-24,966.44

0.40

7.54

CPALL

1,299.13

-10.17

-78,602.14

0.16

7.52

GULF

1,073.14

-7.53

-11,199.83

0.69

0.53

INTUCH

1,042.12

-2.74

-4,809.63

0.59

12.34

ADVANC

1,033.52

-3.35

-19,325.12

0.12

5.64

    ทั้งนี้พบว่าหุ้นเกือบทั้งหมดเป็นหุ้นกลุ่มบิ๊กแคปที่อยู่ใน SET50  มีเพียง บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ที่อยู่นอก SET100 โดยทั้ง 10 บริษัทถูก NVDR ขายสุทธิมากกว่า 1,000 ล้านบาท

*** 8 บจ.ราคาร่วง มาร์เก็ตแคปวูปรวมกว่า 4.28 แสนล้านบาท
    หุ้นที่มีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ ราคาหุ้นมักจะตอบสนองเชิงลบ โดยจากข้อมูลข้างต้นพบว่า  8 ใน 10 บริษัทที่ถูก NVDR ขายราคาหุ้นปรับตัวลดลง โดย บมจ.ปตท.ที่มียอดขายสุทธิสูงสุด 4,850.88 ล้านบาท ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 14.29% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) หายไปถึง 2.29 แสนล้านบาท ในช่วงเวลาเพียง 30 วันทำการล่าสุด
    ส่วน บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ถูกขาย 2,036.82 ล้านบาท อยู่ในอันดับที่ 4 เป็นบริษัทที่ราคาหุ้นปรับลดลงสูงสุดถึง 31.16% มาร์เก็ตแคปหายไป 2.01 หมื่นล้านบาท 
    โดยในกลุ่ม 10 บริษัทที่ถูก NVDR ขายสูงสุด มีเพียง ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเมื่อคิดรวมมาร์เก็ตแคปหุ้นในกลุ่มนี้ปรากฏว่าช่วง 30 วันที่ผ่านมา มูลค่ามาร์เก็ตแคปวูปไปถึง 4.28 ล้านบาท เพียงช่วงเวลาเพียง 30 วันเท่านั้น

*** BEAUTY ถูก NVDR ลดการถือครองถึง 2.98%
    ขณะที่เมื่อดูสัดส่วนการถือครองหุ้นของ NVDR ในแต่ละบริษัท พบว่า BEAUTY ถูกลดสัดส่วนการถือหุ้นลงสูงสุด 2.98% จาก ณ วันที่ 11 พ.ค.61 ที่ถืออยู่  14.85% ล่าสุด 22 มิ.ย.61 เหลือเพียง 10.04% 
    ทั้งนี้เมื่อเข้าไปดูรายชื่อผู้ถือ NVDR ของ BEAUTY พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 251 ราย ผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรกคือ 1.STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY สัญชาติ อเมริกัน ถือครอง 53.02 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.76% 2.STATE STREET EUROPE LIMITED สัญชาติ อังกฤษ ถือครอง 37.30 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.24% และ 3.MORGAN STANLEY & CO. INTERNATIONAL PLC สัญชาติ อังกฤษ ถือครอง 33.65 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.12% 
    ส่วนอีก 9 บริษัทที่เหลือ NVDR ลดสัดส่วนการถือครองลงไม่ถึง 1%

*** วงการลั่นขายแค่ขายปรับพอร์ตตามภูมิภาค-ใกล้สะเด็ดน้ำ หาจังหวะสอยเก็บ
    "ดร.ภากร ปีตธวัชชัย" กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มองว่าการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติช่วงนี้สาเหตุมาจากการปรับพอร์ตและลดน้ำหนักการลงทุนในภูมิภาค จากความกังวลเรื่องสงครามการค้าของสหรัฐกับจีน รวมถึงมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยจากธนาคารกลางสหรัฐ ทำให้หลายประเทศมีการดึงเงินทุนกลับไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยภายนอก ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังคงแข็งแกร่ง
    "เชื่อว่าดัชนีจะดีดตัวกลับในระยะไม่นานมากนัก เพราะจากสถิติในอดีตที่เคยเกิดเหตุการณ์สำคัญ เช่น น้ำท่วมใช้เวลาดีดตัวกลับ 6 เดือน หรือช่วง วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ใช้เวลาเพียง 10 เดือน นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยถือว่าอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยจีดีพีไตรมาสแรกเติบโตกว่า 4% การบริโภค 3.6% การลงทุน 3.4% และการส่งออก 9.9% ดังนั้นจึงไม่น่ากังวลกับสถานการณ์เทขายของต่างชาติที่เกิดขึ้นมากนัก"
    ด้าน "ไพบูลย์ นลินทรางกูร"  ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เสริมว่า "เหตุผลหลักที่ต่างชาติขายเป็นการลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั้งหมด มากกว่าที่จะเป็นการขายเพราะปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย และเนื่องจากในระยะหลัง มีการออกกองทุนประเภท ETF หรือ Index Funds จำนวนมาก ทำให้เวลามีการลดน้ำหนักการลงทุน จะเกิดแรงเทขายที่ค่อนข้างรุนแรงและรวดเร็ว เพราะกองทุนประเภทนี้สามารถปรับพอร์ตได้ทันที โดยไม่ต้องคำนึงถึงราคาหุ้น
    ตอนนี้ต่างชาติเหลือหุ้นไทยราว 4.6 ล้านล้านบาท  คิดเป็นสัดส่วน 26.7% ต่ำที่สุดในรอบ 14 ปี และต่ำกว่าระดับสูงสุดที่ 31.7% เมื่อปี 55 ค่อนข้างมาก ซึ่งแรงขายจากต่างชาติไม่น่าจะมีสูงมากนับจากนี้
    ขณะที่หุ้น 12 ตัวแรกที่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศถืออยู่สูงสุด (KBANK, PTT, CPALL, IVL, ADVANC, BBL, SCB, AOT, SCC, PTTGC, PTTEP, CPN) ซึ่งคิดเป็น 51% ของมูลค่าหุ้นทั้งหมดที่ต่างชาติถือ ล้วนเป็นหุ้นพื้นฐานดี และราคาหุ้นได้มี Correction ไปแล้ว ซึ่งก็น่าจะพอสรุปได้ว่าต่างชาติน่าจะเริ่มชะลอการขายหุ้นออกมาเพิ่ม

    และเมื่อนักลงทุนต่างประเทศเริ่มคลายกังวลเรื่องผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และเรื่องสงครามการค้า และเริ่มแยกแยะประเทศในตลาดเกิดใหม่ที่แข็งแรง ออกจากกลุ่มประเทศที่อ่อนแอ เงินต่างชาติน่าจะไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทย ด้วยพื้นฐานที่เข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย"
    ขณะที่ "ประกิต สิริวัฒนเกตุ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กสิกรไทย ระบุว่า สถานการณ์ตอนนี้นักลงทุนไม่ควรขายหุ้นแล้ว เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศไม่ได้เปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเห็นว่าตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ประกอบกับอัตราผลตอบแทนมีความน่าสนใจมากขึ้นด้วย
    โดยปัจจุบัน P/E ของ SET Index ลงมา อยู่ที่ราว 14 เท่า จากเดิม 17 เท่า ซึ่งที่ผ่านมาหุ้นบิ๊กแคปหลายบริษัทโดนแรงขายของนักลงทุนต่างชาติจนราคาปรับตัวลดลง ทำให้มีอัพไซด์เพิ่มขึ้น เป็นจังหวะในการเข้าสะสมเพื่อถือลงทุนระยะกลาง-ยาวได้ โดยให้เลือกบริษัทที่มีอัพไซด์ตั้งแต่ 20% ขึ้นไป

*** พบ 6 บจ.อัพไซด์เกิน 20%
    ทั้งนี้เมื่อสำรวจราคาหุ้นล่าสุดของ 10 บริษัทที่ถูก NVDR ขายสูงสุด เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยราคาเหมาะสมจากความคิดเห็นนักวิเคราะห์ (IAA Consensus) พบว่ามีถึง 6 บริษัทที่มีอัพไซด์มากกว่า 20% ดังนี้

อัพไซด์ ราคาหุ้นที่ถูก NVDR ขาย

ชื่อย่อหุ้น

ราคาเหมาะสม (.)

ราคาล่าสุด (.)

อัพไซด์ (%)

BEAUTY

23.72

14.80

60.27

PTTGC

109.00

81.25

34.15

IVL

72.56

55.50

30.74

INTUCH

68.52

53.25

28.68

PTT

60.00

48.00

25.00

CPALL

93.55

77.25

21.10

BBL

230.00

192.50

19.48

ADVANC

220.00

187.50

17.33

KBANK

224.00

193.00

16.06

GULF

66.80

64.50

3.57

    BEAUTY ที่ราคาปรับตัวลดลงสูงสุดในรอบ 30 วันทำการหลังสุดที่ถูก NVDR เทขาย เป็นหุ้นที่มีอัพไซด์สูงสุดถึง 60.27% โดยมีราคาเหมาะสมเฉลี่ยที่ 23.72 บาท จาก 9 บล. เกือบทั้งหมดแนะนำ "ซื้อ" ให้ราคาเหมาะสมสูงสุด 26 บาท ต่ำสุด 20.50 บาท ขณะที่ราคาล่าสุดอยู่ที่ 14.80 บาท
    รองลงมาคือ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) มีราคาเหมาะสมเฉลี่ยที่ 109 บาท จากบทวิเคราะห์ 5 บล. ให้ราคาเหมาะสมสูงสุดที่ 120 บาท ต่ำสุดที่ 102 บาท ราคาล่าสุดอยู่ที่ 81.25 บาท มีอัพไซด์จากราคาเหมาะสมเฉลี่ยถึง 34.15% 

 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด