สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ประเด็นร้อน

| 5 มีนาคม 2561 | 09:58

บจ.-สตาร์ทอัพ เร่งขาย ICO หนีเกณฑ์ควบคุม ก.ล.ต.

บจ.-สตาร์ทอัพ เร่งขาย ICO หนีเกณฑ์ควบคุม ก.ล.ต.

    ไม่น่าเกิน 1-2 เดือนนี้ เกณฑ์ควบคุมการเสนอขาย Initial Coin Offering (ICO) และสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) คงมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เพราะถือว่าเป็นเรื่องด่วนที่ทางภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) กำลังเร่งจัดทำกันอยู่ตอนนี้

    แต่ระหว่างนี้ กลับสร้างปรากฏการณ์แห่ประกาศขาย ICO กันอุตลุด ทั้งในและนอกตลาดรวมถึง 4 บริษัท โดยยังมีที่อยู่ระหว่างการศึกษาและมีความตั้งใจจะออกขายเร็วๆ นี้อีกหลายราย ประหนึ่งเป็นการเร่งออกและขายเพื่อให้ทันก่อนที่จะมีการควบคุมอย่างเป็นทางการ

ารางแสดงรายชื่อบริษัทที่เตรียมเสนอขาย ICO

 

บริษัท

ชื่อคอยน์

ช่วงเวลาเสนอขาย

มูลค่าระดมทุน

PPS

Profincoin

15-30 มี.ค.61

500 ลบ.

“ตุ๊ก ตุ๊ก พาส”

TTP-A

5 มี.ค.-30 มิ.ย.61

700 ล.ดอลลาร์

“สต็อคเรดาร์”

Caboneum

22 มี.ค.-22 เม.ย.61

22 ล.ดอลลาร์

“คริปโตเวนชั่น”

CXO

ภายใน มิ.ย.61

5 หมื่น Eth

ANAN

IdeoCoin

N/A

N/A

WHA

N/A

N/A

N/A

ORI

N/A

N/A

N/A

GUNKUL

N/A

N/A

N/A

SKY

N/A

N/A

N/A

 

*** 3 รายเดินหน้าจองซื้อภายใน มี.ค.นี้
    กลุ่มที่ประกาสตัวชัดเจนแล้วว่าจะขาย ICO ขณะนี้มีทั้งสิ้น 4 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นบริษัทจดทะเบียน(บจ.) 1 ราย คือ บมจ.โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส (PPS) ประกาศขาย ICO ชื่อ ProfinCoin มูลค่าการระดมทุน 500 ล้านบาท โดยจะเปิดให้จองซื้อ (Pre-sale) 15-30 มี.ค.นี้ 
    ProfinCoin เป็น ICO ที่ผู้ถือโทเคนจะได้สิทธิในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้รับเหมา ที่ผ่านการคัดกรองจากบริษัทร่วมทุนของ PPS และ พันธมิตร โดยจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย ซึ่งถือเป็น ICO ประเภทที่มีสินทรัพย์หนุนหลังหรือ (Asset Backed) รายแรกของไทย เพราะเงินที่ระดมทุนมาจะเก็บไว้ในคัสโตเดียน(Custodian) เพื่อกันไว้สำหรับใช้ปล่อยสินเชื่อ และหากผู้ถือเหรียญอยากขายคืนก็ทำได้ทุกเมื่อ ราคาเท่ากับราคาขาย ICO 
    ส่วนอีก 2 รายเป็นกลุ่มสตาร์ทอัพ ได้แก่
    1.บริษัท สยามสแควร์เทคโนโลยี จำกัด ผู้ผลิตแอพพลิเคชั่นคัดเลือกหุ้นและกองทุนรวม ซึ่งรู้จักกันในนาม "Radar Stock" จะออก ICO ชื่อ Carboneum เสนอขายช่วงพรีเซล 22 มี.ค.-22 เม.ย.นี้ มูลค่าการระดมทุน 12 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ
    Carboneum เป็นคอยน์สำหรับนำไปซื้อบริการระบบ Social trading หรือ Coppy trade ที่ "Stock radar" จะนำเงินระดมทุนข้างต้นใช้พัฒนาระบบขึ้นมา
    2.บริษัท ตุ๊ก ตุ๊ก พาส จำกัด ผู้พัฒนาแอพลิเคชั่น Tuk Tuk Pass ที่ให้บริการเชื่อมข้อมูลการท่องเที่ยวที่สามารถจองและชำระเงินผ่านแอพฯ โดยจะขาย ICO ชื่อ TTP-A จำนวน 700 ล้านโทเคน ราคาโทเคนละ 1 เหรียญฯ โดยเริ่มขายตั้งแต่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา และจะขายจนถึง 30 มิ.ย.61
    การระดมทุนดังกล่าวจะนำไปพัฒนา Lifestyle Social Network ผ่านเทคโนโลยีบล็อคเชน (Blockchain) โดยจะนำเงินระดมทุนพัฒนาสร้างแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการเกี่ยวกับท่องเที่ยวทั่วโลกแบบครบวงจรภายในแอพฯ เดียว ตั้งแต่ข้อมูลการทองเที่ยว การจองตั๋วต่าง ๆ และการชำระเงิน ซึ่งผู้ถือคอยน์นี้ นอกจากจะสามารถนำไปซื้อขายได้ตาม Exchange ยังจะได้รับผลตอบแทนเป็นค่าประมวลผลเน็ตเวิร์คที่เกิดจากธุรกรรมบนแพลตฟอร์มของ Tuk Tuk Pass โดยจะได้รับเป็น TTP-C คอยน์ สำหรับนำมาใช้งานบริการของ Tuk Tuk Pass ได้อีกด้วย
    นอกจาก 3 รายข้างต้น ยังมี บริษัท คริปโตเวชั่น จำกัด ซึ่งจะออก ICO ชื่อ CXO มูลค่า 5 หมื่นล้านเหรียญอีเธอเรียม (ETH) เพื่อลงทุนระบบหุ่นยนต์ สำหรับชี้แนะการลงทุนในตลาดสกุลเงินดิจิทัล โดยร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย เวลธ์ ในการพัฒนาระบบดังกล่าว โดยคาดว่าจะออกเอกสารชี้ชวนการลงทุน (White paper) ภายในเดือน มี.ค.นี้ และจะเริ่มเสนอขายไม่เกินเดือน มิ.ย.61

*** 5 บจ. เดินหน้าศึกษาขาย ICO
    ทั้งนี้ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียน 6 รายอยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมขาย ICO ประกอบด้วย
    1.บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) โดย "จรีพร จารุกรสกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า อยู่ระหว่างการศึกษาโครงสร้างของการเสนอขาย ICO เพราะมองว่าเทคโนโลยีจะมีส่วนสำคัญอย่างมากในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งบริษัทต้องเร่งดำเนินการ 
    "ICO ที่จะออกต้องอยู่ภายใต้ Eco-System ธุรกิจหลักของบริษัท ไม่มีการทำลอยๆ อย่างแน่นอน ตอนนี้มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ต่างๆ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1-2 เดือนนี้" 
    2.บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) "ชานนท์ เรืองกฤตยา" ประธานกรรมการบริหาร ให้สัมภาษณ์ว่า อยู่ระหว่างการศึกษาขาย ICO เช่นกัน เบื้องต้นใช้ชื่อว่า IdeoCoin โดยจะนำมาพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้
    3.บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) "พีระพงศ์ จรูญเอก" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่อยู่ในขั้นตอนการศึกษา ซึ่งจะนำเงินมาพัฒนาระบบบริการต่างๆ รองรับโครงการอสังหาของบริษัท  
    4.บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) "พงษ์สกร ดำเนิน" รองกรรการผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจและวางแผนกลยุทธ์ เผยว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาการเสนอขาย ICO เพื่อนำเงินมาพัฒนานวัตกรรมรองรับธูรกิจ และเป็นอีหนึ่งช่องทางการระดมทุนที่มีศักยภาพ น่าจะมีความชัดเจนเร็วๆ นี้
    5.บมจ.สกาย ไอซีที(SKY) "สิทธิเดช มัยลาภ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารระบุว่า "ICO เป็นช่องทางที่สามารถระดมทุนจากต่างประเทศได้ และมีขั้นตอนที่ง่ายกว่าการระดมทุนประเภทอื่น ซึ่งธุรกิจเราเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอยู่แล้ว น่าจะมีประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจ ตอนนี้ยังไม่สามารเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่กำลังศึกษาอย่างจริงจัง"

*** วงการชี้ต้องเร่งขาย ICO หนีเกณฑ์กำกับ
    แหล่งข่าวผู้บริหารบริษัทสตาร์ทอัพชื่อดังระบุว่า จำเป็นต้องเร่งออกขาย ICO ช่วงนี้ เนื่องจากหากรอให้มีเกณฑ์กำกับจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะทำให้กระบวนการต่างๆ ล่าช้า และอาจจะเกิดการตีความของวัตถุประสงค์ในการขาย ICO ที่ต่างกัน ซึ่งอาจจเกิดความยุ่งยากได้
    "เป็นที่รู้กันว่าอะไรที่มีหน่วยงานจากภาครัฐเข้ามากำกับมักจะเกิดความยุ่งยาก ซึ่งธุรกิจด้านนวัตกรรม ต้องการความรวดเร็วในการพัฒนา ดังนั้นจึงรอไม่ได้
จุดเด่นของ ICO คือความรวดเร็ว เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงได้ทุกนาที หากช้า เรื่องที่เราคิดอาจจะล้าสมัยไปเลย เพียงชั่วเวลาข้ามคืน
    ถามว่าแบบนี้มีความเสี่ยงไหม ก็ยอมรับว่ามี แต่ High Risk High Return หากนักลงทุนไม่เข้าใจธุรกิจประเภทนี้และพร้อมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ก็ควรหลีกเลี่ยง"
    "ปรมินทร์ อินโสม" ประธาน บริษัท สตางค์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ผู้ก่อตั้ง TDAX หนึ่งใน 2 สกุลเงินดิจิทัลของไทย ระบุว่า หากเกณฑ์กำกับดูแลยังไม่มีความชัดเจนภายในเดือน มี.ค.นี้ จะมีผู้ออกขาย ICO เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 ราย ซึ่งปัจจุบันได้มีผู้ที่ขอเข้ามาซื้อขายใน TDAX หลายสิบบริษัท ในจำนวนดังกล่าวมีบริษัทจดทะเบียนประมาณ 4-5 บริษัท 
    อย่างไรก็ตาม ดร.พงษ์ธร ธาราไชย ประธานกรรมการบริหาร PPS ระบุว่า การขาย ICO ในเดือนนี้ไม่ได้มีเจตนาเลี่ยงเกณฑ์ใดๆ แต่เป็นจังหวะที่ควรเร่งลงทุนมากกว่า และพร้อมปรับตัวให้เข้ากับเกณฑ์ทุกอย่างที่จะออกมา ซึ่งบริษัทเน้นความโปร่งใสเป็นอันดับแรกเสมอ
    "รูปแบบ ICO ของเราต่างจากคนอื่น มีการการันตีผลตอบแทนของผู้ถือคอยน์ และสามารถขายคืนได้ในราคาที่ซื้อไป ซึ่งเป็นรายแรกของไทยที่ทำ"

*** อย่าซื้อ ICO ถ้าไม่อ่าน White Paper 
    ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช ผู้อำนวยการโครงการปริญญาทางการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ไม่ควรลงทุน ICO หากไม่ได้อ่านและทำความเข้าใจ White Paper อย่างละเอียด
    "นักลงทุนมักจะมองสกุลเงินเหล่านี้เป็นหุ้น และนำเทคนิคการซื้อขายที่ตนเคยใช้ มาลงทุนกับ ICO และ Cryptocurrency โดยไม่ศึกษาข้อมูลให้ละเอียด ซึ่งพื้นฐานของแต่ละโทเคนจาก ICO นั้นมีความแตกต่างกันมาก ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบในแต่ละสกุลได้
    ทุกวันนี้ผมยังไม่เห็นใครถามหา White Paper ว่าธุรกิจนั้นจะระดมทุนไปทำอะไร รู้แต่เพียงว่า ICO ที่ออกใหม่จะเหมือน Bitcoin หรือ Ether ตัวต่อไป อารมณ์เหมือนแย่งกันจองหุ้น IPO โดยไม่รู้ว่าผู้ที่ขายจะนำเงินไปทำอะไร ทำให้ขาดทุนหรือตกเป็นเหยื่อของแกงค์ต้มตุ๋นได้โดยง่าย"
    ส่วนขั้นตอนการดู White Paper นั้น ต้องเข้าใจว่านวัตกรรมที่กำลังจะพัฒนาคืออะไร เทรนด์ของรูปแบบที่จะทำนั้นได้รับการยอมรับแค่ไหน ต้องมีแผนงานชัดเจน มีรายชื่อผู้พัฒนาโปรเจค 
    ขณะที่ ICO หลอกลวงมักจะไม่เปิดเผยรายชื่อผู้พัฒนาระบบ ไม่บอกสิทธิประโยชน์ของโทเคนที่ชัดเจน วางเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญการออก ICO ควรซื้อโทเคนด้วยสกุลเงินดิจิทัล ไม่ใช่เงินสกุลหลัก 

***เปิดสถิติปีก่อน ICO ล้มเหลว 59% 
    ข้อมูลจากเว็ปไซต์ bitcoin.com เปิดเผยว่า ในปี 60 ที่ผ่านมา มีการออกขาย ICO ทั่วโลก 902 โครงการ โดยพบว่า 102 โครงการไม่สามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมาย 276 โครงการได้เงินระดมทุนแล้วหายตัวไปเลย และ 113 โครงการหยุดการสื่อสารกับผู้ซื้อ ICO 
    ขณะที่สถิติการลงทุนของกลุ่มสตาร์ทอัพตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีประสบความสำเร็จเพียง 5% ซึ่งต่างจาก IPO ที่กว่า 90% ธุรกิจยังดำเนินต่อไปได้
    ส่วนในประเทศไทย มีผู้ขาย ICO รายแรกคือ Omise หรือชื่อคอยน์ OMG ซึ่งขายเมื่อปี 60 มูลค่าระดมทุน 850 ล้านบาท พัฒนาระบบรับชำระเงินออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ โดยมีผลตอบแทนราคาคอยน์นับจากวันที่ขายกว่า 7,000%
    ขณะที่รายต่อมาคือ JFincoin ซึ่งยังไม่ได้เข้าซื้อขายในตลาดแต่ยอดระดมทุนครบ 100% โดยต้องติดตามกันต่อไป
    เพราะ OMG ระดมทุนระดับโลก (Global scale) ต่างจาก JFincoin ที่ระดมทุนในประเทศ ซึ่งยังไม่มีรายได้พิสูจน์ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด