สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ประเด็นร้อน

| 12 กุมภาพันธ์ 2561 | 10:14

"ฟินเทค"จ่อคอหอย! โบรกฯแห่ปิดสาขา หันรุกเทรดออนไลน์

    พัฒนาการของเทคโนโลยีด้านการเงิน (Fintech) ที่เพิ่มประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อโลกของการลงทุน โดยเฉพาะการซื้อขายหุ้น 
    เทคโนโลยีทำให้ธุรกรรมต่างๆ สะดวก รวดเร็ว ที่สำคัญยังประหยัดต้นทุน ซึ่งสร้างความแตกต่างจากวิถีเดิมที่เคยปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบันนักลงทุนสามารถประมวลข้อมูลและส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นได้จากมือถือเพียงเครื่องเดียว
    สะท้อนจากข้อมูลล่าสุดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ระบุว่า ปัจจุบันนักลงทุนซื้อขายหุ้นจากระบบอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นสัดส่วนเฉลี่ยมากกว่า 60% ของมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งหมด หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 1-2 ปีก่อนที่เฉลี่ยราว 30% 
    ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ในอุตสาหกรรมเร่งปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจกันอีกระลอก นอกเหนือจากเรื่องการแข่งขันด้านค่าคอมมิชชั่นและชิงตัวเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน (IC)

*** เปิดสถิติปี 60 โบรกฯ ปิด 41 สาขา
    "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลกลุ่มธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์จำนวน 39 แห่ง พบว่าปี 60 ที่ผ่านมามีการปิดสาขารวมถึง 38 แห่ง ดังนี้    

บริษัท

จำนวนสาขาปัจจุบัน

จำนวนสาขา

ณ สิ้นปี 59

ลดลง

บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

49

60

11

บล. คันทรี่ กรุ๊ป

7

14

7

บล. ธนชาต

30

34

4

บล. เออีซี

12

15

3

บล. อาร์เอชบี (ประเทศไทย)

9

12

3

บล. โกลเบล็ก

8

10

2

บล. ทรีนีตี้

7

9

2

บล. ฟินันเซีย ไซรัส

33

34

1

บล. แอพเพิล เวลธ์

8

9

1

บล. เอเซีย พลัส

17

18

1

บล. เอเชีย เวลท์

9

10

1

บล. โนมูระ พัฒนสิน

15

16

1

บล. ไทยพาณิชย์

9

10

1

    ข้อมูลข้างต้นเปรียบเทียบกับจำนวนสาขาในรายงานประจำปี 59 ของแต่ละบริษัท และข้อมูลสาขาล่าสุดของแต่ละบริษัท โดยปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์มีสาขารวมทั้งสิ้น 526 แห่ง
    ทั้งนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ยังเป็นบริษัทที่มีจำนวนสาขามากที่สุดคือ 49 แห่ง โดยปีที่ผ่านมาปิดสาขาไป 11 แห่ง
    "มนตรี  ศรไพศาล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า สาเหตุหลักที่บริษัทได้ปิดสาขาไปหลายแห่ง เนื่องจากปีที่ผ่านมามีพนักงานลาออกจำนวนมาก ทำให้ต้องปรับปรุงกลยุทธ์การบริหารเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยได้ปิดสาขาที่ไม่อยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ หรือ ไม่สร้างรายได้ให้กับบริษัท 
    ด้าน “วีรพัฒน์ เพชรคุปต์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.คันทรี่ กรุ๊ป เผยว่า บริษัทได้เดินหน้าปิดสาขาลงต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ ที่หันมาให้ความสำคัญกับงานด้านวาณิชธนกิจเป็นหลัก 
    "เราต้องลดขนาดธุรกิจโบรกเกอร์ลง เพราะการแข่งขันสูง มาร์จิ้นต่ำ และแบกภาระต้นทุนค่อนข้างมาก ที่สำคัญปัจจุบันความสำคัญของสาขาก็ลดลงเรื่อยๆ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เน้นซื้อขายผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก"

*** วงการคาดภายใน 3 ปี เทคโนโลยีกลืนสาขา
    "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน มองว่า ภายใน 3 ปีนี้ เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทต่อการซื้อขายหุ้น จนทำให้สาขาของบริษัทหลักทรัพย์ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
    "ตอนนี้สาขาก็แทบจะไม่ได้ใช้ไปนั่งซื้อขายหุ้นเหมือนอดีตแล้ว เป็นเพียงสถานที่ใช้สำหรับติดต่อสอบถาม เปิดบัญชี หรือเป็นที่ส่งเอกสารต่างๆ ระหว่างลูกค้ากับบริษัทมากกว่า อาจจะมีไปนั่งเทรดตามห้องค้าบ้าง แต่หายไปมากกว่าครึ่ง
    อีกไม่เกิน 3 ปี เทคโนโลยีจะเข้ามาอำนวยความสะดวกทุกอย่างระหว่างโบรกเกอร์กับนักลงทุน ทุกอย่างจะผ่านมือถือหมด และสาขาอาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป
    จะเห็นได้ว่าเกือบทุกบริษัทในอุตสาหกรรมเร่งลงทุนระบบการซื้อขายออนไลน์กันยขนานใหญ่ เพื่อขายจุดเด่นด้านบริการ และคงจะเห็นการปิดสาขาลงอย่างต่อเนื่องจากนี้ไป"
    ด้าน "ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ" นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เพิ่มเติมว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในอุตสาหกรรมคือจะไม่มีผู้ประกอบการเปิดสาขาเพิ่มอีกต่อไป แม้การปิดสาขาอาจจะยังไม่เกิดขึ้นรวดเร็วนัก เพราะนักลงทุนรุ่นเก่าก็ยังใช้สาขาในการซื้อขายหุ้นอยู่
    "ตอนนี้มีหลายรายเริ่มลดสาขาลงตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ แต่คงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะนักลงทุนที่ยังใช้บริการสาขาก็ยังมีอยู่พอสมควร แต่ที่แน่ๆ คงไม่มีใครขยายสาขาเพิ่มอีกต่อไป
    เพราะการเปิดสาขาใหม่จะมีต้นทุนอย่างน้อย 5 ล้านบาท ทั้งการก่อสร้าง วางระบบ การตลาด ยังไม่รวมเงินเดือนพนักงาน ซึ่งก็แล้วแต่ว่านโยบายแต่โบรกฯ ใช้พนักงานต่อ 1 สาขากี่คน ระดับการให้ผลตอบแทนพนักงานเท่าไหร่
"

*** หลายโบรกฯวางเป้าปิดสาขาเพิ่มอีก เติมเทคโนโลยีเต็มสูบ
    "ดร.วีรพัฒน์ เพชรคุปต์" เผยว่า บล.คันทรี่ กรุ๊ป มีแผนจะปรับลดสาขาให้เหลือเพียง 3-4 แห่งภายในปีนี้ เพื่อสะท้อนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจที่หันมามุ่งให้ความสำคัญกับงานด้านวาณิชธนกิจและการลงทุนผ่านพอร์ตลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ ส่วนธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์จะเน้นที่กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่มากกว่า 
    ขณะที่ "มนตรี  ศรไพศาล" ระบุว่า บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ก็จะพิจารณาปิดสาขาเพิ่มเติมอีกตามความเหมาะสม โดยเฉพาะสาขาที่ไม่สร้างรายได้ให้กับบริษัท 
    "อย่างไรก็ตามการลดสาขาจะไม่ส่งผลกระทบต่อพนักงาน เนื่องจากจะมีการบริหารจัดการตามความเหมาะสม เช่น ย้ายไปอยู่สาขาที่เหลือ เพราะปีที่ผ่านมาพนักงานเราลดไปพอสมควร"
    ซึ่งหลังจากนี้บริษัทจะเน้นด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นผ่านอินเตอร์เน็ต รวมถึงการให้คำแนะนำผู้ลงทุน  และอาจกระจายไปยัง ด้านอื่น เช่น จำหน่ายตราสารหนี้ รวมถึงการให้บริการด้านอนุพันธ์ต่างๆ ด้วย"
    ด้าน"เผดิมภพ สงเคราะห์" กรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย ระบุว่า บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาปรับลดหรือรวมสาขาที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงเข้าด้วยกัน ตามความเหมาะสม เพราะสาขาบางส่วนอาจจะอยู่ในทำเลที่ไม่ดีนัก ไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ 
    ขณะเดียวกันจะเน้นขยายบัญชีลูกค้าเพิ่มผ่านสาขาของธนาคารเป็นหลัก ซึ่งมีอยู่กว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ
    ทั้งนี้ กลยุทธ์ระยะถัดไป จะเน้นการให้บริการในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากการให้บริการออนไลน์เข้าถึงนักลงทุนได้มากกว่า โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนาช่องทางให้ลูกค้าสามารถเปิดบัญชีได้สะดวก โดยผ่านแอพพลิเคชั่นและไม่ต้องมาที่สาขา รวมถึงพัฒนาระบบการซื้อขายและการนำเสนอข้อมูลการลงทุนให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น
    ด้าน “ช่วงชัย นะวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างพิจารณาปิดสาขาบางส่วน เนื่องจากบริษัทจะเน้นกลุ่มลูกค้าออนไลน์เป็นหลัก โดยมีเป้าหมายเป็นผู้นำด้านดิจิทัลโบรกเกอร์ เน้นพัฒนานวัตกรรมสำหรับบริการลูกค้า 
    "อุตสาหกรรมโบรกเกอร์ต้องปรับตัวให้ทันความรวดเร็วของเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะนวัตกรรมสำหรับบริการลูกค้า ถ้าโบรกเกอร์ไหนปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงก็จะไม่สามารถอยู่รอดได้"

 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด