สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

หุ้นฮ็อต

| 16 พฤษภาคม 2561 | 13:17

SAWAD กระอักพิษ NPL ฉุดหุ้นนิวโลว์รอบปีครึ่ง โบรกฯรุมหั่นเป้า

SAWAD กระอักพิษ NPL ฉุดหุ้นนิวโลว์รอบปีครึ่ง โบรกฯรุมหั่นเป้า

    SAWAD ข่าวร้ายรุมกระหน่ำ! ราคาหุ้นดิ่ง 5 วันติดกว่า 30% ทำนิวโลว์รอบเกือบปีครึ่ง หลังเปิดงบไตรมาสแรกปี 61 หนี้เสียพุ่งเกือบ 88% ฉุดกำไรหด 35% ซ้ำยังอยู่ในโผมีสิทธิ์ถูกถอดจาก SET50 ด้านโบรกฯตบเท้ารุมหั่นประมาณการกำไรทั้งปีเหลือ 2.5-2.8 พันลบ. หลังผลงานต่ำกว่าคาด ระวัง!คำแนะนำต่างกันสุดขั้ว บางโบรกฯมองการตั้งสำรองยังกดดันผลงานต่อเนื่อง แนะเปลี่ยนหุ้นลงทุน ขณะที่บางโบรกฯยังยืนยันซื้อ เหตุผลงานระยะยาวเป็นบวก ราคาหุ้นรับปัจจัยลบไปแล้ว

    ราคาหุ้นบมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น(SAWAD)ดิ่งหนักตั้งแต่เปิดตลาด ทำจุดต่ำสุดรอบเช้าที่ 35.25 บาท ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 37.50 บาท ลดลง 6.25 บาท หรือ 14.29% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้น 824.71% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า
    SAWAD ประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อรายย่อย ภายใต้เครื่องหมายบริการ "ศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจ" ผ่านสาขาที่มีอยู่ทั้งหมด 2,490 สาขา ซึ่งในงวดปี 60 บริษัทมีสัดส่วนรายได้มาจากดอกเบี้ยรับจากเงินให้กู้ยืมเป็นหลักถึง 52.36% ดอกผลเช่าซื้อ 18.27% และรายได้อื่นๆ 29.36%
    ที่ผ่านมา SAWAD เป็นหุ้นที่กำไรทำสถิติสูงสุดตลอดกาล(All Time High)ทุกปี ตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อพ.ค. 57 โดยมีกำไรสุทธิในปี 57 - 60 อยู่ที่ 854.69 ล้านบาท 1,336.11 ล้านบาท 2,004.62 ล้านบาท และ 2,666.60 ล้านบาท ตามลำดับ ทำให้ราคาหุ้นไต่ระดับจากจุดต่ำสุดในปี 57 ที่ 8.89 บาท ขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลในปี 60 ถึง 69.16 บาท ก่อนที่ราคาจะปรับตัวลดลงในช่วงถัดมาจากความกังวลพรบ.สถาบันการเงินที่ห้ามกลุ่มเช่าซื้อเรียกเก็บดอกเบี้ยเกิน 15%
    ล่าสุดราคาหุ้น SAWAD ปรับลดลงอย่างรุนแรงกว่า 30% ภายใน 5 วันทำการติด ทุบสถิตินิวโลว์รอบ 1 ปี 5 เดือน หลังเปิดงบไตรมาสแรกปี 61 กำไรหด 35% เหลือ 564 ลบ. รับหนี้เสียพุ่ง-รายได้หด หนำซ้ำยังอยู่ในโผหุ้นที่อาจถูกถอดออกจาก SET50 อีกด้วย
    SAWAD รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/61 มีกำไรสุทธิ 564 ล้านบาท ลดลงถึง 35% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 875.79 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้รวมที่ลดลงถึง 6.81% มาอยู่ที่ 1,744.12 ล้านบาท จากปีก่อนที่ 1,871.50 ล้านบาท ขณะที่หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ(NPL)เพิ่มขึ้นถึง 88.41% ตามการเติบโตของพอร์ตลูกหนี้ 
    ขณะที่ บล.บัวหลวง ระบุว่า จากการคาดการณ์เบื้องต้น และยังต้องคำนวณอีกครั้งสิ้นเดือนนี้ มีหุ้น เข้า-ออก SET50 ในรอบประกาศกลางเดือน มิ.ย. ดังนี้ หุ้นออกจาก SET50 รอบนี้ ประกอบด้วย SAWAD-BCP-KCE-PSH-WHA และหุ้นเข้าคำนวณรอบนี้ ประกอบด้วย BLA DTAC GLOW KTC RATCH 
    ด้านนักวิเคราะห์ตบเท้าหั่นประมาณการกำไรปีนี้ลงทันที เหลือเพียง 2.5 - 2.8 พันลบ. จากผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าคาด ตามNPLที่สูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ Coverage ratio อยู่ที่เพียง 51% เท่านั้น ทำให้บริษัทอาจมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่เหลือของปี พร้อมแนะนำเปลี่ยนไปลงทุนหุ้น MTC ที่มีธุรกิจแข็งแกร่งกว่ามาก 
    บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า แม้สินเชื่อไตรมาส 1/61 ยังเติบโตสูง มาอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท ผ่านการขยายสาขา แต่คุณภาพสินเชื่อยังน่ากังวลอย่างมาก เพราะ NPL ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกว่า 800 ล้านบาท จากสิ้นปี 60 หรือเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 8% ขณะที่การตั้งสำรองไม่มากทำให้ Coverage Ratio ลดลงมาเหลือ 50% จากเดิม 81% ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งสำรองที่สูงขึ้น 
    เบื้องต้นปรับคำแนะนำจาก "ซื้อ" เป็น "เปลี่ยนตัวลงทุน" ไปซื้อ MTC ซึ่งเป็นคู่แข่งที่มีการดำเนินธุรกิจคล้ายกัน แต่ผลประกอบการยังโตโดดเด่น และควบคุมคุณภาพหนี้ได้ดีกว่า
    บล.เคทีบี ระบุว่า จากกำไรสุทธิที่ต่ำกว่าคาด ทำให้ปรับประมาณการกำไรในปี 61-62 ลง 25% และ 34% มาเป็น 2.5 พันล้านบาท และ 2.7 พันล้านบาท ตามลำดับ และปรับเพิ่ม NPL ปี 61 เป็น 5.4% จากเดิม 4.3% จากการบริหารสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพลดลง ซึ่งจากปัจจัยข้างต้นจะทำให้มีความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนที่ลดลง แม้ระยะยาวจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อที่สูง แนะนำ ถือ ให้ราคาเป้าหมาย 50 บาท ลดลงจากเดิมที่ 67 บาท
    บล.เอเชีย เวลท์ เผยว่า NPL เป็นประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างมาก เนื่องจากจะต้องตั้งสำรองมากขึ้นในช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้ยังมี IFRS9 ที่ยังรออยู่อีก ทำให้ปรับอัตราส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อเฉลี่ย(Credit Cost)ขึ้น 20bps เป็น 210bps ขณะที่ NIM ในปีนี้จะปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของอัตราผลตอบแทนสินเชื่อที่ช้ากว่าคาด แม้ยังคงสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อปี 61 ที่ 30% จากการขยายสาขา จึงได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ลง 19% มาอยู่ที่ 2.8 พันล้านบาท
    ปรับลดคำแนะนำจาก "ซื้อ" เป็น "ถือ" และปรับลดราคาเป้าหมายลงเป็น 48 บาท จากเดิม 77 บาท และชอบ MTC มากกว่าเนื่องจากผลการเติบโตและคุณภาพสินทรัพย์ยังแข็งแกร่ง และมี Coverage ratio สูงถึง 261%
    ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนยังยืนยันแนะนำ "ซื้อ" จากผลการดำเนินระยะยาวที่ยังเป็นบวก จากการขยายธุรกิจในต่างประเทศ และราคาหุ้นได้สะท้อนความกังวลไปแล้ว ทำให้ยังมีอัพไซด์อยู่มาก
    บล.เออีซี เผยกำไรสุทธิในไตรมาส 1/61 แย่กว่าคาด หรือคิดเป็นเพียง 15.3% ของทั้งปี ทำให้ปรับประมาณการกำไรลงตั้งแต่ปี 61 เฉลี่ยปีละ 25.1% โดยคาดว่าจะมีกำไรปกติในปี 61 อยู่ที่ 2,737 ล้านบาท โต 15% จากปีก่อน 
    แต่ยังแนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 59 บาท จากราคาหุ้นที่ปรับตัวลงสะท้อนความกังวลไปแล้ว จนทำให้ราคาหุ้นมีอัพไซด์ถึง 34.9% อีกทั้งยังเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของ NIM ตั้งแต่ไตรมาส 3/61 เป็นต้นไป ตามสัดส่วนรายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาเงินกู้ยืมที่ปล่อยผ่าน BFIT และการเติบโตของธุรกิจในประเทศกัมพูชา เวียดนาม หลังพ้นช่วงปรับโครงสร้างไปแล้ว
    บล.ฟิลลิป ปรับลดประมาณกำไรปีนี้ลงเหลือ 2.8 พันล้านบาท จากเดิมที่ 3.2 ล้านบาท เนื่องจากผลประกอบการที่น้อยกว่าคาด และการตั้งสำรองที่อาจเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่เหลือของปี แนะนำ "ซื้อ" แม้ปรับราคาพื้นฐานลงเหลือ 57 บาท เนื่องจากราคาหุ้นยังมีอัพไซด์อยู่มากจากราคาปัจจุบัน
    กำไรที่ลดลงและหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของ SAWAD ถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์นักลงทุน ทำให้เกิดแรงเทขายหุ้นออกมาอย่างหนัก เพื่อลดความเสี่ยงและประเมินสถานการณ์กันใหม่ แต่การที่ราคาหุ้นลดลงมาแล้วกว่า 30% และธุรกิจโดยรวมยังมีความแข็งแกร่ง ก็อาจช่วยกระตุ้นความสนใจของนักลงทุนที่คอยจับจ้องอยู่ห่างๆ และพร้อมกลับเข้ามาไล่ซื้อรอบใหม่ เมื่อฝุ่นหายตลบ!

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด