หุ้นเด่นวันนี้

KKP หวั่นเจอคุมสินเชื่อยานยนต์ โบรกฯ ชี้โอกาสเกิดยาก!

KKP หวั่นเจอคุมสินเชื่อยานยนต์ โบรกฯ ชี้โอกาสเกิดยาก!

    KKP หุ้นร่วงพร้อมปริมาณซื้อขายคึกคัก หลังผู้บริหารระบุพบตลาดยานยนต์เริ่มให้สินเชื่อเกินมูลค่า หวั่นธปท.ลงคุมสินเชื่อซ้ำรอยตลาดอสังหาฯ ฟากนักวิเคราะห์ชี้ หากเจอมาตรการคุมจะฉุดการเติบโตของสินเชื่อเช่าซื้อจริง แต่มีโอกาสเกิดยากโดยเพราะมีกำหนดใช้เกณฑ์ IFRS 9 ในปี 63 ที่บังคับให้แบงก์หันมาคุมเข้มการปล่อยสินเชื่ออยู่แล้ว 

    ราคาหุ้น ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KKP เปิดตลาดลงไปทำจุดต่ำสุดเช้านี้ที่ 70.50 บาท ก่อนปิดตลาดรอบเช้าไปที่ 71 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 1.73% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายคึกคักเพิ่มขึ้น 150.90% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า

    KKP ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และธุรกิจตลาดทุน เป็นบริษัทแม่ของ "กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร" โดยถือหุ้นใหญ่ใน บริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน)  ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้ง ที่ดำเนินธุรกิจด้านตลาดทุน ผ่านการถือหุ้นใน บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) , บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด และ Phatra Asset Management (Cayman)

    ในปี 60 KKP มีสัดส่วนรายได้มาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 65.2% รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ 24.9% รายได้จากเงินปันผล 4.1% และรายได้จากการดำเนินงานอื่นๆ 3% ส่วนที่เหลือเป็นกำไรจากเงินลงทุน และกำไรจากธุรกิรรมเพื่อค้าและเงินตราต่างประเทศ 

    ปัจจุบัน KKP มีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งคือ บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ในสัดส่วน 13.71% ขณะที่มีผู้ถือหุ้นรายย่อยทั้งหมด 15,907 ราย คิดเป็นสัดส่วนถือหุ้น 85.49%

    ผลการดำเนินงานของ KKP เติบโตเนื่องในปี 58 - 60 โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,317.10 ล้านบาท 5,546.73 ล้านบาท และ 5,736.87 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิไปที่ 4,614.97 ล้านบาท โต 4.12% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 4,432.28 ล้านบาท ตามสินเชื่อทุกประเภทที่ขยายตัวต่อเนื่อง และ NPL ที่ลดลงมาอยู่ที่ 4.2% ณ สิ้นไตรมาส 3/61 จากสิ้นปี 60 ที่ 5%

    วันนี้ราคาหุ้น KKP ร่วงพร้อมปริมาณซื้อขายหนาแน่น หลังผู้บริหาร KKP เผยเริ่มพบตลาดยานยนต์เริ่มให้สินเชื่อเกินมูลค่ารถยนต์แก่ลูกค้าส่งผลกระทบระบบสินเชื่อยานยนต์ หวั่นเจอธปท. คุมสินเชื่อซ้ำรอยตลาดอสังหาฯ แม้หนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือนขณะนี้ยังไม่น่ากังวล 

    นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KKP เปิดเผยว่า ปัจจุบันเริ่มพบกว่าตลาดสินเชื่อยานยนต์เริ่มพบการให้เงินทอน หรือการให้สินเชื่อเกินมูลค่ารถกับลูกค้า เช่นเดียวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์แล้ว ซึ่งระยะต่อไปจะส่งผลกระทบต่อระบบสินเชื่อ และมีมากขึ้นอาจทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ออกมาตรการคุมเข้มเหมือนกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย แม้ขณะนี้หนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือนจะมีอยู่มากแต่ไม่น่าจะเกิดเป็นหนี้เสีย
    ขณะที่สินเชื่อรวมของธนาคารมี 2.2-2.3 แสนล้านบาท เป็นสินเชื่อรถยนต์ 1.1 แสนล้านบาท สินเชื่อบุคคล 3 หมื่นล้านบาท สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ 5.3 หมื่นล้านบาท วาณิชธนกิจ 3 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง(ลอมบาร์ด) 7 พันล้านบาท

    ด้านโบรกฯ เผยไม่น่ากังวล เหตุมีโอกาสน้อยที่ ธปท.จะออกมาตรการคุมสินเชื่อยานยนต์ เนื่องจากธนาคารต้องใช้เกณฑ์ IFRS 9 ในปี 63 ที่บังคับให้เข้มงวดในการคุมสินเชื่อมากขึ้นอยู่แล้ว แต่หากเกิดขึ้นจริงจะกระทบความสามารถในการปล่อยสินเชื่อแน่นอน ขณะที่ด้านผลประกอบการ Q4/61 ของ KKP จ่อทำกำไรสุทธิสูงสุดในปีนี้
    
    บล.เคทีบี เผยมีมุมมองเป็นกลางต่อการคุมเข้มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ แม้หากมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเหมือนสินเชื่อบ้าน จะทำให้สินเชื่อเช่าซื้อมีแนวโน้มเติบโตได้ลดลง โดยหุ้นที่จะได้รับผลกระทบหากมีมาตรการนี้เกิดขึ้น คือ TISCO (60%), TCAP (54%), KKP (51%) เรียงตามสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อจากมาก-น้อย 
    แต่อย่างไรก็ดี NPL ของสินเชื่อรถยนต์ยังไม่ได้ดูมีความเสี่ยงมากนัก โดยดูจากสัดส่วนหนี้ที่ถูกกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM ซึ่งมียอดค้างชำระเกินกว่า 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือน) ใน Q3/61 เพิ่มขึ้น 7.32% เทียบกับ ปี 60 ที่ 7.15% ทำให้เชื่อว่าไม่น่าจะเห็นมาตรการควบคุมสินเชื่อเช่าซื้อในเร็วๆนี้ และเชื่อว่าทุกธนาคารมีการติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะ IFRS9 ที่จะเริ่มใช้กันในปี 63 เป็นการเร่งให้ธนาคารมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นกว่าเดิมอยู่แล้ว
    
    บล.เอเชีย เวลท์ ระบุว่า KKP ยังมีคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง แม้จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา โดย NPL สิ้นไตรมาส 3/61 ปรับลดลดลงมาอยู่ที่ 4.2% จากไตรมาส 2/61 ที่ 4.5% และสิ้นปี 60 ที่ 5% ตามการปล่อนสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพขึ้น
    คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/61 จะทีได้ที่ 1.5 พันล้านบาท เติบโต 14% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หนุนจากสินเชื่อที่โตต่อเนื่องในช่วงไฮซีซั่น และจากธุรกิจวาณิชธนกิจที่คาดสินเชื่อจะเติบโตถึง 18% ทั้งสินเชื่อรายย่อยที่ไม่ใช่เช่าซื้อ และสินเชื่อบรรษัท นอกจากนี้ยังมีบันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมจากหุ้นไอพีโอหลายรายการ ได้แก่ TFFIF OSP และ PR9 โดยคาดปีนี้มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6.1 พันล้านบาท 
    แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 62 ที่ 86 บาท คำนวณจาก P/BV ที่ 1.6 เท่า คุณภาพสินเชื่อยังแข็งแกร่งแม้สินเชื่อจะเติบโตเร็วสะท้อนถึงคุณภาพการเติบโตของธนาคาร และ ROE จะเพิ่มขึ้นเป็น 15.1% ในปี 62 สูงเป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์

    บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส เผย กำไรสุทธิในไตรมาส 4/61 จะทำจุดสูงสุดของปีนี้ จากสินเชื่อที่ขยายตัวดี และรายได้จากธุรกิจตลาดทุนที่เข้ามาเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมจากดีลไอพีโอขนาดใหญ่หลายราย ขณะที่ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ก็ทำรายได้และกำไรดี
    ขณะที่สินเชื่อยังเติบโตสูงและรวดเร็ว สวนทางกับต้นทุนการเงินที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเพราะมีลูกค้าฝากเงินออมทรัพย์และกระแสรายวันเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นเงินฝากประจำที่ให้ดอกเบี้ยสูงจะทยอยหมดอายุลง ซึ่งคาดว่าจะทำให้ต้นทุนการเงินส่วนนี้ลด อย่างไรก็ตามแม้ต้นทุนการเงินโดยรวมจะไม่ได้ลดลง แต่จะเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้
    แนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสม 97 บาท เทียบเท่ากับ P/BV ปี62 ที่ 1.7 เท่า และคาดการณ์อัตราปันผลที่ 7.2% ต่อปีในปี 61 - 62 

    ประเด็นซิกแซกสินเชื่อยานยนต์ในตลาดขณะนี้ ทำให้ตลาดเกิดความกังวลกับ KKP เพราะมีสินเชื่อยานยนต์สูง แต่นักวิเคราะห์กลับมองว่าจากเกณฑ์ IFRS 9 ที่กำลังจะบังคับใช้น่าจะทำให้ ธปท.ไม่ออกมาตรการมาคุมเข้มสินเชื่อเพิ่้มอีกเหมือนกับอสังหาฯ ขณะที่ผลการดำเนินไตรมาสสุดท้ายน่าจะออกมาดี ดังนั้นราคาหุ้นที่ร่วงมาอาจเป็นโอกาสในการจับจังหวะเข้าลงทุน







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด