หุ้นเด่นวันนี้

BEC ปีนี้พลิกกำไร..ปีต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น?

BEC ปีนี้พลิกกำไร..ปีต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น?

 

BEC เปิดแผนดันธุรกิจพลิกมีกำไรในไตรมาส 4/62 ทำให้ราคาหุ้นบวกแรงทันที แต่หากส่องแผนแล้วลึกๆ อาจมีความเสี่ยงมากกว่าที่คิด เพราะการคืนช่องจะประหยัดต้นทุน 600 - 700 ลบ./ปี และมีค่าชดเชยทำให้พลิกกำไร แต่ก็ต้องแลกกับรายได้โฆษณาที่หายไป 700 - 800 ลบ./ปี เช่นเดียวกัน ขณะที่แผนเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเป็นผู้ปั้นคอนเทนต์ยังต้องรอลุ้นว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่

 

ราคาหุ้น บมจ.บีอีซี เวิลด์ หรือ BEC วันนี้ ไต่ระดับขึ้นมาทำนิวไฮรอบเกือบ 1 เดือน ก่อนมาปิดตลาดรอบเช้าไปที่ 8.65 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท หรือ 0.58% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้น 139.87% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า

 

BEC ดำเนินธุรกิจหลัก ดังนี้ 1)การออกอากาศและสื่อโฆษณา ธุรกิจโทรทัศน์ และธุรกิจสื่อใหม่ 2) จัดหา, ผลิตรายการ เช่น รายการบันเทิง สารคดี การแสดงโชว์/คอนเสิร์ต เป็นต้น 

 

ปี 61 BEC พึ่งพารายได้จากการขายสื่อโฆษณาถึง 84.67% รายได้จากการให้ใช้ลิขสิทธิ์และบริการอื่น 10.06% รายได้จากการจัดคอนเสิร์ตและการแสดง 3.51% รายได้ขายสินค้า 0.70% รายได้อื่นๆ 1.06% 

 

ผลการดำเนินงาน BEC กำไรสุทธิปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 57 - 60 ที่ 4,414 ล้านบาท 2,982 ล้านบาท 1,218 ล้านบาท และ 61 ล้านบาทตามลำดับ ก่อนที่ปี 61 จะพลิกมาขาดทุนสุทธิ 330 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งแรกปี 62 ขาดทุนสุทธิไปแล้วถึง 231 ล้านบาท ตามสถานการณ์สื่อโฆษณาทางโทรทัศน์ที่ซบเซา และต้นทุนที่ค่อนข้างสูงจากการมีหลายใบอนุญาต

 

BEC มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปีนี้ ด้วยการตัดสินใจคืนใบอนุญาต 2 ช่องทีวีดิจิทัล เพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจจะทำให้ผลประกอบการกลับมาพลิกมีกำไรตั้งแต่ไตรมาส 4/62 ก่อนเดินหน้าเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ ทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้นมาแรงทันที

 

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ BEC ระบุว่า แนวโน้มผลประกอบการในปี 62 จะกลับมาขาดทุนลดลง หรือพลิกกลับมามีกำไรได้เล็กน้อย โดยจะกลับมาพลิกกำไรได้ในไตรมาส 4/62 จากการคืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัล 2 ช่อง ได้แก่ ช่อง 3 SD และช่อง 3 Family ให้กับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในวันที่ 1 ต.ค.ที่จะถึงนี้ ทำให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายและต้นทุนลดลง นอกจากนี้จะได้เงินชดเชยคืนกลับมาอีก 800 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ดำเนินงานต่างๆ ในบริษัทต่อไป

 

โดยแผนธุรกิจใหม่ของช่อง 3 จะไม่เน้นการเป็นสื่อที่ขายโฆษณา หรือการ Tie-in โฆษณาเพียงเท่านั้น แต่จะเน้นการกระจายรายได้ไปยังช่องทาง ทีวี ออนไลน์ และต่างประเทศ ผ่านการก้าวขึ้นเป็น Content & Entertainment Platform โดยใช้ทรัพยากรภายในช่อง 3 ที่มีความแข็งแกร่ง ทั้ง ศิลปิน ดารา และผู้จัดต่างๆ เป็นต้น 

 

พร้อมกับการทำงานร่วมกับพันธมิตรในการสร้าง Content ในรูปแบบ Co-Production เพื่อทำให้มีรูปแบบ Content ที่หลากหลาย ช่วยลดต้นทุนของบริษัท และสามารถส่งผลงานไปขายให้กับต่างประเทศได้ โดยล่าสุดได้ไปเจาะตลาดขายละครให้กับเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาด Content ใหญ่ในเอเชีย ได้แล้ว 10 เรื่อง

 

แม้การคืนใบอนุญาตจะเป็นปัจจัยบวกต่อ BEC แต่ก็อาจมีความเสี่ยงได้เหมือนกัน เพราะการประหยัดต้นทุน 600 - 700 ลบ./ปี ต้องแลกมาด้วยรายได้โฆษณาที่หายไป 700 - 800 ลบ./ปี และอนาคตก็ต้องไปลุ้นพึ่งพารายได้จากการผลิตคอนเทนต์มากขึ้น

 

บล.โนมูระ พัฒนสิน เผย ขณะนี้มองว่า BEC มีความเสี่ยงจากเรตติ้งช่อง 3HD มีแนวโน้มลดลงฉุดรายได้ค่าโฆษณาซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัท นอกจากนี้เชื่อว่าตลาดกำลังคาดหวังประโยชน์จากการคืนช่อง 3SD และ 3Family เป็นประเด็นที่ทำให้ BEC ประหยัดต้นทุนได้ราว 600 - 700 ล้านบาท/ปี มากเกินไป เนื่องจากรายได้ค่าโฆษณาจากทั้ง 2 ช่อง ทำได้รวมกันราว 700 - 800 ล้านบาท/ปี ก็จะหายไปเช่นเดียวกัน 

 

ส่วนการขายลิขสิทธิ์ละครไทยให้เคเบิลทีวีเกาหลีเป็นครั้งแรก สร้างโอกาสการขายละครเรื่องอื่น ๆ ของ BEC ให้กับทีวีเกาหลีในอนาคต อย่างไรก็ดีมูลค่าละครที่ขายครั้งนี้คาดอยู่ที่ 36 ล้านบาท อาจไม่สูงนักเมื่อเทียบกับรายได้รวมของ BEC เรายังคงคาดรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ละครในต่างประเทศปี 62 อยู่ที่ 300 ล้านบาท ใกล้เคียงกับเป้าหมายของบริษัท

 

คงคำแนะนำ "ขาย" ราคาเป้าหมาย 5 บาท

 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุแนวโน้มธุรกิจหลักยังมีปัจจัยกดดันทั้ง เม็ดเงินโฆษณาที่ทำได้เพียงทรงตัว ยังไม่มีแนวโน้มฟื้น และแนวโน้มเรทติ้งของ 3HD ลดลงต่อเนื่อง ทำให้ในระยะสั้นไตรมาส 3/62 อาจเห็นการขาดทุนต่อ QoQ ก่อนที่จะพลิกมีกำไรช่วงไตรมาส 4/62 จากการบันทึกเงินชดเชยจากการคืนช่อง ขณะที่ประเด็นการลดต้นทุนจะเริ่มเห็นผลในปี 63

 

คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ "ควรชะลอการลงทุน" ไปก่อน

 

บล.เคทีบี เผยมีมุมมองเชิงบวกเล็กน้อยต่อแผนของ BEC ในระยะยาว แม้การคืนช่อง จะส่งผลให้ไตรมาส 3/62 ขาดทุนอยู่ จากค่าใช้จ่ายพนักงานคาดอยู่ที่ 74 ล้านบาท (ชดเชย 6 เดือน เงินเดือนเฉลี่ย 80,000 บาท) แต่เชื่อมั่นว่าจะพลิกเป็นกำไรในไตรมาส 4/62 จากเม็ดเงินโฆษณาที่ปรับตัวดีขึ้น และ Amortisation ที่ปรับลดลงเหลือ 32.5 ล้านบาท และค่าใช้จ่าย Content - Operation ที่ปรับตัวลดลงประมาณ 60 ล้านบาท

 

แต่ในปี 63 BEC จะมีค่าใช้จ่ายที่ลดลงอีก ได้แก่ Amortisation ลดลง 250 ล้านบาท, MUX ลดลง 110 ล้านบาท, Operation cost ลดลง 90 ล้านบาท และ Content cost ลดลง 150 ล้านบาท ส่งผลให้ในปี 63 จะมี cost ที่ลดลงประมาณ 600 ล้านบาท จึงอาจจะปรับประมาณการกำไรปี 62 ลงจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มในไตรมาส 3/62 และเม็ดเงินโฆษณากลุ่มทีวีที่ยังฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด แต่ปรับกำไรปี 63 ขึ้น 


    
เบื้องต้นคงคำแนะนำ "ถือ" ที่ราคาเป้าหมายปี 63 ที่ 8.60 บาท อิง DCF (ไม่รวมผลกระทบจากการคืน 2 ช่อง)

 

การคืนช่อง เป็นความคิดที่ดีในการห้ามเลือดท่ามกลางภาวะเม็ดเงินโฆษณาทางโทรทัศน์ที่ยังไม่ฟื้น แต่นักลงทุนก็อาจให้ความหวังกับประเด็นคืนคลื่นจนพลิกกำไรมากเกินไป เพราะ BEC ยังต้องพิสูจน์ผลงานอีกมากหากจะลดการพึ่งพาโฆษณาที่เป็นรายได้หลักในขณะนี้ และปรับตัวไปสู่ผู้ผลิตคอนเทนต์







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด