หุ้นเด่นวันนี้

BGC เพิ่มทุนรอบนี้หวัง Synergy หรือ แค่ผลักภาระ?

BGC เพิ่มทุนรอบนี้หวัง Synergy หรือ แค่ผลักภาระ?

ราคาหุ้น BGC วันนี้ดิ่งหนักตั้งแต่เปิดตลาด ลงไปทำนิวโลว์รอบ 2 เดือน หลังประกาศเพิ่มทุนรวม 403 ล้านหุ้น ใช้ซื้อบริษัทในเครือ BG ทั้งหมด 3 แห่ง ... แม้ในความเป็นจริงราคาหุ้นควรจะไดลูทแค่ 5 - 8% แต่ดีลนี้อาจซ่อนความอันตรายไว้มากกว่านั้น ! เรามองลองแกะกันดูว่า ดีลนี้เพิ่ม Synergy หรือ แค่การผลักภาระให้นักลงทุนกันแน่ ?


*** ราคาหุ้นดิ่งนิวโลว์รอบ 2 เดือนหลังประกาศเพิ่มทุน


วันนี้ราคาหุ้น บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC เปิดตลาดดิ่งหนักทันที โดยทำจุดต่ำสุดรอบเช้าไปที่ 9.60 บาท ทำนิวโลว์ในรอบ 2 เดือนทันที หลังจากบริษัทประกาศเพิ่มทุนทั้งหมด 403 ล้านหุ้น แบ่งเป็น

1.จัดสรรก้อนแรก 245.09 ล้านหุ้น ให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (RO) อัตราส่วน 1 : 0.35294  (หุ้นเดิม : หุ้นใหม่)  ราคาจองซื้อ 10.20 บาท/หุ้น

2.จัดสรร 88.86 ล้านหุ้นรอบรับการใช้สิทธิแปลงสภาพ BGC-W1 อัตราส่วน (หุ้นเดิม : ใบสำคัญแสดงสิทธิ) 1 : 0.36256 ราคาใช้สิทธิ 7.87 บาท/หุ้น

3.เพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไป(General Mandate) จัดสรรให้กับบุคคลในวงจำกัด (PP) 69.44 ล้านหุ้น

ซึ่งก่อนหน้านี้ราคาหุ้น BGC มีพฤติกรรมผิดปกติก็คือ ราคาหุ้นเริ่มดีดขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค.63 ที่ 9.65 บาท มาแตะ 12.40 บาท (+28.49%) ในวันทำการก่อนหน้า (15 ต.ค. 63) ประเด็นนี้จึงน่าสังเกตว่าเป็นการทำราคาเพื่อการเพิ่มทุนหรือไม่?

ทั้งนี้ราคาหุ้น BGC ปิดตลาดรอบเช้าไปที่ 9.80 บาท ลดลง 2.60 บาท หรือ -20.97% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้น +982.95% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า


*** เพิ่มทุนไปซื้อบริษัทในเครือของ BG ทั้งหมด 3 แห่ง ดีลนี้ดีจริงเหรอ ?


BGC แจ้งว่าจะนำเงินเพิ่มทุนไปซื้อบริษัททั้งหมด 3 แห่ง ในสัดส่วน 100% ซึ่ง 3 บริษัทดังกล่าวอยู่ภายใต้การถือหุ้นของ บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BG ได้แก่ 1.บริษัท บางกอกบรรจุภัณฑ์ จำกัด (BVP) ปัจจุบันถือหุ้นโดย BG สัดส่วน 100% 2.บริษัท บีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (BGP) ปัจจุบันถือหุ้นโดย BG สัดส่วน 100% 3.บริษัท กบินทร์บุรีกล๊าส อินดัสทรี จำกัด (KBI) ปัจจุบันถือหุ้นโดย BG สัดส่วน 95.6%

ทีนี้ลองมาแยกกันดูว่าแต่ละบริษัทงบแสดงฐานะการเงิน และงบกำไรขาดทุนในปี 2562 เป็นอย่างไรบ้าง และ BGC ซื้อบริษัทเหล่านี้มาในราคาเท่าไหร่
 

บริษัท งบกำไรขาดทุน* งบแสดงฐานะการเงิน* D/E(เท่า) **ราคาซื้อ(ลบ.)
รายได้(ลบ.) กำไรสุทธิ(ลบ.) สินทรัพย์(ลบ.) หนี้สิน(ลบ.) ส่วนผู้ถือหุ้น(ลบ.)
BVP 732.35 -0.77 237 142 95 1.49 500
BGP 964 48.8 787 102 684 0.15 1,150
KBI 1,611 -244.28 5,592 2,968 2,624 1.13 2,328
รวม 3,307 -196.57 6,616 3,212 3,403 0.94 3,978

*ข้อมูลรวบรวมจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
**ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หากอ้างอิงจากข้อมูลผลประกอบการบริษัททั้งหมด 3 แห่งข้างต้นเข้ามาในงบ (และสมมติฐานในกรณีแย่สุดคือ 3 บริษัทข้างต้นมี Synergy กับ BGC อยู่ก่อนแล้ว) จะเท่ากับว่า BGC จะรับรู้รายได้เข้ามาเพิ่ม 3,307.35 ล้านบาทต่อปี แต่มีขาดทุนสุทธิเข้ามาเพิ่ม -196.57 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นจะเพิ่มขึ้น 3,403 ล้านบาท แต่ใช้จำนวนเงินในการซื้อทั้ง 3 บริษัท 3,978 ล้านบาท


*** ทั้ง 3 บริษัทดำเนินธุรกิจในเครือของ BG อยู่ก่อนแล้ว Synergy จะไปเกิดจากตรงไหน ?


ปัจจุบันจากทั้งหมด 3 บริษัทดังกล่าว มี 2 บริษัทที่มีที่ตั้งโรงงานอยู่ที่เดียวกับ BGC ได้แก่ BGP (ทำฝาขวด กล่องกระดาษ และขวด) และ KBI (กระจก อะลูมิเนียม สำหรับใช้ในงานก่อสร้าง) ซึ่งหากทั้ง 2 บริษัทดำเนินธุรกิจใช้วัตถุดิบร่วมกันกับโรงงานของ BGC อยู่ก่อนแล้ว การรวมงบเข้ามาเพื่อบอกว่าจะได้ Synergy (ต้นทุนการดำเนินงานถูกลง อำนาจการต่อรองสูง สามารถขยายฐานลูกค้าได้ดีขึ้น) การได้ประโยชน์จากการเป็น One Stop Service (รับผลิตครบจบทั้งขวด ฝา กล่องกระดาษในที่เดียว) อาจไม่เกิดขึ้นเพราะทั้ง 3 บริษัท (BGC BGP KBI) อาจร่วมธุรกิจกันอยู่ก่อนหน้าแล้ว


ประเด็นที่พอจะเป็นไปได้ และน่าสังเกตก็คือ ประโยชน์จากการนำกระแสเงินสดจากบริษัทที่เข้าซื้อทั้ง 3 แห่ง (รายได้รวมกันปี 62 ที่ 3,307 ล้านบาท) เพื่อไปใช้ลงทุนในธุรกิจอื่นๆ อย่างที่ BGC เคยทำ เช่น การเข้าลงทุนธุรกิจพลังงาน ที่บริษัทเคยเปิดเผยว่าต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงานให้เพิ่มขึ้นมาแตะอย่างน้อย 9 - 10% ของรายได้รวม


*** นักลงทุนควรจับตาอะไรบ้างหลังจากนี้


ในกรณีเลวร้ายสุดหากการ Synergy ไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นน้อยมาก ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือ BG เพราะเท่ากับว่าเป็นการผลักภาระบริษัทย่อยที่ขาดทุนอยู่ 2 บริษัทจากทั้งหมด 3 บริษัท มาให้ผู้ถือหุ้น BGC เข้าไปเพิ่มทุนซื้อบริษัทเข้ามาแบกรับไว้เอง และข้อสังเกตก็คือ ราคาเข้าซื้อทั้ง 3 บริษัทที่ 3,978 ล้านบาท ก็ใกล้เคียงกับส่วนของผู้ถือหุ้นของทั้ง 3 บริษัทรวมกัน 3,403 ล้านบาท สะท้อนว่า BGC แทบจะไม่ได้รวมมูลค่าจากโอกาสในการเติบโตของ 3 บริษัทนี้เอาไว้เลย


สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาต่อไปก็คือ BGC มีวิสัยทัศน์อย่างไรในการซื้อ 3 บริษัทนี้เข้ามา ทั้งทิศทางในการดำเนินธุรกิจหลังจากนี้ ? และโอกาสคืออะไร ? มีลูกค้าที่พร้อมจ่ายมากขึ้นหลังจากที่บริษัทมารวมกันเป็น One Stop Service จริงๆ หรือ ?


*** โบรกฯ มองลบแต่ยังให้ราคาเหมาะสมปี 64 ไว้ถึง 14.70 บาท


บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี  มีมุมมองเป็น "ลบ" ต่อการเพิ่มทุนดังกล่าว เนื่องจากจะทำให้เกิด Price dilution ราว -5% ถึง -8% (คิดจากราคาปิดวันที่ 15 ต.ค.63 ที่ 12.40 บาท) โดยคาดว่าจะได้รับเงินจากการเพิ่มทุน RO ประมาณ 2.5 พันล้านบาท จะส่งผลให้ Net D/E ลดลงมาอยู่ที่ 1.5 เท่า จากสิ้นไตรมาส 2/63 ที่ 2.14 เท่า ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถกู้เงินได้เพิ่มอีก 4 พันล้านบาท 


ขณะที่คาดว่า จำนวนหุ้นที่เพิ่มทุนทั้งหมดแบบรวม Warrant จะเกิด Dilution ต่อ EPS ที่ -32% (ถ้าเฉพาะ RO จะเกิด Dilution ต่อ EPS ที่ -26%)  แม้การเข้าไปซื้อหุ้น 3 บริษัท จะเป็นผลดีต่อการดำเนินงานของบริษัทในอนาคตสำหรับการขยายฐานลูกค้าและเป็นไปตามแผนบริษัทที่ต้องการเป็น One Stop Service สำหรับการทำ Packaging Solution แต่สิ่งที่กังวลคือผลประกอบการของทั้ง 3 บริษัท ที่จะมากดดันผลประกอบการ BGC 


ทั้งนี้เราประเมินกำไรสุทธิ BGC ในปี 63 ไว้ที่ 672 ล้านบาท (+31%YoY) และปี 64 ที่ 773 ล้านบาท (+15%YoY) คงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมายที่ 14.70 บาท อิง SOTP ปัจจุบัน BGC เทรดที่ PE ปี 63 ที่ 12.8 เท่า (-1SD below 5-yr average PER 15.6 เท่า)


ด้าน บทวิเคราะห์ บล.ธนชาต ระบุว่า จำนวนหุ้นที่ออกใหม่ 403.4 ล้านหุ้น จะทำให้เกิด Share Dilution ราว 37% แต่หากไม่รวมหุ้น PP จำนวน 69 ล้านหุ้น (ขอ  General Mandate ไว้) ซึ่งอาจไม่เกินขึ้นในอนาคต และคำนวณเฉพาะการจัดสรรให้ RO และการใช้สิทธิ Warrant  จะได้ Share Dilution ราว 32%


ทั้งนี้มองว่าราคาเข้าซื้อกิจการของทั้ง 3 บริษัทเป้าหมายนั้นไม่ถือว่าถูก เพราะ KBI เป็นบริษัทที่มีผลขาดทุน ซึ่ง BGC จะซื้อที่มูลค่าตามบัญชี คาดการทำธุรกรรมนี้คาดจะแล้วเสร็จ มี.ค.64 โดยประเมินเป็นความเสี่ยงต่อกำไรรวมของ BGC ในปี 64 และต้องใช้เวลาพลิกฟื้นผลการดำเนินงานของ KBI 


ฝ่ายวิเคราะห์อยู่ระหว่างทบทวนคำแนะนำการลงทุนและราคาเหมาะสม จากเดิมแนะนำ "ซื้อ" ราคาเหมาะสวม 14.50 บาท หลังจากหาประโยชน์เพิ่มเติมจากการทำงานร่วมกันของธุรกรรมนี้โดยละเอียด


สิ่งเดียวที่จะพลิกราคาหุ้นของ BGC ขึ้นมาได้ก็คือ บริษัทจะต้องสื่อสารออกมาให้ได้ว่า Synergy ของการซื้อ 3 บริษัทนี้เข้ามาคืออะไร ? แล้วจะทำให้กำไรเพิ่มขึ้นในปีไหน ? ซึ่งหากคำตอบออกมาไม่สมเหตุสมผล นักลงทุนอาจต้องหลีกเลี่ยงหุ้นตัวนี้ไปก่อน แต่หากบริษัทมีวิสัยทัศน์ที่ดีแบบนึกไม่ถึงก็ค่อยใช้จังหวะนั้นเข้าเก็บหุ้นก็ยังไม่สาย!







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด