หุ้นเด่นวันนี้

DDD ปิดฉาก Growth Stock กำไรโตไม่ทันราคาหุ้น

DDD ปิดฉาก Growth Stock กำไรโตไม่ทันราคาหุ้น

    DDD ราคาหุ้นดิ่งทำจุดต่ำสุดตั้งแต่เข้าตลาด หลังเปิดงบโค้งแรกรายได้โตแค่ 5.4% แถมยอดขายจีนยังหดต่อเนื่อง 3 ไตรมาสติดต่อกัน สะท้อนความนิยม SNAILWHITE ไม่แรงอย่างที่คาด ฟากผู้บริหารออกโรงมั่นใจยอดขายจีนเริ่มฟื้นในไตรมาส 2/61 หลังปรับปรุงสินค้าแล้วเสร็จ ขณะที่โบรกฯ ยังมองกำไรโตเด่น 39% ต่อปีใน 3 ปีข้างหน้า พร้อมแนะนำเข้าซื้อสะสมที่ราคาสูงถึง 103 - 131 บาท 

    ราคาหุ้นบมจ.ดูเดย์ดรีม(DDD) ดิ่งเหวตั้งแต่เปิดตลาด ทำจุดต่ำสุดช่วงเช้าที่ 75.50 บาท ทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เข้าซื้อขาย ก่อนปิดตลาดภาคเช้าที่ 79.50 บาท ลดลง 6.50 บาท หรือ 7.56% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้น 309.12% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า

    DDD ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายภายใต้แบรนด์ Namu Life ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ในมือได้แก่ SNAILWHITE และ Oxe'Cure โดยในงวดปี 60 มีสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า 78.8% ทำความสะอาดผิวกาย 8% ทำความสะอาดผิวหน้า 4.3%  ครีมกันแดด 3.9% บำรุงผิวกาย 3.6% ชุดของขวัญ 3.2% รายได้อื่นๆ 0.6%

    DDD เริ่มก่อตั้งธุรกิจในปี 53 หรือมีอายุราว 8 ปี เริ่มแรกรับผลิตสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการเครื่องสำอางรายอื่น (OEM) ก่อนที่จะนำความรู้ในการประกอบธุรกิจมาสร้างแบรนด์เป็นของตนเอง จนปัจจุบันบริษัทได้ตัดธุรกิจ OEM ออกไปแล้ว และนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.60 ด้วยราคา IPO ที่สูงถึง 53 บาท หรือคิดเป็น P/E 54 เท่า เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีกำไรเติบโตสูง

    ผลการดำเนินงาน DDD เติบโตก้าวกระโดดมาตั้งแต่ก่อตั้ง โดยในปี 57 - 59 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 27.5 ล้านบาท 175.7 ล้านบาท 328 ล้านบาทตามลำดับ หรือคิดเป็นกำไรโตเฉลี่ย 248.8% ต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากสินค้า SNAILWHITE ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งไม่ได้อยู่ในแผนขยายธุรกิจของบริษัทมาก่อน 

    อย่างไรก็ตามในปี 60 ซึ่งเป็นปีที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กำไรสุทธิกลับชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีกำไรสุทธิ 351.06 ล้านบาท เติบโตเพียง 7% จากปีก่อน ลดลงอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับการเติบโตในอดีต ซึ่งมีสาเหตุมาจากการใช้งบโฆษณาที่สูงมาก และยอดขายในประเทศจีนที่หดตัวต่อเนื่องในไตรมาส 3/60 - 4/60 สร้างความผิดหวังให้แก่นักลงทุน จนทำให้ราคาหุ้นกลับตัวเป็นขาลงทันทีจากจุดสูงสุด 121 บาทช่วงก่อนประกาศงบไตรมาส 4/60

    ล่าสุดราคาหุ้น DDD ดิ่งลงไปทำจุดต่ำสุดตั้งแต่เข้าซื้อขาย หลังเปิดงบไตรมาส 1/61 รายได้เติบโตเพียง 5.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สวนทางภาพลักษณ์หุ้นโกรทสต๊อก ขณะที่ยอดขายจีนที่เป็นเป้าหมายหลักของบริษัท ยังหดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน แม้กำไรสุทธิจะเติบโตถึง 79% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เป็นเพียงผลจากการคุมค่าใช้จ่ายเท่านั้น

    DDD รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/61 มีรายได้อยู่ที่ 374.3 ล้านบาท เติบโต 5.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 355.2 ล้านบาท จากยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า ทำความสะอาดผิวกาย และชุดของขวัญเติบโต ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทใช้งบการตลาดผลักดันอยู่ในขณะนั้น ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ทำความสะอาดหน้า ดูแลผิวกาย ครีมกันแดด หดตัวลง

    นอกจากนี้ยอดขายจากต่างประเทศในไตรมาส 1/61 ยังหดตัวลงมาอยู่ที่ 75.27 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกัน 3 ไตรมาส จากที่เริ่มปรับตัวลดลงตั้งแต่ไตรมาส 3/60 สะท้อนถึงความนิยมที่ลดลงแม้บริษัทจะเริ่มขายสินค้าในช่องทาง Mainstream ของจีนซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก รวมถึงการขยายจุดจำหน่ายสินค้าในจูไห่ ดิวตี้ฟรีไปแล้ว แม้บริษัทจะให้เหตุผลว่าเป็นช่วงหยุดจำหน่ายสินค้าเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐาน อย. ของจีนอยู่ก็ตาม

    อย่างไรก็ตามกำไรสุทธิไตรมาส 1/61 กลับเติบโตถึง 79% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 112.15 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุมาจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ลดลงจากการหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ในประเทศแทนการนำเข้า และการออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าแบบซอง(Sachet)ซึ่งเป็นเพียงการเพิ่มขนาดสินค้าที่มีอยู่เดิมทำให้ใช้งบการตลาดเพียงเล็กน้อย

    ด้านผู้บริหารยืนยันผลการดำเนินงานไตรมาส 2/61 จะเติบโตต่อเนื่อง จากการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ยอดขายจีนจะกลับเป็นปกติหลังจากปรับปรุงผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้นแล้ว ทำให้รายได้และผลประกอบการทั้งปีจะเป็นไปตามเป้าหมาย

    นายปิยวัชร ราชพลสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานบัญชีและการเงิน DDD เผย ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2/61 จะยังเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสแรกอีก จากการขยายตลาดในประเทศผ่านการออกสินค้าแบบซอง และส่งจำหน่ายผ่านทางร้านค้าโชห่วยโดยพันธมิตร Sino Pacific และขยายช่องทางจำหน่ายไปยังคิงส์เพสเวอร์อีก 2 สาขา จากปัจจุบัน 4 สาขา

    ขณะที่ยอดขายในจีนเชื่อว่าจะกลับมาเติบโตเป็นปกติได้ภายในไตรมาส 2/61 เป็นต้นไป และทั้งปีจะมียอดขายจากจีนอยู่ที่ 650 - 700 ล้านบาท เนื่องจากสาเหตุที่ยอดขายจีนชะลอตัวลงมาจากบริษัทได้นำสินค้ากลับมาปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน China Food and Drug Administration (CFDA) ของจีน

    ซึ่งจากแผนทั้งหมดจะทำให้รายได้ปีนี่เติบโต 30% จากปีก่อน และมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 23% ตามเป้าหมาย นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการเข้าซื้อแบรนด์เวชสำอางอีก 1 รายในปีนี้ สำหรับราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้อง และที่ผ่านมานักลงทุนสถาบันยังให้ความสนใจต่อเนื่อง

    ขณะที่นักวิเคราะห์มองผลประกอบการไตรมาส 1/61 ดีตามคาด และแนวโน้มที่เหลือของปีจะยังดีต่อเนื่อง จากยอดขายจีนที่จะกลับมาฟื้น แม้ไตรมาส 2/61 อาจทรงตัว หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามฐานที่สูงในปีก่อน โดยคาดว่ากำไรสุทธิปีนี้จะอยู่ที่ 573 - 622 ล้านบาท และจะเติบโตที่ 39% ต่อปีไปอีก 3 ปีข้างหน้า พร้อมแนะเป็นจังหวะเข้าสะสมหุ้นให้ราคาเป้าหมายถึง 103 - 131 บาท

    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เผยกำไรสุทธิไตรมาส 1/61 ดีตามคาดจากอัตรากำไรขั้นต้นที่โตเด่นจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ และค่าใช้จ่ายโฆษณาที่ลดลง แต่ยอดขายกลับเพิ่มขึ้นเพียง 5% น้อยกว่าที่คาด

    ทั้งนี้มองว่ากำไรจะยังเติบโตดีต่อเนื่องหลังจากปรับปรุงผลิตภัณฑ์สำหรับขายในจีนเสร็จสิ้น ซึ่งจะส่งผลให้ยอดขายในจีนฟื้นตัว ขณะที่ยอดขายในประเทศจะเริ่มได้รับผลจากการออกสินค้าใหม่ ขยายช่องทางการขายร่วมกับ Sino-Pacific และนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น

    แนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 131 บาท คาดกำไรปีนี้โต 62% แตะ 573 ล้านบาท และเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 39% ต่อปีอีก 3 ปีข้างหน้า จากการส่งออกจีนมีโอกาสเติบโตสูง

    บล.เคทีบี เผยผลประกอบการโตโดดเด่นตามคาดทำให้คงประมาณการกำไรสุทธิในปี 61 ไว้ที่ 622 ล้านบาท โต 77.2% หนุนจากยอดขายที่เติบโตทุกช่องทางทั้งในและต่างประเทศ และยอดขายต่างประเทศจะกลับมาโตเด่นตั้งแต่ไตรมาส 2/61 เป็นต้นไป หลังได้ CFDA ทำให้ขายผ่านตลาด Mainstream ได้ ขณะที่ยอดขายผ่าน จูไห่ ดิวตี้ฟรี จะโตต่อเนื่อง และมีรายได้เข้ามาจากแบรนด์ Oxe'Cure ราว 100 ล้านบาท

    ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรคาด Utilization rate ในปีนี้จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 67% จากปีก่อน 55% ซึ่งจะช่วยหนุนมาร์จิ้นเพิ่มขึ้น ประกอบกับSG&A to Total Sales ที่ปรับตัวลดลงจากการออกสินค้าใหม่เพียง 4 SKUs และปรับเพิ่มขนาดของผลิตภัณฑ์เดิมเพิ่มอีก 4 SKUs นอกจากนี้จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศเข้ามาด้วย 

    แนะนำ "เข้าซื้อสะสม" ที่ราคา 125 บาท อิงวิธี DCF จากแผนการลงทุนขยายตลาดที่ดี 

    บล.บัวหลวง เผย กำไรสุทธิทำได้ต่ำกว่าประมาณการ 4% แม้อัตรากำไรขั้นต้นจะสูงแต่ไม่สามารถเข้ามาทดแทนผลกระทบจากยอดขายที่เติบโตต่ำกว่าคาดได้ แม้ในไตรมาส 1/61 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก และบริษัทได้เข้าเพิ่มจุดขายใน King Power รวมถึงออกผลิตภัณฑ์รูปแบบซองมาแล้วก็ตาม

    ซึ่งในกำไรไตรมาส 2/61 เชื่อว่าจะเติบโตต่อจากไตรมาสแรก จากคำสั่งซื้อในจีนที่จะกลับมาเป็นปกติ ทดแทนยอดขายในประเทศที่ชะลอตัวลงจากปัจจัยทางด้านฤดูกาล แต่จากฐานยอดขายที่สูงในไตรมาส 2/60 อาจจะทำให้กำไรในไตรมาส 2/61 ทรงตัวหรือเพิ่มได้เพียงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนเท่านั้น ซึ่งค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะเป็นตัวแปรสำคัญของผลประกอบการในไตรมาสนี้ ส่วนกำไรสุทธิทั้งปีคาดอยู่ที่ 583 ล้านบาท

    แนะนำ "เป็นโอกาสเข้าสะสม" จากยอดขายที่เติบโตต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ น่าจะทำให้ราคาหุ้นปรับลดลงในระยะสั้น และเชื่อว่ายอดขายจะเติบโตดีในช่วงที่เหลือของปี

    ส่องรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่หลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เทียบรายชื่อล่าสุดปิดสมุดทะเบียนวันที่ 12 มี.ค. 61 พบว่านักลงทุนรายใหญ่หายไปถึง 3 ราย ขณะที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่เข้ามา 2 ราย หนึ่งในนั้นคือกองทุนบัวหลวง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ บล.บัวหลวงที่เป็น FA และ อันเดอร์ไรท์ อีกทั้งพบว่า นางสรัญญา งามไพบูลย์สมบัติ ที่เดิมมีสัดส่วนถือหุ้น 7.05%  ล่าสุดเหลือเพียง 3.88% 

โดยนักลงทุนที่หายไปจากรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่มีดังนี้
1.Morgan Stanley                       เดิมมีสัดส่วนถือหุ้น 0.86%
2.ปรินทร์ โลจนะโกสินทร์            เดิมมีสัดส่วนถือหุ้น 0.85%    
3.บุญชัย ลิ่มอติบูลย์                    เดิมมีสัดส่วนถือหุ้น 0.63%

ขณะที่มีผูัถือหุ้นใหญ่รายใหม่ คือ 
นายประชา ดำรงค์สุทธิพงศ์                             สัดส่วนถือหุ้น 2.96%
น.ส.สรัญญา วรวงศ์วสุ                                     สัดส่วนถือหุ้น 0.70%
กองทุนบัวหลวงปัจจัย 4 หุ้นระยะยาวปันผล    สัดส่วนถือหุ้น 0.59%

    ราคาหุ้น DDD ร่วงลงเกือบ 35% จากจุดสูงสุดตลอดกาล 121 บาท เมื่อเดือน ก.พ. 61 ที่ผ่านมา ในขณะที่นักวิเคราะห์ยังมีมุมมองบวกต่อผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีข้างหน้า แต่หุ้นที่ยังถูกเทขายอย่างต่อเนื่องอาจเป็นการสะท้อนมุมมองของนักลงทุน หลังจากเห็นสัญญาณการชะลอตัวของยอดขายจากจีนซึ่งเป็นความหวังการเติบโตของบริษัท ซึ่งคงต้องจับตาว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้จะสามารถสร้างผลงานให้กลับมาประทับใจได้หรือไม่







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด