หุ้นฮ็อต

| 7 ธันวาคม 2560 | 13:05

ไขปริศนาพบ 2 เหตุผล ที่ทำให้หุ้น THG หลุดจอง

    รายย่อยขวัญกระเจิง หุ้นโรงพยาบาล THG เปิดเทรดต่ำจอง ทั้งที่อยู่ในธุรกิจดาวรุ่ง ตรวจสอบพบ 2 สาเหตุหลักทั้งตั้งราคาแพง P/E สูงลิ่ว แถมยังมีคนได้หุ้นก่อนขาย IPO ต้นทุนต่ำ ที่ไม่ติด ไซเรนท์ พีเรียด อีกเพียบ
    
    นับเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เมื่อหุ้น บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ THG หรือที่รู้จักกันในนาม "โรงพยาบาลธนบุรี" ของ "หมอบุญ วนาสิน" ซึ่งเข้าเทรดวันนี้ (7 ธ.ค.) เป็นวันแรก เปิดการซื้อขายต่ำกว่าราคาจอง ทั้งที่เป็นหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลซึ่งถือเป็นธุรกิจดาวรุ่ง
    ราคาหุ้น THG เปิดการซื้อขายที่ 36.75 บาท จากราคา IPO 38 บาท หรือต่ำกว่าจอง 3.29% จากนั้นมีแรงขายส่งผลให้ราคาหุ้นลดลงแตะระดับต่ำสุดที่ 36.50 บาท และสูงสุดที่ 38.50 บาท สูงกว่าจองเพียงเล็กน้อย ก่อนปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ 37.50 บาท ต่ำกว่าจอง 1.32% มูลค่าการซื้อขายอันดับ 1 ที่ 1,457 ล้านบาท ขณะที่มีจำนวนหุ้นที่ซื้อขายเพียง 39 ล้านหุ้น ถือว่าต่ำมากเทียบกับจำนวนหุ้น IPO ที่ 85 ล้านหุ้น
    THG ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย ได้แก่ โรงพยาบาลธนบุรี ,โรงพยาบาลธนบุรี 2 ,โรงพยาบาลราษฎร์ยินดี (จ.สงขลา) ,โรงพยาบาลอุบลรักษ์ (จ.อุบลราชธานี) และโรงพยาบาลสิริเวช (จ.จันทบุรี)
    นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจโรงพยาบาลในต่างประเทศที่จีน ผ่านบริษัทร่วมทุนถือหุ้น 58% ชื่อโรงพยาบาล "Welly" ขนาด 150 เตียง ตั้งอยู่ที่เมืองเวยไห่ เพิ่งเปิดให้บริการ Q2/59 ปัจจุบันยังไม่มีผลกำไร และประเทศเมียนมา ร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่น 10% (อยู่ระหว่างเพิ่มสัดส่วนเป็น 40%) ก่อสร้างโรงพยาบาลขนาด 200 เตียงชื่อ "Ar Yu International Hospital" อยู่ที่เมืองย่างกุ้ง คาดเปิดบริการ Q2/61
    THG ถือหุ้นใหญ่โดย "กลุ่มครอบครัววนาสิน" 31.47% ภายหลังการขายไอพีโอจะมีสัดส่วนหุ้นลดเหลือ 28.33% โดยมีนายแพทย์บุญ วนาสิน ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการ
    THG เพิ่งขาย IPO จำนวน 85 ล้านหุ้น ที่ราคา 38 บาท โดยมีจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลัง IPO (Fully Diluted) 849.08 ล้านหุ้น
    ผลการดำเนินงาน THG ปี 57-59 มีรายได้รวม 5,514.72 ล้านบาท 5,786.67 ล้านบาท 6,228.67 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยในช่วง 3 ปีเท่ากับ 6.28% โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ในประเทศ 
    ส่วนกำไรสุทธิปี 57-59 อยู่ที่ 538.24 ล้านบาท และ 551.83 ล้านบาท และ 511.15 ล้านบาท ตามลำดับ โดยกำไรปี 59 ลดลง เพราะขาดทุนจากกิจการร่วมค้าในต่างประเทศ 88.62 ล้านบท เนื่องจากอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเปิดบริการ แต่หากไม่ขาดทุนดังกล่าวจะมีกำไรสุทธิ 599.77 ล้านบาท
    ขณะที่รายได้รวมงวด 9 เดือนปี 60 อยู่ที่ 4,874.14 ล้านบาท เติบโต 4.57% YoY แต่กำไรสุทธิลดลง 2.22% YoY มาอยู่ที่ 396.04 ล้านบาทจาก 405.05 ล้านบาท เนื่องจากขาดทุนจากกิจการร่วมค้าในต่างประเทศเช่นกัน
    ตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้หุ้น THG เปิดการซื้อขายต่ำกว่าราคาจอง พบว่ามี 2 เหตุผลหลักๆ คือ ตั้งราคาแพง และ มีกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมที่ได้หุ้นต้นทุนต่ำ แถมไม่ติดไซเรนท์ พีเรียดขายทำกำไรออกมา
    THG ระบุในแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ว่าราคาไอพีโอ 38 บาท คิดจากกำไร 4 ไตรมาสล่าสุด (1 ต.ค.59- 30 ก.ย.60) เท่ากับ 516.40 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดจำนวน 849.08 ล้านหุ้น (Fully Diluted) จะได้กำไรต่อหุ้น 0.61 บาท และได้ P/E Ratio ประมาณ 62.48 เท่า เปรียบเทียบ P/E กลุ่มมีค่าเฉลี่ย 40.22 เท่า (CHG/ RAM/ VIBHA/ SVH/ BCH/ BH/ BDMS)
    นอกจากนี้ในปี 2557 บริษัทฯ ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งหมดจำนวน 7,700,000 มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท (หรือ 77 ล้านหุ้นที่พาร์ 1 บาท) 
    โดยจัดสรรจำนวน 2,500,000 หุ้น (หรือ 25 ล้านหุ้นที่พาร์ 1 บาท) ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ตามสัดส่วน (Right Offering) ในอัตราส่วน 24:1 ที่ราคาหุ้นละ 120 บาท (หรือ 12 บาท ที่พาร์ 1 บาท) และจัดสรรให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) จำนวน 5,200,000 หุ้น (หรือ 52 ล้านหุ้น ที่พาร์ 1 บาท) ที่ราคาหุ้นละ 175 บาท (หรือ 17.5 บาท ที่พาร์ 1 บาท)
    และในปี 2558 บริษัทฯ ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 87,080,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ตามสัดส่วน (Right Offering) และให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) โดยจัดสรรจำนวน 27,080,000 หุ้น ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ตามสัดส่วน (Right Offering) ในอัตราส่วน 25:1 ที่ราคาหุ้นละ 25 บาท และจัดสรรให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) จำนวน 60,000,000 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 25 บาท
    ในไฟลิ่งระบุว่า หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่บริษัทฯ ได้ออกเพิ่มทุนไปเมื่อปี 2557 และ 2558 ให้กับผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ และบุคคลในวงจำกัด อาจมีผลกระทบต่อราคาของหุ้นสามัญของบริษัทฯ เมื่อเข้าซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว 
    อย่างไรก็ตาม หุ้นที่จัดสรรให้แก่บุคคลในวงจำกัดในปี 2558 บางส่วนจะถูกนำมาติด silent period เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ หุ้นจำนวนนี้จึงมีผลกระทบจำกัดต่อราคาตลาดของหุ้นของบริษัทฯ เมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว
    สอดคล้องกับผู้บริหาร THG ที่ยอมรับว่า สาเหตุที่หุ้นต่ำกว่าจอง เพราะมีผู้ถือหุ้นรายย่อยเดิมที่ต้นทุนต่ำขายทำกำไร รวมทั้งความกังวล P/E สูง แต่ต้องการให้นักลงทุนมองการเติบโตในระยะยาว 
    นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THG เปิดเผยหลังหุ้นเข้าทเรดว่า ราคาหุ้นเปิดเทรดวันแรกของบริษัทต่ำจอง เนื่องจากผู้ถือหุ้นรายย่อยเดิมของบริษัทที่มีต้นทุนต่ำขายทำกำไรออกมาบ้าง   และ นักลงทุนอาจมองว่าหุ้นของบริษัท มี P/E ที่สูงเพราะ ปีนี้บริษัทมีการลงทุนก่อสร้างโครงการใหม่ที่สูง 5-6 โครงการ จึงทำให้มีค่าเสื่อมทำให้กระทบกับกำไรของริษัท 
    แต่ต้องการให้นักลงทุนมองระยะยาว  เพราะ ธุรกิจการแพทย์นั้นมีโอกาสที่เติบโตในอนาคต  และบริษัทมีแผนขยายการเติบโตในต่างประเทศมากขึ้น เพราะ มีโอกาสเติบโตสูงกว่าในประเทศ  ซึ่งประเทศสนใจ เช่น  จีน เวียดนาม ลาว เมียนมา ตะวันออกกลาง ฯลฯ  และบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 40  % ของกำไรสุทธิ 
    สำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ ให้ราคาเหมาะสม THG ปีหน้าสูงสุดที่ 47 บาท จากธุรกิจการแพทย์ที่มีแนวโน้มเติบโต แต่ก็มีความเห็นว่าราคา IPO ที่ 38 บาทมี P/E ค่อนข้างสูง
    บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า  เรามอง THG กำลังอยู่ในช่วงของการเติบโตครั้งใหญ่ คาดกำไรสุทธิปี 2018-2020 โตเฉลี่ย 47.5% ต่อปี (CAGR) ได้รับอานิสงส์จากความต้องการบริการทางการแพทย์ที่ยังเป็นขาขึ้น แรงหนุนจากธุรกิจรับจ้างเหมาบริหารทางการแพทย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนโครงการใหม่ๆที่จะทะยอยแล้วเสร็จ ซึ่งเรามองว่าสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดีและเป็นประโยชน์ต่อ THG ในแง่ของ Capacity ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ประเมินราคาเหมาะสมปี 2018 ได้เท่ากับ 47 บาท (FSS เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO ของ THG)
    บล.ทิสโก้ ประเมินมูลค่าที่เหมาะสม THG เบื้องต้นที่ 38 – 40 บาทอ้างอิง PER ที่ 45 – 48 เท่าสำหรับปี 2018F
    ธุรกิจรักษาพยาบาลมีแผนที่จะขยายกำลังการให้บริการของโรงพยาบาลธนบุรี และธนบุรี 2 สำหรับโรงพยาบาลธนบุรีมีแผนที่จะ 1) สร้างอาคารจอดรถขนาด 10 ชั้นโดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 2561 และเปิดให้บริการปี 2563 2) สร้างอาคารผู้ป่วยนอกขนาด 8 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 1.49 หมื่นตารางเมตรและมี 50 ห้องตรวจโดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 2561 และเปิดให้บริการ 25 ห้องในปี 2563 และอีก 25 ห้อง
    ในปี 2564 สำหรับโรงพยาบาลธนบุรี 2 มีแผนที่จะ 1) สร้างอาคารผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในขนาด 3 ชั้นแบ่งเป็นห้องตรวจ 15 ห้องและเตียงผู้ป่วยใน 52 เตียงเริ่มก่อสร้างในปี 2561 และเสร็จในปี 2563 ด้านธุรกิจศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพธนบุรีจะเปิดให้บริการโรงพยาบาลศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพธนบุรีโดยมีจำนวนเตียงให้บริการทั้งสิ้น 144 เตียงและจะเปิดให้บริการเฟสแรกในปี 2561 จำนวน 59 เตียง
    เราประเมินมูลค่าที่เหมาะสมเบื้องต้นของ THG ที่ 38 – 40 บาทอ้างอิง PER ที่ 45 – 48 เท่าสำหรับปี 2018F แม้จะมีอัพไซด์ในอนาคตจากการเปิดโรงพยาบาลที่เมียนมาร์และถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 40% (ขนาด 200 เตียง) และศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยที่ทยอยเปิดดำเนินงานในปี 2561 ซึ่งเราคาดว่าการดำเนินงานของโรงพยาบาลใหม่ในระยะแรกน่าจะกดดันผลประกอบการของโรงพยาบาลในช่วงแรก
    บล.เอเซียพลัส ระบุหุ้น IPO ของ THG เข้าเทรดด้วย PER สูง 62 เท่าปีนี้ แต่จะลดลงต่ำกว่า 50 เท่าในปี 2561
    THG ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเป็นธุรกิจหลัก ในประเทศมีทั้งหมด 5 แห่ง รวม 833 เตียง และยังมีเครือข่ายโรงพยาบาลอีก 17 แห่งทั่วประเทศ (แต่ละแห่งถือหุ้นไม่เกิน 20%) ฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ป่วยเงินสดและคู่สัญญา (บริษัทต่างๆ และบริษัทประกันสุขภาพ) นอกจากนี้ยังลงทุนในจีน โดยมีพันธมิตรท้องถิ่นให้บริการตั้งปี 2559 (เน้นเงินสดและประกันสังคมฯ )และ จะเปิดเพิ่มที่ เมียนมาร์ราว 2Q61 คาดว่าที่จีนจะสร้างรายได้เต็มที่ในปี 2560 
    งวด 9M60 มีรายได้ 4,874 ล้านบาท และทำกำไรได้ 396 ล้านบาท มีอัตรากำไรสุทธิ 8.1% ต่ำกว่าคู่เทียบที่มีขนาดใกล้เคียงกันอย่าง BCH และ CHG ที่เท่ากับ 12.1-15.4% ตามลำดับ ทั้งนี้แม้ว่าจะผู้ป่วยเงินสด น่าจะเป็นเพราะต้นทุนการเงินที่สูงกว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาด (D/E 1.2 เท่า ณ 3Q60 ) และ ยังขาดทุนจากการทำธุรกิจโรงยาบาลในจีน 
    ขณะที่วัตถุประสงค์ของการขายหุ้น IPO จำนวน 85 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 38 บาท เพื่อนำไปใช้หนี้คืนเดิม 2,000-2,500 ล้านบาท ซึ่งได้กู้ยืมสำหรับทำโครงการต่างๆ มาก่อนหน้านี้แล้ว และเป็นหมุนเวียนในกิจการอีก 700-1,200 ล้านบาท
    บล.โนมูระ พัฒนสิน ให้ราคาเป้าหมาย 45.00 บาท สะท้อน PE ปี 19F ที่ 37.5 เท่า ใกล้เคียง +1.0SD PE เฉลี่ย 7 ปี เรา re-rating PE สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ เนื่องจากมองว่า THG มีจุดเด่นโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ทำให้มีโอกาสเติบโตทั้งธุรกิจ Hospital และ Non hospital โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 19F จะเติบโต 78% เด่นสุดในกลุ่มฯ มีปัจจัยบวกจาก 2 โครงการใหญ่เริ่มเก็บเกี่ยวประโยชน์ ส่งผลให้ EBITDA margin ดีขึ้นจาก 15.6% ในปี 18F เป็น 19.1% ในปี 19F เราคาดว่า EBITDA margin ของ THG มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นดีกว่า BDMS

    ที่น่าสังเกตคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ THG กลับไม่ระบุถึงความเสี่ยงเรื่องมีผู้ถือหุ้นต้นทุนต่ำเพียง 12-25 บาท ซึ่งมีจำนวนมากถึง 164 ล้านหุ้น หรือเกือบ 20% ของหุ้นทั้งหมด และส่วนใหญ่ ไม่ติด "ไซเรนท์ พีเรียด" ในข้อมูลสรุปหน้าแรกของไฟลิ่ง แต่กลับไปซ่อนอยู่ในข้อ 3.3.3  ความเสี่ยงจากการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ดังนั้นการบอกให้นักลงทุนมองถึงอนาคตของบริษัทฯ ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ว่าจะเชื่อหรือไม่!!

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด