หุ้นเด่นวันนี้

STGT กำไรแตะจุดสูงสุด..จับตาปีหน้าขาลงมาเยือน!

STGT กำไรแตะจุดสูงสุด..จับตาปีหน้าขาลงมาเยือน!

STGT วอลุ่มซื้อขายหนาแน่น ปิดเที่ยงบวก 1.85% รับอานิสงส์สหรัฐฯสั่งแบน Top Glove คาดหนุนปริมาณ - ราคาขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่โบรกฯมอง Q1/64 กำไรยังเดินหน้าทำนิวไฮต่อเนื่อง มองปี 64 เป็นจุดสูงสุดของ STGT แต่พอเข้าปี 65 มีความเสี่ยงกำไรหดตัวแรง หลังการแพร่ระบาดโควิด-19 คลี่คลาย ฉุดความต้องการถุงมือยางลดลง
 

*** ปิดเที่ยงบวก 1.85% รับอานิสงส์สหรัฐฯสั่งแบน Top Glove 
 

ราคาหุ้น บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ช่วงเช้าวันนี้ (31 มี.ค.64) ดีดขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ราคา 41.75 บาท ก่อนปิดซื้อขายภาคเช้าด้วยราคา 41.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.85% มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น 311.06% จาก 5 วันทำการก่อนหน้า 

โดยสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น STGT ปิดซื้อขายช่วงเช้าในแดนบวก ด้วยปริมาณการซื้อขายหนาแน่น เนื่องจากกำลังได้รับปัจจัยหนุน หลังสหรัฐฯประกาศแบนการนำเข้าถุงมือยาง จากบริษัท Top Glove ของประเทศมาเลเซีย เนื่องจากใช้แรงงานผิดกฎหมาย ซึ่ง Top Glove และผู้ประกอบการถุงมือยางรายใหญ่ในมาเลเซีย มีปัญหาเรื่องการใช้แรงงานผิดกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง
 

*** แบน Top Glove เป็นประโยชน์ต่อ STGT อย่างไร?
 

ผู้บริหาร STGT เปิดเผยว่า ประเด็นสหรัฐฯแบนการนำเข้าถุงมือยางจาก Top Glove จะส่งผลบวกต่อบริษัทฯตั้งแต่ไตรมาส 2/64 เป็นต้นไป โดยคาดจะมีปริมาณคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น จากส่วนแบ่งตลาดเดิมที่เคยเป็นของ  Top Glove ราว 5.4 หมื่นล้านบาท 

ขณะที่ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า ประเด็นดังกล่าวจะส่งผลดีต่อ STGT ในแง่ราคาขายต่อชิ้นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยต่อชิ้น ที่ตลาดมีความกังวลว่าจะลดลงในช่วงครึ่งปีหลังอาจยังไม่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ในช่วงกลางปี STGT จะออกสินค้าใหม่ คือถุงมือยางธรรมชาติสำหรับผู้ที่แพ้แป้ง คาดว่าจะช่วยตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศสหรัฐฯ และทวีปยุโรป ได้เป็นอย่างดี โดยถุงมือยางดังกล่าว เป็นสินค้าพรี่เมี่ยม จึงมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในระดับสูง

สอดคล้องกับ บล.เอเซีย พลัส ที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประเด็นดังกล่าว ส่งผลบวกทางอ้อมต่อ STGT เพราะจะทำให้ปัญหาถุงมือยางขาดแคลนรุนแรงขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มราคาขายถุงมือยางของ STGT ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และมีโอกาสปรับราคาขายถุงมือยางเพิ่มขึ้นในอนาคตได้ นอกจากนี้ ลูกค้าในสหรัฐฯ ก็มีโอกาสหันมาซื้อถุงมือยางของ STGT เพิ่มขึ้นอีกด้วย 
 

*** กำไร Q1/64 เดินหน้าทำนิวไฮต่อเนื่อง
 

บล.เอเซีย พลัส ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 1/64 ของ STGT ยังเดินหน้าทำนิวไฮต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนจากปัญหาการขาดแคลนถุงมือยางตั้งแต่ต้นปี ประกอบกับ การกลับมาแพร่ระบาดโควิด-19 ในทวีปยุโรป ที่หลายประเทศยังมีสถานการณ์รุนแรง ซึ่งทำให้ปีนี้ STGT มีโอกาสปรับราคาขายขึ้นได้มากถึง 38.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับราคาขายถุงมือยางของ STGT ไว้อย่างน่าสนใจ โดยในช่วงไตรมาส 1/64 ราคาขายถุงมือยางของของ STGT ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการขาดแคลนสินค้า
 

*** โควิดระลอกสอง หนุนการเติบโตระยะสั้นสดใส
 

สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลก ในหลายประเทศยังไม่คลี่คลาย สะท้อนจากประเทศฝรั่งเศส ประกาศล็อกดาวน์กรุงปารีส และแคว้นอื่นๆ อีกหลายแห่งเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ขณะที่ประเทศอังกฤษ ชะลอแผนฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเดือนเม.ย.64 เพราะประสบปัญหาด้านการขนส่งวัคซีนแอสตราเซเนกา จากประเทศอินเดีย และจำเป็นต้องทดสอบความเสถียรของวัคซีนจำนวน 1.7 ล้านโดส เสียก่อน

โดย บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) มีมุมมองต่อประเด็นดังกล่าวว่า จะส่งผลให้ความต้องการใช้สินค้า และผลิตภัณฑ์สุขอนามัยในปี 64 อยู่ในระดับสูงต่อไป ซึ่งเป็นปัจจัยบวกกับ STGT ที่ขยายกำลังการผลิตถุงมือยางต่อเนื่อง (บริษัทฯมีแผนทยอยขยายกำลังการผลิตจาก 3.2 หมื่นล้านชิ้น/ปี ในสิ้นปี 63 เป็น 1 แสนล้านชิ้นในปี 69) นอกจากนี้ STGT ยังมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าถึงปี 66 แล้ว

สอดคล้องกับ บล.เอเซีย พลัส ที่ประเมินกำไรสุทธิปี 64 ของ STGT ไว้ที่ 2.48 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 72.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลกที่ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลให้ความต้องการใช้ถุงมือยางยังอยู่ในระดับสูงต่อไปทั้งปี 
 

*** อีก 1 จุดเด่นของปีนี้ คือปันผลสูง
 

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า STGT ประกาศเปลี่ยนนโยบายการจ่ายเงินปันผลใหม่เป็นจ่ายทุกไตรมาส ซึ่งทั้งปี 64 คาดว่า STGT จะจ่ายเงินปันผลรวมทั้งหมด 4.47 บาท/หุ้น หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) ที่สูงถึงระดับ 11%

เช่นเดียวกับ บล.เอเซีย พลัส ที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ราคาหุ้น STGT ณ ปัจจุบัน มีค่า PER ปี 64 เพียง 4 เท่า พร้อมการจ่ายเงินปันผล ที่คาดจะให้ Dividend Yield ที่มากกว่าระดับ 10% ซึ่งเป็นอีก 1 จุดเด่นในปีนี้ของ STGT 
 

*** แต่ระยะยาวมีความเสี่ยงกำไรหดตัวแรง 
 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า ผู้ประกอบการถุงมือยางรายใหญ่ในประเทศจีน อย่าง Into และ Blue Sail กำลังเร่งขยายกำลังการผลิตอย่างรวดเร็วใน 2 ปีนี้ อีกทั้งยังโฟกัสไปที่ถุงมือยางทางการแพทย์ (medical grade) ซึ่งเป็นตลาดหลักของผู้ประกอบการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 66 Into คาดว่าจะมีกำลังการผลิตถุงมือยาง 1.73 แสนล้านชิ้น/ปี เป็นรองเพียง Top Glove ที่มีกำลังการผลิต 1.75 แสนล้านชิ้น/ปี 

ขณะที่ Blue Sail จะเป็นผู้ผลิตถุงมือยางอันดับ 3 ของโลก จากกำลังการผลิต 8 หมื่นล้านชิ้น/ปี ส่วน STGT ยังรั้งอันดับ 4 ของโลก ที่กำลังการผลิต 6.5 หมื่นล้านชิ้น/ปี แต่อุปสงค์ถุงมือยาง Latex และ Nitrile ในปี 65 จะลดลง 10% และ 20% ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งภาวะอุปทานส่วนเกินคาดจะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 66 เป็นต้นไป

จากแนวโน้มดังกล่าว จึงปรับประมาณการสมมติฐานราคาถุงมือยางเฉลี่ยในปี 66 ลดลงจากเดิมที่คาดหดตัว 10% เป็นหดตัว 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ประมาณการกำไรปี 66 ถูกปรับลดลงจากเดิม 14.6% และมองว่าปี 64 จะเป็นปีที่ผลประกอบการของ STGT ทำจุดสูงสุด และจากนั้นจะค่อยๆปรับตัวลดลงตามภาวะดังกล่าว

สอดคล้องกับ ประมาณการของ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ที่ประเมินกำไรสุทธิปี 64 ของ STGT ไว้ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล (All Time High) ก่อนที่ปี 65 กำไรสุทธิของ STGT จะปรับตัวลงสู่ระดับ 1.7 หมื่นล้านบาท ลดลง 32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
 

*** โบรกฯ ส่วนใหญ่แนะนำ"ซื้อ"
 

จากการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำ"ซื้อ" เนื่องจากมองว่าผลประกอบการในระยะสั้นของ STGT ยังเติบโตได้อย่างโดดเด่น จากราคาขายถุงมือยางที่ปรับตัวขึ้นราว 20% จากไตรมาสก่อน และยังมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายการจ่ายเงินปันผลใหม่ที่จะจ่ายทุกไตรมาส และยังสามารถคาดหวัง Dividend Yield ในระดับสูงได้อีกด้วย

บล. คำแนะนำ   ราคาเหมาะสม (บ.)
เอเซีย พลัส ซื้อ     65.00
ดีบีเอสฯ ซื้อ     55.00
หยวนต้า  ซื้อ     53.00
เมย์แบงก์ฯ  ซื้อ     49.25
ราคาเฉลี่ย  55.56

การเติบโตของ STGT ในปีนี้ ถูกฉายภาพออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม จากปริมาณคำสั่งซื้อที่เต็มตลอดทั้งปี ประกอบกับ ราคาถุงมือยางที่ยังอยู่ในระดับสูง จนปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จตั้งแต่ปี 63-64 มีสาเหตุหลักจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งความท้าทายของ STGT คือ จะสามารถประคองกำไรให้อยู่ในระดับสูงเหมือนในปี 63 และ ปี 64 ที่นักวิเคราะห์คาดว่าเป็นจุดสูงสุดของบริษัทฯได้อย่างไร เมื่อการแพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลกจบลง....







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด