สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

หุ้นฮ็อต

| 26 มิถุนายน 2561 | 09:18

TOP จบขาลงตรงไหน โบรกฯ มองกำไรโค้ง 2 ยังอ่อนตัว

TOP จบขาลงตรงไหน โบรกฯ มองกำไรโค้ง 2 ยังอ่อนตัว

           TOP ร่วงต่อเนื่องเกือบ 30% หลังแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/61 วูบ ตามค่าการกลั่นที่อ่อนตัว ด้านนักวิเคราะห์ประสานเสียงราคาหุ้นปรับตัวลงมากเกินไป

           ราคาหุ้น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ล่าสุดลดลงมาต่ำกว่า 80 บาท ปรับตัวลดลงราว 27% จากช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากการผลประกอบการที่มีแนวโน้มจะอ่อนตัว 2 ไตรมาสติดต่อกัน
           TOP ประกอบธุรกิจการกลั่น และจำหน่ายนํ้ามันปิโตรเลียมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน 
           นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่งทางเรือและทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด เป็นต้น
           ไตรมาส 1/61 ที่ผ่านมา กำไรสุทธิของ TOP ลดลง 20% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ทำได้ 5.6 พันล้านบาท เป็นผลจากกำไรสต๊อกน้ำมันที่ลดลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน รวมทั้งค่าการกลั่นตลาดลดลงจาก 6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาเป็น 5.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากมองเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสแรกอยู่ที่ 4.04 พันล้านบาท อ่อนตัวลงถึง 26% จากปีก่อน
           ส่วนแนวโน้มในไตรมาส 2/61 มีโอกาสจะอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าถูกกดดันจากค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง แต่อย่างไรก็ตาม มองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาแรงน่าจะเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อ
           บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า กำไรจากการดำเนินงานจะถูกกดดันจากค่าการกลั่น และส่วนต่างอะโรเมติกส์ที่อ่อนตัวลง คาดกำไรจากการดำเนินงาน 3.19 พันล้านบาท ลดลง 30.5% จากปีก่อน ทั้งนี้ค่าการกลั่นตลาดน่าจะหดตัวลง 19.7% จากปีก่อน เป็น 6.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบเข้ากลั่นลดลง 4.3% เป็น 2.96 แสนบาร์เรลต่อวัน จากการหยุดหน่วยกลั่น 1 เป็นเวลา 21 วัน
           อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นที่อ่อนตัวลงมากกว่า 20% เทียบกับปีก่อนสะท้อนการอ่อนตัวลงของค่าการกลั่น สอดคล้องกับมุมมองของเราที่เชื่อว่าค่าการกลั่นผ่านจุดต่ำสุดในปีทีผ่านมา และมีโอกาสถูกกดดันจากต้นทุนน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น ปัจจุบันมูลค่าหุ้นเหมาะสมมากขึ้นด้วย PBV ลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี 
           เราปรับคำแนะนำขึ้นเป็น ถือ จากเดิมแนะนำ ขายทำกำไร โดยเชื่อว่าค่าการกลั่นมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาส 3/61 ให้ราคาเป้าหมาย 96 บาท อิง PBV 1.47 เท่า          
           ด้าน บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/61 อ่อนลง เนื่องจากค่าการกลั่นที่ลดลง เพราะราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น และอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อ่อนลง แต่แนวโน้มครึ่งปีหลังจะดีขึ้น โดยเฉพาะในส่วนธุรกิจโรงกลั่น (67% ของกำไรสุทธิ) เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ของน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นจากความต้องการซื้อที่แข็งแกร่งของจีน
           โดยภาพรวมระยะยาวยังไปได้ดี จากการที่ TOP กำลังทำโครงการ Clean Fuel Project (CFP) เพื่อเพิ่มอัตรากำไรและหนุนการเติบโตในระยะยาว หลังจบโครงการนี้แล้วกำลังการผลิตโรงกลั่นจะเพิ่มเป็น 4 แสนบาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันที่ 2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน และประสิทธิภาพโรงกลั่นสูงขึ้น โดยจะไม่มีน้ำมันเตาเหลือเลย (จากปัจจุบันมี 7%) และสามารถใช้น้ำมันชนิดหนักมาเป็นวัตถุดิบซึ่งทำให้มาร์จิ้นเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะสรุปได้ในไตรมาส 3/61 และใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี เริ่มดำเนินงานได้ในปี 66 เงินลงทุนราว 4 พันล้านดอลลาร์ มาจากกระแสเงินสดดำเนินงานและกู้ยืม
           แนะนำซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว ประเมินราคาพื้นฐานไว้ที่ 96.50 บาท อิงกับ P/BV 1.5 เท่า โดยในประมาณการกำไรและราคาพื้นฐานใช้สมมติฐานน้ำมันดิบเบรนท์ ปี 61 และปี 62 เท่ากับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ ขณะที่ค่าการกลั่นประเมินที่ 7.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 7.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
           ขณะที่ บล.ทรีนีตี้ มองว่า ด้วยระดับราคาที่ลงมาค่อนข้างลึกในหุ้นกลุ่มโรงกลั่น ทำให้มูลค่าหุ้นน่าสนใจ โดยเราได้ลองทำการประเมินมูลค่าของกลุ่มโรงกลั่น (ไม่รวมปิโตรเคมี) ด้วย Replacement Value โดยปัจจุบันค่าก่อสร้างโรงกลั่นใหม่จะอยู่ราว 10,000-20,000 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อวัน ได้ราคาพื้นฐานของ TOP ที่ 78 บาท ทำให้ความเสี่ยงขาลงจากปัจจุบันค่อนข้างต่ำ ขณะที่อัตราเงินปันผลตอบแทนยังน่าสนใจ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนหุ้นในระยะยาว เพราะเชื่อว่าในอนาคตหุ้นกลุ่มวัฎจักรจะกลับมาซื้อขายที่มูลค่าปกติ
           ปัจจุบันค่ามูลค่าหุ้นของ TOP อิงจากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ พบว่ามีค่า P/E อยู่ที่ 6.98 เท่า ขณะที่ค่า P/BV อยู่ที่ 1.28 เท่า ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ในขณะที่อัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ 6.5% (อิงจากเงินปันผลปีก่อน)
           อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น TOP ล่าสุด ยังคงปรับตัวลงมาอีก 3.7% และมีโอกาสจะทำจุดต่ำสุดใหม่อีกครั้ง หากราคาหุ้นลดลงไปต่ำกว่า 77 บาท ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 1 ปี ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงปรับลดลงต่อเนื่องอีก 12.7 จุด อยู่ที่ 1622.28 จุด

           โดยภาพรวมแล้วราคาหุ้น TOP ที่ลดลงมามาก ทำให้มูลค่าในเชิงปัจจัยพื้นฐานเริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง แต่ด้วยแนวโน้มราคาหุ้น และสภาพตลาดในปัจจุบันที่ยังคงเป็นขาลงชัดเจน ดังนั้นการอดทนรอให้เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนอาจจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด