สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

หุ้นเด่นวันนี้

| 28 มิถุนายน 2561 | 09:20

ERW ปรับฐานแรง หรือหุ้นแพงเกินไป?

ERW ปรับฐานแรง หรือหุ้นแพงเกินไป?

           ERW ร่วงทำจุดต่ำรอบ 8 เดือน แม้กำไรสุทธิโตจากปีก่อน ต่อเนื่อง 10 ไตรมาสติดต่อกัน นักวิเคราะห์ยังมองบวกระยะยาว แต่กังวลผลประกอบการไตรมาส 2/61 ชะลอตามฤดูกาล จับตา! แค่ปรับฐานตามภาวะตลาดหรือราคาหุ้นแพงเกินไป

           หุ้น บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ร่วงลงมาราว 18% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา จากที่ซื้อขายราว 8 บาท ลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 8 เดือนที่ 6.50 บาท ก่อนที่ล่าสุดราคาหุ้นจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 6.8 บาท
           ERW ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมที่สอดคล้องกับทำเล สถานที่ตั้ง และกลุ่มเป้าหมาย เป็นธุรกิจหลัก โดยมีธุรกิจอื่น ได้แก่ ธุรกิจพื้นที่ให้เช่า และธุรกิจบริหารอาคาร
           เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา หุ้น ERW วิ่งขึ้นจากระดับ 4-5 บาท ไปแตะระดับ 9 บาท เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบ 26 ปี แรงหนุนสำคัญมาจากกำไรสุทธิที่เติบโตต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน และเป็นการเติบโตของกำไรเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ติดต่อกันถึง 10 ไตรมาส
           ผลประกอบการของ ERW จากที่ขาดทุน 111.58 ล้านบาท เมื่อปี 57 พลิกมามีกำไรสุทธิ 197.87 ล้านบาท ในปี 58 และเติบโตต่อเนื่องเป็น 366.89 ล้านบาท ในปี 59 ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็น 505.57 ล้านบาท เมื่อปี 60 ส่วนกำไรสุทธิไตรมาสแรกของปี 61 ที่ผ่านมา ทำได้ 285.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน
           อย่างไรก็ดี การปรับตัวลงอย่างรวดเร็วภายใน 1 สัปดาห์ ทำให้เริ่มเกิดคำถามตามมาว่า ราคาหุ้น ERW ก่อนหน้านี้แพงเกินไปหรือไม่ หรือจริงๆ แล้วราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาแค่เป็นไปตามภาวะตลาด?
           บล.บัวหลวง มองว่า รายได้ต่อห้อง (RevPar) ของ ERW มีโอกาสที่จะออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศที่มาก ซึ่งเป็นช่วง Low season ในไตรมาส 2/61 – 3/61 เราแนะนำให้นักลงทุนรอดูสัญญาณการฟื้นตัวในช่วงเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่ช่วง High Season
           ด้าน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า หุ้นกลุ่มโรงแรม ERW มีกำไรปกติเติบโตสูงสุดในกลุ่มต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 จากอัตรา EBITDA Margin ที่ดีขึ้น หนุนจากการประหยัดทางขนาด และการปรับขึ้นค่าห้องพัก (Arr rate) และอัตราเข้าพัก (Occ rate) ในทุกกลุ่มโรงแรมอยู่ในระดับสูง
           อย่างไรก็ตาม ทิศทางผลประกอบการของกลุ่มในไตรมาส 2/61 มีแนวโน้มลดลงจากไตรมาสแรก จากปัจจัยฤดูกาลที่เข้าสู่ช่วง Low season ของการท่องเที่ยวไทย ส่งผลให้แหล่งรายได้หลักของกลุ่มต้องปรับลงจากไตรมาสก่อน ขณะที่ต้องแบกรับต้นทุนคงที่ และค่าใช้จ่ายการทำโปรโมชั่น กดดันต่อประสิทธิภาพการทำกำไร
           ทั้งนี้ เรามีมุมมองเป็นบวกต่อการเติบโตของนักท่องเที่ยวในระยะยาว แต่ภาพ 2 ปีข้างหน้าที่คาดจำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตเข้าสู่ระดับปกติ (ต่ำกว่า 10%) เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลังที่ 13% ระหว่างปี 54 – 58 และคาดกลับมาโดดเด่นอีกครั้งในปี 64 ที่โครงการสุวรรณภูมิเฟส 2 เปิดใช้บริการ โดยภาพรวมเราเลือก ERW ให้ราคาเป้าหมาย 9.4 บาท เป็น Top pick ในหุ้นกลุ่มโรงแรม หนุนจากการเข้าสู่รอบเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแผนเปิดโรงแรมเชิงรุกที่ผ่านมา
           ขณะที่ บล.ฟิลลิป คาดผลประกอบการของ ERW ในไตรมาส 2/61 จะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน แต่ย่อตัวลงแรงจากไตรมาสแรก เนื่องจากตรงกับช่วง Low Season ประกอบกับการเริ่มปิดปรับปรุงโรงแรม JW Marriot เฟส 2 ตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. 61 โดยคาดจะแล้วเสร็จทั้งหมดในวันที่ 18 ก.ย. 61 เป็นจำนวนประมาณ 40% ของจำนวนห้องพักทั้งหมด หรือราวๆ 178 ห้อง (เทียบกับเฟสแรกที่มีการปิดปรับปรุงในไตรมาส 3/60 – 4/60 จำนวนประมาณ 30% หรือคิดเป็นราว 129 ห้อง)
           ทั้งนี้ บริษัทคาดจะเปิดโรงแรมในครึ่งปีหลังเพิ่มอีก 6 แห่ง เพื่อให้ครบตามแผน จำนวน 9 แห่ง ส่งผลให้ สิ้นปี 61 บริษัทจะมีจำนวนโรงแรมรวมเป็น 61 แห่ง (แบ่งอยู่ในฟิลิปปินส์จำนวน 5 แห่ง) และจำนวนห้องพักทั้งหมด 8,485 ห้อง (เทียบกับปี 60 ที่มีจำนวนโรงแรม 52 แห่ง (อยู่ในฟิลิปปินส์ 2 แห่ง) และจำนวนห้องพักทั้งหมด 7,328 ห้อง ) ทางฝ่ายยังคงสมมติฐานรายได้รวมปี 61 ที่ 6,613 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.3% จากปีก่อน และคงประมาณการกำไรทั้งปีที่ 608 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.2% จากปีก่อน ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยประเมินราคาพื้นฐานปี 61 เท่ากับ 9.50 บาท
           แม้กำไรของ ERW ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จะค่อนข้างโดดเด่น แต่ในแง่มูลค่าหุ้นแล้ว สถิติทางการเงินต่างๆ ทำให้หุ้น ERW ดูแพง ไม่ว่าจะเป็นค่า P/E ปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 48 เท่า ค่า P/BV ที่ 2 เท่า หรือจะเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ยังคงต่ำกว่า 1% ในช่วง 3 ปีก่อน
           สำหรับล่าสุด หลังจากที่ราคาหุ้นปรับฐานลงมานี้ ค่า P/E ของ ERW ลดลงมาอยู่ที่ 28.5 เท่า ขณะที่อัตราเงินปันผลตอบแทนอิงจากกำไรปีก่อน จะอยู่ที่ราว 1.35%

           การปรับฐานในครั้งนี้ ทำให้หุ้น ERW เสียทรงไปพอสมควร หลังจากที่เป็นขาขึ้นมาต่อเนื่องเมื่อปีก่อน ซึ่งในระยะสั้นน่าจะถูกกดดันจากผลประกอบการที่มีแนวโน้มชะลอตัวตามฤดูกาล ประกอบการภาวะตลาดที่ปรับตัวลงค่อนข้างแรง ส่วนในระยะยาวนั้น คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าบริษัทจะสามารถรักษาการเติบโตของกำไรสุทธิไว้ได้ดีมากน้อยแค่ไหน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด