หุ้นเด่นวันนี้

STEC หุ้นลงเพราะข่าวร้าย หรือพื้นฐานกันแน่!

STEC หุ้นลงเพราะข่าวร้าย หรือพื้นฐานกันแน่!

วิเคราะห์หุ้น STEC ร่วงเพราะข่าว หรือเพราะพื้นฐานที่อ่อนแอลงกันแน่ และราคาหุ้นจะลงได้ถึงไหน นักวิเคราะห์ปรับพื้นฐานลงเหลือ 20 บาท ที่ P/E 25 เท่า จากผลการดำเนินงานปีนี้ที่มองกำไรปรับลดลง และปีหน้าโตแค่เล็กน้อย แต่เชื่อว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/62 ที่ผ่านมา ขณะที่พบว่าปัจจุบันหุ้น STEC เทรดที่ P/E 13.47 เท่าเท่านั้น


หุ้น บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) ร่วงราว 48% จากจุดสูงสุดของปีนี้ที่ 27.75 บาท ล่าสุดปิดที่ 14.40 บาท สาเหตุหลักนอกจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกที่อ่อนตัวลงและมีความกังวลเกี่ยวกับมาร์จิ้นที่ลดลงของบริษัทแล้ว ในช่วง 2 วันมานี้ ยังมีข่าวร้ายถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด STEC และ 2 ผู้บริหาร "ภาคภูมิ ศรีชำนิ- ราเกส กาเลีย" คดีอาญา ฐานร่วมสนับสนุนการกระทำผิด คดีสินบนโรงไฟฟ้าขนอม


อ่านข่าว ป.ป.ช.สั่งฟันSTECพร้อม 2 ผู้บริหาร-4 จนท.รัฐคดีสินบนโรงไฟฟ้าขนอม คลิกที่นี่ 


อ่านข่าว STEC ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง สนับสนุนสินบนโรงไฟฟ้าขนอม คลิกที่นี่ 


อ่านข่าว ก.ล.ต. เผยผู้บริหาร STEC ยังไม่เข้าข่ายขาดความน่าไว้วางใจ คลิกที่นี่


ท่ามกลางคำถามว่าหุ้น STEC ปรับตัวลงต่ำสุดหรือยัง และข่าวร้ายที่ออกมาจะกระทบบริษัทมากน้อยแค่ไหน 


**ในกรณีถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นักวิเคราะห์มองว่าไม่กระทบผลการดำเนินงาน แต่แนะนำหลีกเลี่ยงหุ้น STEC สำหรับผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงไม่ได้ 


บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ มอง Negative  ต่อข่าวที่ STEC ถูกชี้มูลความผิด ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ 4 รายในการกระทำความผิดการติดสินบนโรงไฟฟ้าขนอม โดยมองว่ากรณี worst case  หากสุดท้ายความผิดตกที่ตัวบริษัท อาจส่งให้บริษัทต้องถูกปรับ และอาจติด blacklist การเป็นผู้ติดต่อกับรัฐ ซึ่งอาจกระทบต่อการประมูลงานรัฐในอนาคตได้ ซึ่งในกรณีนี้ เราแนะนำขาย เพื่อหลีกเลี่ยงการลงทุน


กรณีที่สอง หากเป็นกรณี base case ความผิดถูกชี้มาที่ตัวผู้บริหาร หรือพนักงานระดับ operation  ความผิดจะเป็นตัวบุคคล และไม่กระทบกับบริษัทมากนัก คือบริษัทอาจถูกปรับในด้านของความหละหลวมของระบบ เป็นต้น ซึ่งหากเกิดกรณีนี้เรามองเป็นโอกาสในการเข้าสะสมหุ้น STEC


อย่างไรก็ตาม จากเรามองขั้นตอนต่อไปคือการส่งเรื่องไปยังศาลชั้นต้น และอาจยืยดเยื้อในขั้นอุทธรณ์ และฎีกา ซึ่งอาจใช้เวลากว่าจะได้ข้อสรุปสุดท้าย เรามองผู้ที่รับความเสี่ยงไม่ได้ให้ขาย เพื่อหลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อน และในระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม แนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อน


บล.เอเซียพลัส เชื่อว่าประเด็นดังกล่าวยังไม่กระทบต่อผลดำเนินงานของ STEC ที่ปัจจุบันมี Backlog สูงถึง 9 หมื่นล้านบาท เพียงพอรองรับรายได้ถึงปี 2565 และมีฐานะการเงินมั่นคงโดยมีเงินสดในมือบวกกับเงินลงทุน ณ สิ้น 2Q62 มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท แต่ความไม่ชัดเจนจากคดีความดังกล่าวน่าจะกดดันราคาหุ้นไปอีกระยะ 


ฝ่ายวิจัยแนะนำให้นักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำหลีกเลี่ยงการลงทุนออกไปก่อน ส่วนนักลงทุนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้ อาจหาจังหวะเข้าซื้อเก็งกำไร โดยประเมินราคาเหมาะสมปี 2563 ที่ 25.00 บาท


บล.ทรีนีตี้ มองว่ากรณีดังกล่าว น่าจะถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดฯ ได้รับการชี้มูลความผิดจาก ป.ป.ช. ซึ่งเป็นการสืบสวนความในขั้นต้น ด้วยมูลความผิดทางอาญา โดย ป.ป.ช.มีมติส่งคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาล ทำให้เราอยากจะเห็นจุดยืนจากตลาดฯว่ามีมุมมองในแง่กฎหมายในกรณีที่เกิดขึ้นครั้งแรกนี้ว่าเป็นอย่างไร จึงอยากให้รอความชัดเจนในประเด็นนี้เสียก่อนว่าทางตลาดฯ จะมีมติหรือความเห็นเป็นเช่นไรในกรณีดังกล่าว ก่อนที่จะใช้คำแนะนำและราคาเป้าหมายที่เราให้ไว้


ราคาเป้าหมายปี 2562 ที่ 23 บาท บนสมมติฐานการรับรู้รายได้เพิ่มจากโครงการงานก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 2 สายใหม่ล่าสุดที่มาร์จิ้นไม่ดี ทว่ามี backlog ที่แข็งแรงมาก เมื่ออิง Avg P/E ของ 5 ปีเฉลี่ยย้อนหลัง = 25.7 เท่า ของกำไรสุทธิต่อหุ้น ณ ปี 2019


**ล่าสุด STEC ประกาศงบไตรมาส 3/62 มีกำไรสุทธิ 272 ล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาด โดยมองว่าผลการดำเนินงานปกติฟื้นตัว และถือว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/62 ที่ผ่านมา 


บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า ผลการดำเนินงานปกติ 3Q62 ของ STEC ฟื้นตัวดีขึ้นมาก ผ่านจุดต่ำสุดใน 2Q62 และมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง จาก Backlog สูง 8.4 หมื่นล้านบาท  และ STEC มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ไม่มีภาระหนี้เงินกู้ ในขณะที่มีเงินสดสูง  8.2  พันล้านบาท 


ส่วนประเด็นที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดไม่มีผลต่อการดำเนินงาน และการประมลูงานในอนาคต แต่สร้างความกงัวลต่อตลาดในช่วงพิจารณาคดี 


เราปรับลดราคาเป้าหมายลงอิงค่าเฉลี่ย 10 ปี Forward P/E = 25x จาก Average P/E+0.5SD = 27x  จะได้ราคาเป้าหมายลดลงเหลือ 20 บาท จาก 22 บาท  เราแนะนำ RADING BUY 


STEC ประกาศผลประกอบการ 3Q62 มีกำไรสุทธิ 272 ล้านบาท (+2%QoQ, 29%YoY)  หากบวกกลับผลขาดทุนจากการถูกฟ้องคดี 65 ล้านบาท จะมีกำไรปกติที่ฟื้นตัวดีขึ้นมาก 337 ล้านบาท (+26%QoQ, -12%YoY)  ผลประกอบการได้แรงหนุนจากยอดรับรู้รายได้งานก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นเป็น 9,037 ล้านบาท (+24%QoQ, +25%YoY) 


อัตรากำไรขั้นต้นเริ่มดีขึ้นเล็กน้อย 5.4% จาก 5.1% ในไตรมาสก่อน แต่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน 7.8% ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารควบคุมได้ดี 120 ล้าน บาท (-19%QoQ, +3%YoY)


ทั้งนี้มองผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดใน 2Q62 แนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นแม้ว่าไม่เด่น โดย STEC เหลือ Backlog ที่สงู 8.4 หมื่นล้านบาท รองรับรายได้อีก 3 ปี  


แนวโน้มผลประกอบการ 4Q62 และ ปี 2563 จะฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง คงประมาณการกำไรปีนี้ที่ 1,207 ล้านบาท ลดลง 25% และ ปี 2563 คาดจะมีกำไร 1,234 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2.2% 


ส่วนกรณีถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด คาดว่าขั้นตอนพิจารณาจะใช้เวลาเป็นปี ปัจจุบันยังดำเนินงานปกติ กรณีเลวร้ายสุด ถ้าศาลตัดสินให้ STEC ผิด คดีนี้เป็นคดีอาญา และเนื่องจาก STEC เป็นนิติบุคคลจึงไม่สามารถติดคุกได้ จะโดนเพียงค่าปรับ คาดไม่มากนักและตามรัฐธรรมนญู ก็ไม่มีข้อห้ามที่จะเข้าประมูลงานของรัฐบาล 


ความเสี่ยง : ปัญหาการก่อสร้าง ต้นทุนวัสดุและแรงงาน และคดีถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด 


**ต่อคำถามที่ว่าหุ้นจะลงไปถึงไหน คงต้องขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนจะให้ค่าพรีเมียมกับหุ้น STEC มากเท่าอดีตหรือไม่ ขณะที่สัญญาณทางเทคนิคแนวรับถัดไปคือราว 12.30 บาท


หากประเมินตามสัญญาณเทคนิคพบว่าแนวรับถัดไปของ STEC อยู่ที่ราว 12.30 บาท 


แต่หากประเมินจากพื้นฐานถ้า STEC มีกำไรปีนี้ที่ 1,207 ล้านบาท ตามที่ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดไว้ หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้นราว 0.79 บาท ซึ่งหากย้อนกลับไปในช่วงปี 2555 ซึ่งกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกัน พบว่าราคาหุ้น STEC เคลื่อนไหวต่ำสุดอยู่ที่ราว 11.90 บาท


จากราคาเหมาะสม STEC ที่นักวิเคราะห์ปรับลดลงมาเหลือ 20 บาท คิดที่ค่า P/E ที่ 25 เท่า แต่ในปัจจุบันพบว่า STEC ซึ่งมี P/E สูงสุดในหุ้นรับเหมาขนาดใหญ่ มีค่า P/E อยู่ที่ 13.47 เท่าเท่านั้น ซึ่งถ้ากำไรต่อหุ้นปีนี้ลงมาเหลือ 0.79 บาท และคิดที่ P/E เท่ากับปัจจุบัน จะได้ราคาหุ้นที่ 10.64 บาท (0.79x13.47) 


จากข้อมูลทั้งหมด น่าจะพอเห็นภาพว่าสาเหตุที่หุ้น STEC ร่วงลงต่อเนื่อง นอกจากข่าวร้ายที่เข้ามากระทบแล้ว ก็เป็นไปตามพื้นฐานของบริษัทด้วย ส่วนราคาต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนจะกลับไปให้พรีเมียมเท่ากับในอดีตหรือไม่







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด